ใบกำกับภาษีปลอม บิลผี รับมาโดยไม่รู้ก็โดน เบี้ยปรับ 2 เท่า ม.89 (7) ตรวจคู่ค้าก่อนจ่ายเงิน
SME จำนวนไม่น้อยถูกประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลังทั้งที่ซื้อของจริง จ่ายเงินจริง เพียงเพราะใบกำกับภาษีที่รับมาออกโดยกิจการที่ไม่มีตัวตน ถูกเพิกถอนทะเบียนไปแล้ว หรือเป็นบิลที่ขายกันโดยไม่มีสินค้าส่งมอบจริง กรมสรรพากรเรียกเอกสารกลุ่มนี้รวม ๆ ว่าใบกำกับภาษีปลอมหรือใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีการจับกุมเครือข่ายขายใบกำกับภาษีอย่างต่อเนื่อง จุดที่เจ้าของกิจการมักเข้าใจผิดคือคิดว่าถ้าตัวเองไม่ได้รู้เห็นก็ไม่เป็นไร แต่ในทางแพ่ง ภาระพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีตกอยู่กับผู้ที่นำไปใช้เครดิต บทความนี้อธิบายว่าใบกำกับภาษีแบบไหนใช้ไม่ได้ โทษเป็นตัวเลขเท่าไหร่ และก่อนจ่ายเงินซัพพลายเออร์รายใหม่ควรตรวจอะไรเพื่อให้พิสูจน์ได้ว่าซื้อจริง
ใบกำกับภาษีแบบไหนที่กฎหมายไม่ให้ใช้ และทำไมผู้ซื้อที่ไม่รู้เรื่องก็โดนด้วย
ประมวลรัษฎากรไม่ได้นิยามคำว่าใบกำกับภาษีปลอมไว้ตรง ๆ แต่มีบทบัญญัติสามจุดที่ทำงานร่วมกันและทำให้ผู้ซื้อตกเป็นผู้รับภาระ
- มาตรา 86/13 ห้ามผู้ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี กฎหมายห้ามบุคคลซึ่งมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียน หรือมิใช่ผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษี ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ และผู้ที่ฝ่าฝืนต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มตามจำนวนที่ปรากฏในเอกสารนั้นเสมือนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน กลุ่มนี้ครอบคลุมทั้งร้านที่ไม่เคยจด VAT แต่พิมพ์ใบกำกับภาษีเอง กิจการที่ถูกเพิกถอนทะเบียนไปแล้วแต่ยังออกบิลอยู่ และคนที่นำชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของกิจการอื่นมาออกบิลแทน
- มาตรา 82/5 (5) ภาษีซื้อต้องห้าม ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี นำมาหักออกจากภาษีขายไม่ได้ ไม่ว่าผู้ซื้อจะจ่ายเงินค่า VAT ไปแล้วจริงหรือไม่ และไม่ว่าใบกำกับภาษีจะมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 86/4 ทุกข้อก็ตาม เพราะความสมบูรณ์ของแบบฟอร์มไม่ได้ทำให้ผู้ออกมีสิทธิขึ้นมา
- มาตรา 89 วรรคท้าย ข้อสันนิษฐานว่าเป็นใบกำกับภาษีปลอม กฎหมายกำหนดว่าใบกำกับภาษีที่ผู้ได้รับประโยชน์ไม่สามารถนำพิสูจน์ได้ว่าบุคคลใดเป็นผู้ออก ให้ถือว่าเป็นใบกำกับภาษีปลอม นี่คือเหตุผลที่ผู้ซื้อซึ่งไม่ได้รู้เห็นกับขบวนการก็ถูกประเมินได้ เพราะเมื่อเจ้าพนักงานตามไปที่อยู่ตามใบกำกับแล้วไม่พบกิจการ ไม่พบกรรมการ ไม่พบคลังสินค้า ภาระกลับมาที่ผู้ซื้อว่าต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าซื้อจากใคร จ่ายเงินให้ใคร และรับของจากใคร ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ก็เข้าข้อสันนิษฐานทันที
