กลับไปหน้าข่าวสารทั้งหมด
คณะรัฐมนตรี · 15 ก.ย. 2569

ครม. ไฟเขียว “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” รัฐซื้อประกันให้ที่อยู่อาศัยราว 30 ล้านหลังคาเรือน วงเงินค่าเบี้ย 15,500 ล้านบาท คุ้มครองอุทกภัย วาตภัย แผ่นดินไหว สูงสุด 100,000 บาท/หลังคาเรือน/ภัย เสียชีวิต 2,000,000 บาท/คน กรมธรรม์มีผล 1 ต.ค. 2569–1 ต.ค. 2570

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติ เห็นชอบและอนุมัติการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” ตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เสนอ โดยภาครัฐจะจัดซื้อประกันภัยให้ประชาชนเพื่อคุ้มครองที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือนจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ภายใต้กรอบวงเงินค่าเบี้ยประกันภัยรวม 15,500 ล้านบาท กรมธรรม์มีผลคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570 กระทบเจ้าของธุรกิจ SME และพนักงานในฐานะเจ้าของบ้านหรือผู้ครอบครองที่พักอาศัย โดยเฉพาะกิจการที่ใช้บ้านหรืออาคารพักอาศัยเป็นสถานประกอบการ

สาระสำคัญของกรมธรรม์

  • ภัยที่คุ้มครอง: อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว รวม 3 ประเภทภัย
  • วงเงินคุ้มครองที่อยู่อาศัย: สูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อภัยที่เกิดขึ้น ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์
  • กรณีอุทกภัย: ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 10,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 90,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน
  • กรณีวาตภัยและแผ่นดินไหว: ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 5,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 95,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน
  • กรณีเสียชีวิต: จากภัยทั้ง 3 ประเภท 2,000,000 บาทต่อคน สำหรับบุคคลสัญชาติไทยที่มีเลขประจำตัวประชาชน
  • กรอบวงเงินค่าเบี้ยประกันภัย: รวม 15,500 ล้านบาท แบ่งเป็นกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม 15,000 ล้านบาท และกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม 500 ล้านบาท
  • ระยะเวลาคุ้มครอง: 1 ตุลาคม 2569 ถึง 1 ตุลาคม 2570

ใครได้รับความคุ้มครอง และใครเป็นผู้ดำเนินการ

  • ผู้เอาประกันภัยกรณีที่อยู่อาศัย: เจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เป็นบ้านตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎร และผู้ครอบครองที่พักอาศัยที่ไม่เป็นบ้านตามทะเบียนราษฎรแต่ได้รับการรับรองจากผู้มีอำนาจตามกฎหมายว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีคนอาศัยอยู่ประจำ
  • ฐานข้อมูลจำนวนบ้าน: ประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน ตามสถิติจำนวนบ้านของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ณ วันที่ 10 กันยายน 2569
  • ผู้ถือกรมธรรม์: หน่วยงานรัฐหรือหน่วยงานที่รัฐมอบหมาย ส่วนผู้รับประกันภัยคือบริษัทประกันวินาศภัยที่ผ่านการคัดเลือก
  • หน่วยงานที่รับผิดชอบ: สำนักงาน คปภ. ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทยจัดหาผู้รับประกันภัย สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณ และ ปภ. เป็นหน่วยรับงบประมาณและเบิกจ่ายค่าเบี้ยให้ผู้รับประกันภัย

ผลต่อ SME

มาตรการนี้เป็นประกันภัย “ที่อยู่อาศัย” ที่รัฐจ่ายค่าเบี้ยให้ ไม่ใช่ประกันภัยทรัพย์สินของกิจการ ดังนั้น SME ที่ใช้บ้านหรืออาคารพักอาศัยเป็นสำนักงานหรือหน้าร้านจะได้รับความคุ้มครองในส่วนของที่อยู่อาศัยตามเงื่อนไขกรมธรรม์ แต่สินค้าคงคลัง เครื่องจักร อุปกรณ์ และอาคารที่ใช้เพื่อการพาณิชย์ล้วน ๆ ยังต้องพิจารณาทำประกันภัยทรัพย์สินของกิจการเองตามเดิม ขณะเดียวกันวงเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนเป็นเพดานที่ใช้บรรเทาความเสียหายเบื้องต้น ไม่ได้ทดแทนมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด รายละเอียดเงื่อนไขกรมธรรม์ วิธีแจ้งเคลม และช่องทางตรวจสอบสิทธิ ให้ติดตามประกาศจาก ปภ. และสำนักงาน คปภ. ก่อนวันที่กรมธรรม์มีผล

เช็กลิสต์สำหรับ SME ก่อน 1 ต.ค. 2569
ข้อแนะนำจากสำนักงานบัญชี (ไม่ใช่เงื่อนไขทางการของ ปภ. หรือ คปภ.)0/4
  • ตรวจสอบว่าบ้านหรืออาคารที่ใช้ประกอบกิจการมีเลขที่บ้านและชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามทะเบียนราษฎรถูกต้อง เพราะเป็นฐานข้อมูลที่ใช้กำหนดผู้เอาประกันภัย
  • ทบทวนกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยหรือประกันภัยทรัพย์สินของกิจการที่มีอยู่ ว่าครอบคลุมน้ำท่วม ลมพายุ และแผ่นดินไหวสำหรับสต็อกสินค้า เครื่องจักร และอุปกรณ์หรือไม่
  • จัดทำทะเบียนทรัพย์สินพร้อมภาพถ่ายและเอกสารซื้อ เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการเรียกร้องค่าสินไหมทั้งจากประกันของรัฐและประกันของกิจการ
  • เมื่อได้รับค่าสินไหมทดแทน ให้บันทึกบัญชีแยกจากรายได้จากการดำเนินงาน และเก็บหลักฐานการรับเงินไว้ประกอบการปิดงบการเงิน

ที่มา: กรมประชาสัมพันธ์ – มติ ครม. 15 ก.ย. 2569 และ กรมประชาสัมพันธ์ – กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 16 ก.ย. 2569

มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี

ปรึกษาฟรี