กลับไปหน้าข่าวสารทั้งหมด
คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) · 2 ต.ค. 2569

ราชกิจจาฯ ประกาศแล้ว ประกาศ กขค. เรื่อง Credit Term ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่/ค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ กับ SMEs — มีผลบังคับใช้ 2 พ.ย. 2569 รายใหญ่ (รายได้ตั้งแต่ 500 ล้านบาท) ต้องจ่าย SME ภายใน 45 วัน (การค้า ผลิต บริการ) หรือ 30 วัน (สินค้าเกษตรและแปรรูปขั้นต้น) เปลี่ยนเงื่อนไขต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน ฝ่าฝืนปรับทางปกครองไม่เกิน 10% ของรายได้ปีที่กระทำผิด

ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนพิเศษ 239 ง วันที่ 2 ตุลาคม 2569 (หน้า 43–46) เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง การปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรมเกี่ยวกับระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ กับผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ลงวันที่ 21 กันยายน 2569 ลงนามโดยรองศาสตราจารย์สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า ข้อ 1 ของประกาศกำหนดให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 30 วันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป จากที่เว็บไซต์นี้เคยรายงานเมื่อ 14 กันยายน 2569 ว่ายังเป็นร่างประกาศ ขณะนี้จึงเป็นกติกาที่บังคับใช้จริงแล้ว ผู้ซื้อรายใหญ่ที่เป็นคู่ค้ากับ SME ต้องชำระค่าสินค้าหรือบริการภายใน 45 วัน หรือ 30 วันสำหรับสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปขั้นต้น

สาระสำคัญ: ใครคือ “รายใหญ่” และใครคือ “SMEs” (ข้อ 2)

  • ผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่: ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีรายได้จากการประกอบธุรกิจในราชอาณาจักรในรอบปีบัญชีที่ผ่านมาตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป และให้รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจที่มีความสัมพันธ์กันทางนโยบายหรืออำนาจสั่งการตามประกาศ กขค. ว่าด้วยเรื่องดังกล่าว ซึ่งเมื่อคำนวณรายได้รวมกันแล้วมีจำนวนตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป
  • ผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่: ผู้จำหน่ายส่งหรือจำหน่ายปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีระบบการจัดจำหน่ายสินค้าที่ทันสมัย มีสาขาหรือไม่มีสาขาหรือบริหารแบบแฟรนไชส์ เช่น ไฮเปอร์มาร์เก็ต ค้าส่งบริการตนเอง (Cash and Carry) ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสินค้าเฉพาะอย่าง ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อ ซึ่งมีรายได้ในรอบปีบัญชีที่ผ่านมาตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป (นับรวมกิจการที่มีความสัมพันธ์กันเช่นเดียวกัน)
  • ผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs): (1) กิจการผลิตสินค้าซึ่งมีการจ้างงานไม่เกิน 200 คน และมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 500 ล้านบาท หรือ (2) กิจการให้บริการ กิจการค้าส่ง หรือกิจการค้าปลีก ซึ่งมีการจ้างงานไม่เกิน 100 คน และมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 300 ล้านบาท
  • สินเชื่อการค้า: ข้อตกลงในการให้สินเชื่อการค้าระหว่าง SME ซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าหรือบริการกับผู้ซื้อ ซึ่งรวมถึงการฝากขาย (Consignment) หรือการซื้อขายในลักษณะอื่นใด และจะมีการชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการภายหลังตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่ตกลงกันไว้เป็นหนังสือ

กรอบเวลาและวิธีนับ Credit Term (ข้อ 5)