- บิลผีจากผู้จดทะเบียนจริง รูปแบบที่กรมสรรพากรพบบ่อยคือกิจการที่จดทะเบียน VAT ถูกต้องแต่ขายใบกำกับภาษีให้คนที่ไม่ได้ซื้อสินค้าจากตน โดยคิดค่าตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าบิล กรณีนี้ผู้ออกมีสิทธิออกใบกำกับภาษีก็จริง แต่เมื่อไม่มีการขายสินค้าหรือให้บริการกันจริง ใบกำกับภาษีนั้นจึงเป็นเอกสารที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ซื้อที่นำไปใช้ย่อมถูกประเมินเช่นกัน และกรณีนี้มักพิสูจน์ความสุจริตได้ยากเพราะไม่มีสินค้าให้ตรวจนับ
- กระทบภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย มาตรา 65 ตรี (18) ห้ามนำรายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับมาหักเป็นรายจ่าย แนวตอบข้อหารือของกรมสรรพากรที่ กค 0811/พ.14516 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2540 วางหลักว่าถ้าผู้ซื้อพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับเงินตามใบกำกับภาษี ใบกำกับภาษีนั้นยังใช้เป็นหลักฐานการจ่ายทางภาษีเงินได้ได้ แต่ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ รายจ่ายทั้งก้อนจะถูกบวกกลับเป็นกำไรสุทธิ ความเสียหายจึงไม่ได้หยุดที่ VAT 7% แต่ลามไปถึงฐานภาษีเงินได้ของมูลค่าสินค้าทั้งจำนวน
ใส่จำนวนภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีที่ถูกชี้ว่าเป็นใบกำกับภาษีปลอม (เช่น ซื้อของ 500,000 บาท ภาษีซื้อ 35,000 บาท ให้ใส่ 35000) เพื่อดูภาระขั้นต่ำทาง VAT คือภาษีที่ต้องชำระคืน 1 เท่า บวกเบี้ยปรับ 2 เท่าตามมาตรา 89 (7) ยังไม่รวมเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน และภาษีเงินได้นิติบุคคลจากรายจ่ายที่ถูกบวกกลับ
โทษและความเสียหายเป็นตัวเลขเท่าไหร่
ความรับผิดแบ่งเป็นสองชั้นคือชั้นแพ่งที่เกิดขึ้นแม้ไม่มีเจตนา และชั้นอาญาที่ต้องพิสูจน์เจตนา เจ้าของกิจการควรเห็นภาพทั้งสองชั้นเพื่อประเมินว่าการประหยัดจากการซื้อของราคาถูกผิดปกติคุ้มความเสี่ยงหรือไม่
- ชั้นแพ่ง ภาษีที่ต้องคืนและเบี้ยปรับ ภาษีซื้อที่ใช้เครดิตไปแล้วต้องชำระคืนเต็มจำนวน และเสียเบี้ยปรับตามมาตรา 89 ซึ่งมีสองระดับ ถ้าเป็นกรณีแสดงภาษีซื้อไว้เกินไปทั่วไป เช่น ใบกำกับภาษีมีข้อความไม่สมบูรณ์ เบี้ยปรับอีก 1 เท่าของภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินตามมาตรา 89 (4) แต่ถ้านำใบกำกับภาษีปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนมาใช้ในการคำนวณภาษี เบี้ยปรับอีก 2 เท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษีนั้นตามมาตรา 89 (7) บวกเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 89/1 โดยเงินเพิ่มคำนวณจากตัวภาษีไม่รวมเบี้ยปรับ
