กลับไปหน้าข่าวสารทั้งหมด
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ · 30 ต.ค. 2569

กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 36/2569 (30 ต.ค. 2569) แนะสำนักงานประกันสังคมกำกับดูแลนายจ้างธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ให้ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนให้ลูกจ้าง — กรณีบริษัทจ้างพนักงานไลฟ์สดขายสินค้าผ่าน TikTok แต่ไม่ยื่นแบบขึ้นทะเบียนช่วง 20 ม.ค.–31 พ.ค. 2568 แม้ภายหลังจ่ายเงินสมทบย้อนหลัง 5 เดือนพร้อมเงินเพิ่ม 2% ก็ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เสนอ สปส. วางเกณฑ์ใช้ดุลพินิจดำเนินคดีหรือเปรียบเทียบปรับให้ชัดเจน

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 36/2569 เมื่อวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2569 ประเด็นหนึ่งคือผลการตรวจสอบกรณีบริษัทผู้ประกอบธุรกิจขายสินค้าออนไลน์จ้างผู้ร้องเป็นผู้แนะนำสินค้า (ไลฟ์สดขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม TikTok) แต่ไม่ยื่นแบบรายการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนให้ในช่วงที่ทำงานจริง ซึ่ง กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 เห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และมีข้อเสนอแนะไปยังสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ให้กำกับดูแลนายจ้างในธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ให้ขึ้นทะเบียนและนำส่งเงินสมทบให้ครบถ้วน ข่าวนี้เป็น “ข้อเสนอแนะ” ของ กสม. ไม่ใช่กฎหมายหรือประกาศใหม่ แต่สะท้อนว่าธุรกิจออนไลน์ที่จ้างพนักงานกำลังถูกจับตาเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายประกันสังคมมากขึ้น

ข้อเท็จจริงของเรื่องร้องเรียน

  • ที่มา: กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ผู้ร้องถูกบริษัทจ้างให้ทำหน้าที่ผู้แนะนำสินค้าโดยไลฟ์สดขายสินค้าผ่าน TikTok สัญญาจ้างมีข้อห้ามไม่ให้ผู้ร้องประชาสัมพันธ์สินค้าประเภทเดียวกันหรือคล้ายกันระหว่างสัญญาและภายใน 3 เดือนหลังสิ้นสุดสัญญา ซึ่งผู้ร้องเห็นว่าไม่เป็นธรรม
  • ช่วงที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน: ระหว่างวันที่ 20 มกราคม ถึง 31 พฤษภาคม 2568 บริษัทไม่ได้ยื่นแบบรายการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนให้ผู้ร้อง ทำให้ผู้ร้องไม่มีสิทธิประกันสังคมตลอดช่วงเวลาดังกล่าว
  • การแก้ไขภายหลัง: วันที่ 21 มกราคม 2569 (ราว 1 ปีถัดมา) บริษัทจึงยื่นแบบขึ้นทะเบียนย้อนหลัง และชำระเงินสมทบย้อนหลัง 5 เดือนทั้งส่วนของลูกจ้างและนายจ้าง พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 2 โดย สปส. ไม่ได้ดำเนินคดีหรือเปรียบเทียบปรับ
  • ผลการพิจารณาของ กสม.: การไม่ขึ้นทะเบียนและไม่นำส่งเงินสมทบในช่วงที่มีการจ้างงานจริง แม้ภายหลังจะแก้ไขแล้ว ก็ทำให้ลูกจ้างขาดสิทธิรับประโยชน์ทดแทนในช่วงนั้น จึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยอ้างอิงรัฐธรรมนูญ มาตรา 40 และมาตรา 74 พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 หลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) และอนุสัญญา ILO ว่าด้วยมาตรฐานขั้นต่ำของการประกันสังคม ส่วนข้อห้ามแข่งขัน 3 เดือนหลังสิ้นสุดสัญญา กสม. เห็นว่าเป็นระยะเวลาที่สมเหตุสมผลเพื่อคุ้มครองประโยชน์ทางธุรกิจ ยังไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิในชั้นนี้

ข้อเสนอแนะของ กสม.

