ราชกิจจาฯ ประกาศ พ.ร.ฎ. กำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2569 — เล่ม 143 ตอนที่ 65 ก วันที่ 22 ต.ค. 2569 เลื่อนวันเริ่มหักเงินสะสมและจ่ายเงินสมทบจาก 1 ต.ค. 2569 เป็น 1 ม.ค. 2570 ยกเลิก พ.ร.ฎ. ฉบับ พ.ศ. 2568 ให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่ 1 ต.ค. 2569 เหตุอุทกภัยกระทบนายจ้างและลูกจ้าง นายจ้างที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไปยังไม่ต้องหักค่าจ้างงวด ต.ค.–ธ.ค. 2569
เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2569 ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนที่ 65 ก วันที่ 22 ตุลาคม 2569 (ให้ไว้ ณ วันที่ 22 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ) สาระสำคัญคือ เลื่อนวันเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจากวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นวันที่ 1 มกราคม 2570 กระทบโดยตรงกับนายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปซึ่งไม่ได้จัดให้ลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่เดิมต้องเริ่มหักเงินสะสมจากค่าจ้างงวดเดือนตุลาคม 2569 และนำส่งงวดแรกภายใน 15 พฤศจิกายน 2569
สาระสำคัญของพระราชกฤษฎีกา
- มาตรา 2 มีผลใช้บังคับย้อนหลัง: พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป จึงครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่วันที่กำหนดเดิมเป็นต้นมา
- มาตรา 3 ยกเลิกฉบับเดิม: ให้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 ซึ่งกำหนดให้เริ่มจัดเก็บตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569
- มาตรา 4 วันเริ่มจัดเก็บใหม่: ให้ดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป
- มาตรา 5: ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้ โดยออกตามความในมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญ และมาตรา 163 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
- เหตุผลท้ายพระราชกฤษฎีกา: สถานการณ์อุทกภัยส่งผลให้สถานประกอบกิจการและลูกจ้างในพื้นที่ประสบภัยได้รับความเดือดร้อน นายจ้างบางส่วนต้องหยุดหรือชะลอการดำเนินกิจการและมีรายได้ลดลง ขณะที่ลูกจ้างบางส่วนขาดรายได้หรือต้องนำเงินไปซ่อมแซมที่อยู่อาศัย การเริ่มจัดเก็บในช่วงเวลาดังกล่าวอาจเพิ่มภาระทางการเงินแก่ทั้งสองฝ่ายและกระทบความสามารถในการรักษาการจ้างงาน จึงเลื่อนออกไป
ความเชื่อมโยงกับมติ ครม. และอัตราเงินสะสม–เงินสมทบ
- ครม. 14 ต.ค. 2569 รับทราบหลักการร่างกฎหมาย 3 ฉบับ ที่กระทรวงแรงงานเสนอ ได้แก่ ร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง และร่างกฎกระทรวงแก้ไขหลักเกณฑ์การจัดการสงเคราะห์กรณีลูกจ้างออกจากงานหรือตาย โดยพระราชกฤษฎีกาเป็นฉบับแรกที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
- อัตราที่ใช้บังคับ: ตามกฎกระทรวงฉบับปัจจุบัน นายจ้างหักเงินสะสมจากค่าจ้างลูกจ้าง 0.25% และจ่ายเงินสมทบอีก 0.25% ในช่วงแรก ก่อนปรับเป็นฝ่ายละ 0.5% ในระยะต่อไป ส่วนการเลื่อนช่วงเวลาของอัตราให้สอดคล้องกับวันเริ่มจัดเก็บใหม่ (ฝ่ายละ 0.25% ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2570 ถึง 31 ธ.ค. 2574 และฝ่ายละ 0.5% ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2575 ตามที่รองโฆษกรัฐบาลแถลง) ยังเป็นร่างกฎกระทรวงที่ต้องรอประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป
- กำหนดนำส่งไม่เปลี่ยน: เมื่อเริ่มจัดเก็บแล้ว นายจ้างต้องนำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่หักเงินสะสม ดังนั้นค่าจ้างงวดเดือนมกราคม 2570 จะต้องนำส่งภายใน 15 กุมภาพันธ์ 2570
ผลต่อ SME
SME ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปได้เวลาเพิ่มอีก 3 เดือนในการเตรียมระบบเงินเดือนและกระแสเงินสด แต่ไม่ได้ยกเลิกภาระนี้ กิจการที่ตั้งค่าหักเงินสะสม 0.25% ในระบบเงินเดือนไว้แล้วสำหรับงวดเดือนตุลาคม 2569 ควรตรวจสอบว่ามีการหักค่าจ้างลูกจ้างไปแล้วหรือไม่ เพราะพระราชกฤษฎีกามีผลย้อนหลังตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ทำให้ยังไม่มีหน้าที่จัดเก็บในงวดดังกล่าว หากหักไปแล้วควรหารือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่เรื่องแนวทางคืนเงินให้ลูกจ้าง และแก้ไขสลิปเงินเดือนกับบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง ส่วนนายจ้างที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้วควรใช้ช่วงเวลานี้ตรวจว่าลูกจ้างทุกคนเป็นสมาชิกกองทุนหรือไม่ เพราะลูกจ้างที่ยังไม่เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตั้งแต่ 1 มกราคม 2570
ที่มา: ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนที่ 65 ก วันที่ 22 ต.ค. 2569 — พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2569 และ รายงานข่าวมติ ครม. 14 ต.ค. 2569 (Thai PBS)
มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี
ปรึกษาฟรี