กรมสรรพสามิต
·
27 ต.ค. 2569
กรมสรรพสามิตแถลง ครม. 27 ต.ค. 2569 มีมติลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล B20 จาก 5.953 เหลือ 0.431 บาท/ลิตร และแก๊สโซฮอล์ E20 จาก 6.000 เหลือ 0.358 บาท/ลิตร — มีผล 3 เดือน 28 ต.ค. 2569 ถึง 27 ม.ค. 2570 คงกลไกราคาคาร์บอน 200 บาทต่อตัน CO2 เทียบเท่า เพื่อแบ่งเบาภาระกองทุนน้ำมันฯ ลดต้นทุนภาคขนส่งและภาคธุรกิจ
กรมสรรพสามิตเผยแพร่ข่าวผู้บริหารเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 โดย ดร. พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่าคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2569 ปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซลประเภท B20 จาก 5.953 บาทต่อลิตร เหลือ 0.431 บาทต่อลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ประเภท E20 จาก 6.000 บาทต่อลิตร เหลือ 0.358 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 27 มกราคม 2570 มาตรการนี้ออกมาในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นและผันผวนจากสถานการณ์ความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์ และเกี่ยวข้องกับ SME ที่มีต้นทุนขนส่ง รถส่งสินค้า หรือเครื่องจักรที่ใช้น้ำมันดีเซล B20 และแก๊สโซฮอล์ E20
สาระสำคัญ
- ดีเซล B20: อัตราภาษีสรรพสามิตลดจาก 5.953 บาทต่อลิตร เหลือ 0.431 บาทต่อลิตร (ลดลง 5.522 บาทต่อลิตร)
- แก๊สโซฮอล์ E20: อัตราภาษีสรรพสามิตลดจาก 6.000 บาทต่อลิตร เหลือ 0.358 บาทต่อลิตร (ลดลง 5.642 บาทต่อลิตร)
- ระยะเวลา: 3 เดือน ตั้งแต่ 28 ตุลาคม 2569 ถึง 27 มกราคม 2570
- กลไกราคาคาร์บอน: ยังคงสัดส่วนอัตราภาษีตามกลไกราคาคาร์บอนที่กำหนดราคาคาร์บอนไว้ 200 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าตามเดิม และปรับลดเฉพาะสัดส่วนของภาษีสรรพสามิตลงทั้งหมด
- เหตุผล: โดยปกติรัฐบาลใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศ แต่ปัจจุบันกองทุนมีภาระชดเชยจำนวนมาก จึงใช้กลไกภาษีสรรพสามิตเข้ามาแบ่งเบาภาระ และเพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง จึงลดภาษีเฉพาะน้ำมันบางประเภทที่กองทุนอุดหนุนในอัตราสูง และกำหนดระยะเวลาเพียง 3 เดือน
- วัตถุประสงค์: ลดภาระค่าครองชีพประชาชน ลดต้นทุนในภาคการขนส่งและภาคธุรกิจ และสนับสนุนผลผลิตทางการเกษตร ทั้งปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของพลังงานทางเลือก
ใครได้รับผลกระทบ
- ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์: รถบรรทุกและรถส่งสินค้าที่ใช้ดีเซล B20 เป็นกลุ่มที่เห็นผลโดยตรง หากผู้ค้าน้ำมันส่งผ่านการลดภาษีไปยังราคาขายปลีก
- กิจการที่มีรถใช้แก๊สโซฮอล์ E20: เช่น รถยนต์บริษัท รถของพนักงานขาย หรือบริการรับส่ง ซึ่งเบิกค่าน้ำมันเป็นรายจ่ายของกิจการ
- ผู้ใช้ดีเซล B7 ดีเซลธรรมดา และแก๊สโซฮอล์ 91/95: ข่าวของกรมสรรพสามิตระบุเฉพาะ B20 และ E20 เท่านั้น ไม่ได้กล่าวถึงการลดภาษีน้ำมันประเภทอื่น จึงไม่ควรถือว่าน้ำมันทุกชนิดได้ลดภาษี
สิ่งที่ SME ควรเตรียม
เช็กลิสต์รับมือมาตรการลดภาษีน้ำมัน B20/E20 (28 ต.ค. 2569–27 ม.ค. 2570)
ข้อแนะนำจากสำนักงานบัญชี (ไม่ใช่เงื่อนไขทางการของกรมสรรพสามิต)0/5
- ตรวจว่ารถหรือเครื่องจักรของกิจการใช้น้ำมันประเภทใด หากใช้ดีเซล B20 หรือแก๊สโซฮอล์ E20 ให้ติดตามราคาขายปลีกหน้าปั๊มตั้งแต่ 28 ต.ค. 2569 และบันทึกไว้เปรียบเทียบกับต้นทุนก่อนมาตรการ
- ทบทวนประมาณการต้นทุนขนส่งและราคาขายสำหรับงวด พ.ย. 2569–ม.ค. 2570 โดยแยกผลของมาตรการชั่วคราว 3 เดือนออกจากต้นทุนปกติ เพราะหลัง 27 ม.ค. 2570 อัตราภาษีอาจกลับสู่ระดับเดิมหากไม่มีการต่ออายุ
- ขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปในชื่อกิจการทุกครั้งที่เติมน้ำมันรถของกิจการ เพื่อให้ค่าน้ำมันหักเป็นรายจ่ายและใช้สิทธิภาษีซื้อได้ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร
- หากมีสัญญาขนส่งหรือสัญญาซื้อขายที่ผูกราคากับราคาน้ำมัน ให้ตรวจเงื่อนไขการปรับราคา (fuel surcharge) ว่าต้องแจ้งคู่สัญญาหรือไม่เมื่อราคาน้ำมันเปลี่ยนแปลง
- ติดตามการประกาศกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตฉบับที่เกี่ยวข้องในราชกิจจานุเบกษา เพื่อยืนยันอัตราและวันมีผลบังคับใช้ตามตัวบทกฎหมายก่อนนำไปอ้างอิงในสัญญาหรือเอกสารทางบัญชี
ข้อสังเกต
- เป็นมาตรการชั่วคราว: กรมสรรพสามิตย้ำว่ากำหนดระยะเวลาเพียง 3 เดือน และเลือกลดเฉพาะน้ำมันที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนในอัตราสูง ผู้ประกอบการจึงไม่ควรวางแผนต้นทุนระยะยาวบนสมมติฐานว่าอัตราภาษีใหม่จะคงอยู่ตลอดปี 2570
- ราคาหน้าปั๊มขึ้นกับหลายปัจจัย: ข่าวของกรมสรรพสามิตระบุเฉพาะอัตราภาษีที่ลดลง ส่วนราคาขายปลีกที่ผู้ประกอบการจ่ายจริงยังขึ้นกับราคาน้ำมันดิบ ค่าการตลาด และการชดเชยหรือเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในแต่ละช่วง
มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี
ปรึกษาฟรี