  • ต่อสำนักงานประกันสังคม (1): ตรวจสอบการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน การหักเงินสมทบลูกจ้าง และการนำส่งเงินสมทบส่วนนายจ้างของบริษัทดังกล่าวให้ครบถ้วนถูกต้อง เพื่อให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองและประโยชน์ทดแทนเต็มสิทธิ
  • ต่อสำนักงานประกันสังคม (2): ให้ความรู้และกำกับดูแลนายจ้างในธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ให้ยื่นแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนและนำส่งเงินสมทบให้ครบถ้วน
  • ต่อสำนักงานประกันสังคม (3): กำหนดหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจดำเนินคดีหรือเปรียบเทียบปรับนายจ้างที่ไม่ขึ้นทะเบียนหรือไม่นำส่งเงินสมทบภายในกำหนดให้ชัดเจนเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยพิจารณาอย่างน้อยจากระยะเวลาที่ล่าช้า การแก้ไขโดยสมัครใจ ผลกระทบต่อลูกจ้าง และการกระทำผิดซ้ำ พร้อมบันทึกเหตุผลของการใช้ดุลพินิจแต่ละครั้งเป็นลายลักษณ์อักษร
  • ต่อบริษัทผู้ถูกร้อง: กำหนดแนวปฏิบัติภายในให้ยื่นแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย และปฏิบัติอย่างเคร่งครัดทุกครั้งที่รับลูกจ้างใหม่ ตามหลักการ UNGPs

สิ่งที่ SME ควรเตรียม

เช็กลิสต์นายจ้างธุรกิจออนไลน์ เรื่องประกันสังคม
ข้อแนะนำจากสำนักงานบัญชี (สรุปจากกฎหมายประกันสังคมที่ใช้อยู่ ไม่ใช่เงื่อนไขใหม่จาก กสม. หรือ สปส.)0/5
  • ทบทวนว่าพนักงานไลฟ์สด แอดมินเพจ แพ็กของ หรือพนักงานรายวันที่ทำงานประจำให้กิจการ เข้าลักษณะ “ลูกจ้าง” ตามกฎหมายประกันสังคมหรือไม่ หากใช่ ต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (มาตรา 33) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่เริ่มเป็นลูกจ้าง ตามมาตรา 34 แห่ง พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533
  • กิจการที่เพิ่งมีลูกจ้างคนแรก ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างพร้อมกับขึ้นทะเบียนลูกจ้างในคราวเดียวกัน ไม่ควรรอจนปิดงบหรือรอให้ลูกจ้างทำงานครบทดลองงานก่อน
  • วางขั้นตอนภายในให้ฝ่ายบุคคลหรือสำนักงานบัญชีได้รับสำเนาบัตรประชาชนและวันเริ่มงานของพนักงานใหม่ทันทีที่เริ่มงาน และยื่นผ่านระบบ e-Service ของ สปส. ก่อนครบ 30 วัน
  • หากพบว่าเคยขึ้นทะเบียนหรือนำส่งเงินสมทบล่าช้า ให้รีบแก้ไขโดยสมัครใจและนำส่งเงินสมทบย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือนของเงินสมทบที่ค้าง (มาตรา 49) เพราะ กสม. เสนอให้ “การแก้ไขโดยสมัครใจ” และ “ระยะเวลาที่ล่าช้า” เป็นปัจจัยในการใช้ดุลพินิจดำเนินคดี
  • ตรวจสอบสัญญาจ้างที่มีข้อห้ามแข่งขันหลังสิ้นสุดสัญญาให้มีระยะเวลาและขอบเขตที่สมเหตุสมผล (กรณีนี้ 3 เดือน กสม. เห็นว่าเหมาะสม) และแยกสถานะให้ชัดระหว่างลูกจ้างประจำกับผู้รับจ้างอิสระ เพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทซ้ำซ้อนทั้งเรื่องประกันสังคมและภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ผลต่อ SME

  • การแก้ไขย้อนหลังไม่ลบความผิดเดิม: กรณีนี้ชี้ชัดว่าแม้นายจ้างจะจ่ายเงินสมทบย้อนหลังครบพร้อมเงินเพิ่มแล้ว ลูกจ้างก็ยังเสียสิทธิประโยชน์ทดแทนในช่วงที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน และนายจ้างยังมีความเสี่ยงถูกดำเนินคดีตามกฎหมายประกันสังคมอยู่
  • ธุรกิจออนไลน์เป็นกลุ่มเป้าหมายของการกำกับดูแล: หาก สปส. รับข้อเสนอแนะไปดำเนินการ กลุ่มร้านค้าออนไลน์ ผู้ประกอบการไลฟ์สด และเอเจนซีที่จ้างพนักงานจำนวนมากอาจถูกตรวจสอบเชิงรุกมากขึ้น
  • ต้นทุนที่ควรวางแผน: เงินสมทบส่วนนายจ้างเป็นต้นทุนแรงงานประจำที่ต้องรวมในงบประมาณตั้งแต่วันแรกที่จ้าง การวางระบบขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นถูกกว่าการแก้ไขย้อนหลังที่มีทั้งเงินเพิ่มและความเสี่ยงทางกฎหมาย

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ — กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 36/2569 (30 ต.ค. 2569)

มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี

ปรึกษาฟรี