  • ภาคการค้า ภาคการผลิต และภาคบริการ: ไม่เกิน 45 วัน เว้นแต่ได้มีการตกลงระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้าที่น้อยกว่าอยู่ก่อนแล้ว
  • สินค้าเกษตรหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรแปรรูปขั้นต้นที่มีกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน: ไม่เกิน 30 วัน เว้นแต่ได้ตกลงระยะเวลาที่น้อยกว่าอยู่ก่อนแล้ว
  • ตกลงต่างจากกรอบนี้ได้หรือไม่: ทำได้ แต่ต้องมีเหตุผลอันสมควรที่สามารถรับฟังได้ในทางธุรกิจ การตลาด หรือเศรษฐศาสตร์ ภายใต้เงื่อนไขข้อบังคับแห่งสัญญา
  • วันเริ่มนับ: ให้นับตั้งแต่วันส่งมอบสินค้าหรือให้บริการตามจำนวน ประเภท คุณภาพมาตรฐานที่ตกลงกัน และส่งมอบเอกสารที่ถูกต้องครบถ้วน กรณีฝากขายให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ขายสินค้าครบตามจำนวนหรืออัตราที่ตกลงกันตามธรรมเนียมปฏิบัติทางการค้าปกติ
  • หน้าที่แจ้งสิทธิและขั้นตอนจ่ายเงิน: ในการชำระสินเชื่อการค้า รายใหญ่ต้องแจ้งสิทธิในการรับเงินภายใน Credit Term ที่กำหนด พร้อมแสดงขั้นตอนการจ่ายเงินตามแนวทางการค้าปกติให้ชัดเจนให้ SME ทราบ

ข้อห้ามและพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายไม่เป็นธรรม (ข้อ 6–8)

  • สัญญาสำเร็จรูป: ห้ามรายใหญ่กำหนดข้อตกลงในสัญญาสำเร็จรูป (Standard Form Contract) อันมีลักษณะแบบเดียวกันสำหรับ SMEs ทุกราย ในเรื่อง Credit Term อย่างไม่เป็นธรรม
  • ประวิงเวลาจ่าย: การประวิงเวลาจ่ายค่าสินค้าหรือบริการเกินกว่า Credit Term ที่กำหนด โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
  • เปลี่ยนเงื่อนไขกลางคัน: การเปลี่ยนแปลง Credit Term หรือเงื่อนไขอื่นภายใต้สัญญา โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือไม่มีการแจ้งล่วงหน้าเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 60 วัน
  • การบังคับอื่น ๆ: พฤติกรรมในลักษณะอื่นที่เป็นการบังคับ SME อย่างไม่เป็นธรรม เช่น การกำหนดเงื่อนไขพิเศษเกี่ยวกับ Credit Term ซึ่งอาจเป็นการสร้างภาระอันไม่จำเป็นแก่คู่สัญญา
  • ภาระการพิสูจน์อยู่ที่รายใหญ่: กรณีจำเป็นต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของรายใหญ่ ให้รายใหญ่มีหน้าที่แสดงข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า

บทลงโทษและการติดตามผล (ข้อ 9–12)

  • โทษปรับทางปกครอง: รายใหญ่ที่ฝ่าฝืนประกาศนี้ถือเป็นการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 57 (4) แห่ง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ต้องระวางโทษตามมาตรา 82 โดยต้องชำระค่าปรับทางปกครองในอัตราไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ในปีที่กระทำความผิด และกรณีเป็นการกระทำความผิดในปีแรกของการประกอบธุรกิจ ให้ชำระค่าปรับทางปกครองในอัตราไม่เกิน 1 ล้านบาท
  • ความผิดอื่นที่อาจเกี่ยวข้อง: การกระทำที่ฝ่าฝืนประกาศนี้อาจเป็นความผิดตามมาตรา 50 มาตรา 54 และมาตรา 55 แห่ง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ด้วย
  • การติดตามและทบทวน: สำนักงาน กขค. มีหน้าที่ติดตามพฤติกรรมของรายใหญ่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามประกาศ และรวบรวมความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องทุก 6 เดือน เพื่อเสนอรายงานต่อ กขค. และ กขค. ต้องทบทวนประกาศนี้อย่างน้อย 1 ครั้งภายในระยะเวลา 3 ปีนับแต่วันออกประกาศ

