ครม. เห็นชอบหลักการร่างแก้ไข พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ — คัดเลือกคู่สัญญาโดยให้น้ำหนัก “ประโยชน์ราชการ–การใช้งาน–ความสามารถทำตามสัญญา” มากกว่าราคา เพิ่มอำนาจหัวหน้าหน่วยงานสั่งเป็นผู้ทิ้งงาน และกำหนดหลักประกันการอุทธรณ์
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 มีมติเห็นชอบหลักการ ร่างพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เสนอ โดยเป็น 1 ใน 5 ร่างกฎหมายปฏิรูปที่ ครม. เห็นชอบพร้อมกันในวันเดียวกัน สาระสำคัญคือการปรับหลักเกณฑ์คัดเลือกคู่สัญญาของหน่วยงานรัฐให้ให้ความสำคัญกับ ประโยชน์ของราชการ วัตถุประสงค์การใช้งาน และความสามารถในการปฏิบัติตามสัญญา มากกว่าข้อเสนอด้านราคา พร้อมเพิ่มกลไกจัดการผู้รับจ้างที่ทำงานบกพร่องร้ายแรง ซึ่งจะกระทบผู้ประกอบการ SME ที่ขายสินค้าหรือรับงานจากหน่วยงานรัฐโดยตรง
สาระสำคัญของร่างกฎหมาย
- ปรับหลักเกณฑ์คัดเลือกคู่สัญญา: ให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาประโยชน์ของราชการ วัตถุประสงค์การใช้งาน และความสามารถในการปฏิบัติตามสัญญาของผู้ยื่นข้อเสนอเป็นสำคัญ มากกว่าการตัดสินจากข้อเสนอด้านราคา
- ขยายเหตุบอกเลิกสัญญา: เพิ่มกรณีที่หน่วยงานของรัฐบอกเลิกสัญญาได้เมื่อคู่สัญญาปฏิบัติงานบกพร่องหรือผิดพลาดอย่างร้ายแรง
- เพิ่มอำนาจสั่งให้เป็นผู้ทิ้งงาน: ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบการที่ทิ้งงานหรือทำงานบกพร่องร้ายแรงเป็นผู้ทิ้งงาน (ขึ้นบัญชีดำ) ได้
- กำหนดหลักประกันการอุทธรณ์: ร่างกฎหมายกำหนดให้มีหลักประกันในการอุทธรณ์ผลการจัดซื้อจัดจ้าง โดยในชั้นนี้ยังไม่มีรายละเอียดอัตราหรือวงเงินที่เปิดเผยเป็นทางการ
- เหตุผลของรัฐบาล: เพื่อปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม และอุดช่องว่างในการบริหารราชการ
ใครได้รับผลกระทบ
- SME ที่เป็นคู่ค้าภาครัฐ: ผู้ขายสินค้า ผู้ให้บริการ และผู้รับเหมาที่ยื่นข้อเสนอผ่านระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (e-GP) จะถูกประเมินจากคุณภาพงาน ความเหมาะสมกับวัตถุประสงค์การใช้งาน และประวัติความสามารถในการทำงานตามสัญญามากขึ้น การเสนอราคาต่ำสุดเพียงอย่างเดียวจะมีน้ำหนักน้อยลง
- ผู้รับจ้างที่มีปัญหาส่งมอบงาน: ความเสี่ยงถูกบอกเลิกสัญญาและถูกสั่งให้เป็นผู้ทิ้งงานจะเร็วและใกล้ตัวขึ้น เพราะอำนาจอยู่ที่หัวหน้าหน่วยงานที่เป็นคู่สัญญาโดยตรง ซึ่งกระทบสิทธิในการเข้าร่วมงานภาครัฐในอนาคต
- ผู้ที่ประสงค์จะอุทธรณ์ผลการคัดเลือก: จะมีต้นทุนเพิ่มจากหลักประกันการอุทธรณ์ ผู้ประกอบการควรประเมินความคุ้มค่าและเหตุผลทางกฎหมายก่อนยื่นอุทธรณ์ให้รอบคอบขึ้น
สถานะของกฎหมายและสิ่งที่ SME ควรเตรียม
- ยังเป็นการเห็นชอบในหลักการ: ร่างกฎหมายต้องผ่านขั้นตอนตรวจพิจารณาและการพิจารณาของรัฐสภาก่อนจึงจะมีผลบังคับใช้ ระหว่างนี้ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และระเบียบที่เกี่ยวข้องยังใช้บังคับตามเดิม
- เตรียมหลักฐานผลงานและความพร้อมทางการเงิน: รวบรวมหนังสือรับรองผลงาน สัญญาเดิม ประวัติการส่งมอบตรงเวลา และงบการเงินที่แสดงสภาพคล่อง เพราะ “ความสามารถในการปฏิบัติตามสัญญา” จะเป็นเกณฑ์ที่ถูกให้น้ำหนักมากขึ้น
- ทบทวนระบบควบคุมคุณภาพและการส่งมอบ: กำหนดผู้รับผิดชอบ ตรวจสอบงานก่อนส่งมอบ และเก็บเอกสารการสื่อสารกับหน่วยงานผู้ว่าจ้างให้ครบ เพื่อลดความเสี่ยงถูกตีความว่าทำงานบกพร่องร้ายแรง
- ตั้งราคาจากต้นทุนจริงและคุณภาพ: การตัดราคาต่ำกว่าต้นทุนเพื่อชนะประมูลจะได้ประโยชน์น้อยลง และเพิ่มความเสี่ยงส่งมอบไม่ได้ตามสัญญา
- ติดตามร่างกฎหมายฉบับเต็ม: รายละเอียดเรื่องหลักประกันการอุทธรณ์ เกณฑ์การให้คะแนน และบทเฉพาะกาลจะปรากฏในร่างที่ผ่านการตรวจพิจารณา ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงจากหลักการที่ ครม. เห็นชอบ
ผลต่อ SME
- โอกาสสำหรับ SME ที่เน้นคุณภาพ: ผู้ประกอบการรายเล็กที่มีผลงานดีและส่งมอบตรงเวลาแต่แข่งราคากับรายใหญ่ไม่ได้ อาจมีโอกาสมากขึ้นเมื่อเกณฑ์คัดเลือกไม่ยึดราคาเป็นหลัก
- ภาระการพิสูจน์ความพร้อมสูงขึ้น: การแสดงหลักฐานผลงาน สถานะการเงิน และระบบบริหารงานที่น่าเชื่อถือจะกลายเป็นส่วนสำคัญของการยื่นข้อเสนอ ซึ่ง SME ต้องจัดทำบัญชีและเอกสารให้เป็นระบบ
- บทลงโทษเข้มขึ้น: การถูกสั่งให้เป็นผู้ทิ้งงานทำให้เสียสิทธิเข้าร่วมงานภาครัฐ ผู้ประกอบการที่รับงานเกินกำลังหรือบริหารสัญญาไม่ดีจะมีความเสี่ยงต่อธุรกิจโดยรวมมากกว่าเดิม
ที่มา: กรมประชาสัมพันธ์ (ข่าวทำเนียบรัฐบาล) — “ครม.” เดินหน้าปฏิรูปกฎหมาย 5 ฉบับ ... ปรับระบบจัดซื้อรัฐ (8 กันยายน 2569) และ ครม.เห็นชอบหลักการ ‘ร่างกฎหมาย’ 5 ฉบับ เดินหน้าปฏิรูปกฎหมาย ... ปรับระบบจัดซื้อจัดจ้าง (9 กันยายน 2569)
มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี
ปรึกษาฟรี