กรมศุลกากรแถลงผลงานปีงบประมาณ 2569 — จัดเก็บรายได้รวม 631,411 ล้านบาท โต 9.9% มาตรการ “เก็บภาษีสินค้านำเข้าตั้งแต่ 1 บาท” ที่เริ่ม 1 ม.ค. 2569 สร้างรายได้กว่า 8,000 ล้านบาท ผู้นำเข้ารายย่อยและร้านค้าออนไลน์ต้องคิดต้นทุนอากร–VAT ทุกชิ้น
เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร แถลงข่าวผลการดำเนินงานของกรมศุลกากรในรอบ 1 ปี ภายใต้แนวคิด “NEXT DRIVE CUSTOMS” โดยระบุว่าปีงบประมาณ 2569 (1 ตุลาคม 2568 – 21 กันยายน 2569) กรมฯ จัดเก็บรายได้รวม 631,411 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 57,024 ล้านบาท หรือ 9.9% และมาตรการจัดเก็บภาษีอากรสำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาท ซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 สร้างรายได้แล้ว กว่า 8,000 ล้านบาท ข่าวนี้กระทบโดยตรงกับ SME ที่นำเข้าสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศมาขาย ร้านค้าออนไลน์ที่สั่งของผ่านแพลตฟอร์มข้ามพรมแดน และผู้ผลิตในประเทศที่ต้องแข่งกับสินค้านำเข้า
สาระสำคัญ: ตัวเลขจัดเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2569
- รายได้รวม 631,411 ล้านบาท: นับตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 21 กันยายน 2569 สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 57,024 ล้านบาท หรือ 9.9% และกรมฯ คาดว่าเมื่อสิ้นปีงบประมาณจะอยู่ที่ราว 640,000 ล้านบาท
- รายได้ศุลกากร 112,528 ล้านบาท: เป็นส่วนของอากรขาเข้า–ขาออกและรายได้ของกรมฯ เอง เพิ่มขึ้น 1.2% จากปีก่อน
- รายได้ที่จัดเก็บแทนหน่วยงานอื่น 518,883 ล้านบาท: เพิ่มขึ้น 12% ส่วนใหญ่คือภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ด่านนำเข้า ที่เก็บแทนกรมสรรพากร รวมถึงภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทย
- การปราบปราม: อธิบดีกรมศุลกากรระบุว่ารอบปีที่ผ่านมามีการจับกุมการลักลอบและหลีกเลี่ยงภาษี 58,705 คดี มูลค่าของกลางประมาณ 4,750 ล้านบาท
มาตรการ “เก็บภาษีตั้งแต่ 1 บาท” คืออะไร และกระทบใคร
ก่อนหน้านี้สินค้านำเข้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาทต่อรายการได้รับยกเว้นอากรและภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาแข่งกับผู้ผลิตและร้านค้าไทยโดยไม่มีภาระภาษี ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 กรมศุลกากรจัดเก็บภาษีอากรสำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป โดยอธิบดีกรมศุลกากรแถลงว่ามาตรการนี้เก็บรายได้ได้แล้วกว่า 8,000 ล้านบาท และเป็นมาตรการที่ช่วยสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการในประเทศ
- ผู้นำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำ / ร้านค้าออนไลน์ที่สั่งของจากต่างประเทศ: พัสดุทุกชิ้นมีภาระอากรตามพิกัดและ VAT 7% ไม่ว่ามูลค่าจะน้อยเพียงใด ต้นทุนสินค้าจึงสูงขึ้นกว่าปีก่อน และควรตรวจสอบว่าผู้ให้บริการขนส่งหรือแพลตฟอร์มคิดภาษีไว้ในราคาแล้วหรือเรียกเก็บเพิ่มตอนรับของ
- ผู้ผลิตและร้านค้าในประเทศ: สินค้านำเข้าราคาถูกไม่ได้เปรียบเรื่องภาษีอีกต่อไป เป็นโอกาสในการแข่งขันด้านราคาและคุณภาพ
- กิจการที่จด VAT: ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระ ณ ด่านศุลกากรและมีใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากรเป็นหลักฐาน สามารถนำมาใช้เป็นภาษีซื้อได้ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร หากไม่เก็บเอกสารไว้จะเสียสิทธิ
ผลต่อ SME และสิ่งที่ควรทำ
สำหรับ SME ที่นำเข้าสินค้า ต้นทุนภาษีนำเข้ากลายเป็นรายการที่ต้องบันทึกในต้นทุนสินค้าทุกล็อต ไม่ใช่เฉพาะสินค้าราคาสูงเหมือนเดิม ส่วน SME ที่ผลิตหรือขายสินค้าในประเทศควรใช้จังหวะนี้ทบทวนกลยุทธ์ราคาและช่องทางขายออนไลน์
- ทบทวนต้นทุนสินค้านำเข้าทุกรายการ โดยบวกอากรตามพิกัดและ VAT 7% เข้าไปในราคาทุน แม้เป็นสินค้าชิ้นละไม่กี่สิบบาท
- ขอใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากรหรือเอกสารการชำระภาษีจากผู้ให้บริการขนส่งทุกครั้ง เพื่อใช้เป็นหลักฐานภาษีซื้อและต้นทุนสินค้า
- ตรวจสอบว่าสินค้าที่นำเข้าประจำต้องมีใบอนุญาตหรือเป็นของต้องกำกัดหรือไม่ เพราะการตรวจปล่อยเข้มขึ้นพร้อมกับการจัดเก็บภาษี
- หากเป็นผู้ผลิตหรือร้านค้าในประเทศ ให้เปรียบเทียบราคาขายกับสินค้านำเข้าใหม่อีกครั้ง เพราะส่วนต่างราคาที่เคยเสียเปรียบลดลงแล้ว
ที่มา: กรมศุลกากร (การแถลงข่าวผลการดำเนินงานรอบ 1 ปี “NEXT DRIVE CUSTOMS” 23 ก.ย. 2569) และตัวเลขจากคำแถลงของอธิบดีกรมศุลกากรที่รายงานโดย ฐานเศรษฐกิจ
มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี
ปรึกษาฟรี