สิ่งที่ SME ต้องเตรียม

เช็กลิสต์ SME ก่อนกติกา Credit Term มีผล 2 พ.ย. 2569
ข้อแนะนำจากสำนักงานบัญชี (ไม่ใช่เงื่อนไขทางการของ กขค.)0/6
  • ตรวจสอบว่ากิจการเข้านิยาม SMEs ตามประกาศหรือไม่ (ผลิตสินค้า: จ้างงานไม่เกิน 200 คนและรายได้ต่อปีไม่เกิน 500 ล้านบาท / บริการ ค้าส่ง ค้าปลีก: จ้างงานไม่เกิน 100 คนและรายได้ต่อปีไม่เกิน 300 ล้านบาท) และเตรียมหลักฐานจำนวนพนักงานกับรายได้ปีล่าสุดไว้อ้างอิง
  • จัดทำรายชื่อลูกค้าที่น่าจะเป็นรายใหญ่ (รายได้ในไทยตั้งแต่ 500 ล้านบาท นับรวมบริษัทในเครือ) พร้อม Credit Term ที่ใช้อยู่ในแต่ละสัญญาหรือใบสั่งซื้อ และระบุรายที่เกิน 45 วัน หรือเกิน 30 วันสำหรับสินค้าเกษตร
  • ปรับระบบบันทึกให้เก็บวันส่งมอบสินค้าหรือบริการและวันส่งมอบเอกสารครบถ้วน (ใบส่งของ ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล หลักฐานการรับของ) เพราะเป็นวันเริ่มนับ Credit Term และเป็นหลักฐานหลักหากต้องร้องเรียนต่อสำนักงาน กขค.
  • กรณีฝากขาย ขอรายงานยอดขายจากคู่ค้าเป็นประจำ เพื่อให้ทราบวันที่ขายสินค้าครบตามจำนวนหรืออัตราที่ตกลง ซึ่งเป็นจุดเริ่มนับระยะเวลาในกรณีนี้
  • หากคู่ค้ารายใหญ่ขอแก้ Credit Term หรือเงื่อนไขสัญญา ให้ตรวจว่ามีการแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วันและมีเหตุผลอันสมควรหรือไม่ และเก็บหนังสือแจ้งหรืออีเมลไว้เป็นหลักฐาน
  • หากกิจการของท่านเป็นฝ่ายผู้ซื้อและมีรายได้ตั้งแต่ 500 ล้านบาท (รวมกิจการในเครือ) ให้ทบทวนสัญญากับซัพพลายเออร์ที่เป็น SME ปรับเงื่อนไขการจ่ายให้อยู่ในกรอบ และแจ้งสิทธิกับขั้นตอนการจ่ายเงินให้ชัดเจนก่อน 2 พฤศจิกายน 2569

ผลต่อ SME

  • มีกติกาที่ยึดได้ชัดเจนขึ้น: SME ที่ขายให้ห้างค้าปลีกรายใหญ่ โรงงาน หรือบริษัทรายใหญ่ มีกรอบ 45 วัน หรือ 30 วันที่อ้างอิงได้ในการเจรจาและวางแผนกระแสเงินสด และหากถูกประวิงจ่ายสามารถร้องเรียนต่อสำนักงาน กขค. โดยภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของรายใหญ่ตกอยู่กับรายใหญ่
  • ผูกพันเฉพาะผู้ซื้อที่เป็นรายใหญ่: ประกาศฉบับนี้กำหนดหน้าที่ให้ผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่และค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ตามนิยาม การซื้อขายระหว่าง SME ด้วยกันไม่อยู่ในขอบเขตของประกาศฉบับนี้ แม้ประกาศแนวทางพิจารณาฯ Credit Term กรณี SMEs เป็นผู้ขาย ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งประกาศนี้อ้างถึงในคำปรารภจะยังคงมีอยู่
  • เกิน 45 วันไม่ใช่ความผิดโดยอัตโนมัติ: ประกาศเปิดช่องให้ตกลงระยะเวลาที่ต่างออกไปได้หากมีเหตุผลอันสมควรทางธุรกิจ การตลาด หรือเศรษฐศาสตร์ภายใต้สัญญา และโทษปรับใช้กับการ “ประวิงเวลาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร” SME จึงควรทำข้อตกลงเป็นหนังสือและเก็บหลักฐานทุกขั้นตอน

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า — ประกาศ กขค. เรื่อง การปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรมเกี่ยวกับระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ กับ SMEs (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนพิเศษ 239 ง 2 ต.ค. 2569, PDF) และ สำนักงาน กขค. — หน้าประกาศ

มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี

ปรึกษาฟรี