กลับไปหน้าข่าวสารทั้งหมด
สำนักงานประกันสังคม · 14 ก.ย. 2569

ก.แรงงาน–ประกันสังคม ปรับลดเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน มีผล 1 ม.ค. 2570 — ลดอัตราหลัก 452 รหัสกิจการ เพิ่มส่วนลดค่าประสบการณ์สูงสุดเป็น 70% นายจ้างราว 344,521 แห่งจ่ายลดรวมปีละ 1,700 ล้านบาท

กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับที่ 155 ลงวันที่ 14 กันยายน 2569 ว่า นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เห็นชอบให้ออก ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง ประเภท ขนาดของกิจการ ท้องที่ที่ให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบ อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ (ฉบับที่ 2) เพื่อปรับลดภาระการจ่ายเงินสมทบ กองทุนเงินทดแทน ของนายจ้าง โดยคาดว่าสถานประกอบการประมาณ 344,521 แห่ง หรือราว 75% ของนายจ้างทั้งหมด จะจ่ายเงินสมทบลดลง คิดเป็นเงินสมทบที่ลดลงประมาณ 1,700 ล้านบาทต่อปี มีผลตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม 2570 และไม่มีนายจ้างรายใดต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้นจากการปรับปรุงครั้งนี้

สาระสำคัญของการปรับปรุง

  • ปรับอัตราเงินสมทบหลักให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่แท้จริง: สปส. ปรับอัตราเงินสมทบหลักรายประเภทกิจการ โดยมีกลุ่มกิจการที่ปรับลดอัตราเงินสมทบหลักได้ 452 รหัสกิจการ จากทั้งหมด 1,091 รหัสกิจการ
  • เพิ่มส่วนลดจากอัตราค่าประสบการณ์: ปรับวิธีคำนวณอัตราค่าประสบการณ์ โดยเพิ่มส่วนลดสูงสุดจากเดิม ร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 70 สถานประกอบการที่มีสถิติการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงานต่ำ มีโอกาสได้ส่วนลดเงินสมทบเพิ่มขึ้นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
  • ไม่มีนายจ้างรายใดจ่ายเพิ่ม: กระทรวงแรงงานยืนยันว่าการปรับอัตราเงินสมทบและวิธีคำนวณอัตราค่าประสบการณ์ครั้งนี้ ไม่ทำให้นายจ้างรายใดต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้น
  • สิทธิลูกจ้างคงเดิม: การลดเงินสมทบไม่ได้ลดทอนสิทธิประโยชน์ของลูกจ้าง โดยยังคงความคุ้มครองเมื่อประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ สูญเสียอวัยวะ หรือเสียชีวิตเนื่องจากการทำงานอย่างครบถ้วน
  • วันมีผล: ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป

ใครได้รับผลกระทบ

  • นายจ้างทุกขนาดที่ขึ้นทะเบียนกองทุนเงินทดแทน: กองทุนเงินทดแทนเป็นกองทุนที่นายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินสมทบเพียงฝ่ายเดียว (ลูกจ้างไม่ถูกหักเงินสมทบ) การปรับลดครั้งนี้จึงเป็นการลดต้นทุนด้านบุคลากรของฝั่งนายจ้างโดยตรง
  • SME และผู้ประกอบการรายย่อยเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก: นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการ สปส. ระบุว่ามาตรการนี้ช่วยลดต้นทุนและบรรเทาภาระของนายจ้าง โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย และเป็นการส่งเสริมให้สถานประกอบการให้ความสำคัญกับการจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย
  • กิจการที่อยู่ใน 452 รหัสกิจการที่ปรับลด: จะได้ประโยชน์จากอัตราเงินสมทบหลักที่ลดลงโดยอัตโนมัติ ส่วนกิจการอื่นยังมีโอกาสได้ส่วนลดจากอัตราค่าประสบการณ์หากมีสถิติอุบัติเหตุจากการทำงานต่ำ

สิ่งที่ SME ควรเตรียม

เช็กลิสต์นายจ้าง SME ก่อนอัตราใหม่มีผล 1 ม.ค. 2570
เตรียมพร้อมรับอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนใหม่0/5
  • ตรวจสอบรหัสประเภทกิจการที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ สปส. ว่าตรงกับลักษณะกิจการจริงในปัจจุบัน เพราะอัตราเงินสมทบหลักผูกกับรหัสกิจการ
  • ติดตามตัวบทประกาศกระทรวงแรงงาน (ฉบับที่ 2) ที่จะประกาศในราชกิจจานุเบกษา และหนังสือแจ้งอัตราเงินสมทบประจำปี 2570 จาก สปส.
  • ทบทวนประมาณการค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรปี 2570 โดยรอใช้อัตราจริงที่ สปส. แจ้งเป็นรายสถานประกอบการ ไม่ควรปรับลดตัวเลขล่วงหน้าจากภาพรวม
  • เก็บสถิติและลดอุบัติเหตุจากการทำงาน จัดอบรมความปลอดภัยและอุปกรณ์ป้องกันให้ครบ เพื่อมีโอกาสรับส่วนลดอัตราค่าประสบการณ์สูงสุด 70%
  • สื่อสารให้ลูกจ้างทราบว่าสิทธิประโยชน์กองทุนเงินทดแทนไม่เปลี่ยนแปลง และลูกจ้างไม่ได้ถูกหักเงินสมทบกองทุนนี้อยู่แล้ว

ผลต่อ SME

  • ต้นทุนแรงงานลดลงตั้งแต่ปี 2570: เงินสมทบกองทุนเงินทดแทนเป็นรายจ่ายประจำปีของนายจ้าง การปรับลดอัตราหลักและเพิ่มส่วนลดค่าประสบการณ์ช่วยลดภาระโดยเฉพาะกิจการที่มีลูกจ้างจำนวนมากและมีประวัติความปลอดภัยดี
  • แรงจูงใจด้านความปลอดภัยชัดขึ้น: เมื่อส่วนลดสูงสุดเพิ่มเป็น 70% การลงทุนป้องกันอุบัติเหตุจากการทำงานจะสะท้อนกลับมาเป็นเงินสมทบที่ถูกลงโดยตรง
  • ตัวเลขที่ต้องรอยืนยันรายกิจการ: ตัวเลข 344,521 แห่ง และ 1,700 ล้านบาทต่อปี เป็นประมาณการภาพรวมของกระทรวงแรงงาน อัตราที่แต่ละกิจการต้องจ่ายจริงขึ้นกับรหัสกิจการและอัตราค่าประสบการณ์ที่ สปส. ประเมินและแจ้งให้ทราบ

ที่มา: สำนักงานประกันสังคม — ข่าวประชาสัมพันธ์ "จุลพันธ์" จูงใจนายจ้างลดเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน (ข่าวที่ 14 กันยายน 2569/155)

มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี

ปรึกษาฟรี