- ตัวอย่างตัวเลข ซื้อวัสดุ 1,000,000 บาท ภาษีซื้อ 70,000 บาท ถ้าต่อมาเจ้าพนักงานชี้ว่าเป็นใบกำกับภาษีปลอมและบริษัทพิสูจน์ผู้ออกไม่ได้ ต้องคืนภาษีซื้อ 70,000 บาท เสียเบี้ยปรับ 140,000 บาท รวม 210,000 บาท และเงินเพิ่มเดือนละ 1,050 บาทนับจากวันพ้นกำหนดยื่น ภ.พ.30 ของเดือนนั้น ถ้าถูกตรวจพบหลังผ่านไป 2 ปี เงินเพิ่มอีกประมาณ 25,200 บาท ส่วนรายจ่าย 1,000,000 บาทที่พิสูจน์ผู้รับไม่ได้จะถูกบวกกลับเป็นกำไร ถ้ากำไรส่วนนั้นเสียภาษีในอัตรา 20% คิดเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มอีก 200,000 บาท พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มของภาษีเงินได้อีกชั้นหนึ่ง สินค้าที่ดูเหมือนได้ส่วนลดจึงอาจแพงกว่าราคาตลาดหลายเท่า
- แยกยอดไม่ได้ ถูกคิด 2 เท่าทั้งก้อน แนวตอบข้อหารือที่ กค 0811/พ./5818 ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2545 เป็นกรณีบริษัทขนส่งที่เจ้าพนักงานตรวจพบใบกำกับภาษีปลอม 112 ฉบับ และบริษัทไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ายอดซื้อตาม ภ.พ.30 ส่วนไหนไม่ใช่ยอดตามใบกำกับภาษีปลอม จึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษีปลอมที่ลงไว้ในรายงานภาษีซื้อ บทเรียนคือรายงานภาษีซื้อต้องอ้างอิงเลขที่ใบกำกับภาษีรายฉบับและจับคู่กับเอกสารรับของได้ ไม่ใช่ลงเป็นยอดรวม
- ชั้นอาญา ต้องมีเจตนา มาตรา 90/4 (7) กำหนดโทษผู้ประกอบการที่โดยเจตนานำใบกำกับภาษีปลอมหรือใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปใช้ในการเครดิตภาษี จำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 200,000 บาท ส่วนผู้ออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิตามมาตรา 86/13 รับโทษในอัตราเดียวกันตามมาตรา 90/4 (3) ผู้ซื้อที่สุจริตและมีหลักฐานการซื้อจริงครบถ้วนจึงมักจบที่ความรับผิดชั้นแพ่ง แต่คนที่ตกลงซื้อบิลโดยรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสินค้า หรือยอมจ่ายค่าธรรมเนียมเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าบิล คือกลุ่มที่เข้าองค์ประกอบเจตนาโดยตรง
- ผู้ออกบิลก็ไม่รอด กิจการที่ยอมออกใบกำกับภาษีให้เพื่อนหรือลูกค้าโดยไม่มีการขายจริง นอกจากโทษอาญาแล้ว ยังต้องนำส่งภาษีขายตามจำนวนที่ปรากฏในใบกำกับภาษีนั้น และหากถูกเพิกถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ลูกค้ารายอื่นที่ซื้อจริงจะใช้ภาษีซื้อไม่ได้ไปด้วย เพราะผู้ที่ถูกเพิกถอนไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีอีกต่อไป
บริษัทซื้อวัสดุก่อสร้างจากซัพพลายเออร์รายใหม่ที่เสนอราคาถูกกว่าตลาด 15% จ่ายเป็นเงินสดตามที่ผู้ขายขอ ได้ใบกำกับภาษีที่มีรายการครบตามมาตรา 86/4 ทุกข้อ ไม่มีใบส่งของ ไม่มีใบสั่งซื้อ ต่อมาสรรพากรแจ้งว่าผู้ออกใบกำกับภาษีถูกเพิกถอนทะเบียนไปก่อนหน้านั้นและตามตัวไม่พบ บริษัทจะเจออะไร
ตรวจคู่ค้าก่อนจ่ายเงิน ทำยังไงให้พิสูจน์ได้ว่าซื้อจริง
เป้าหมายของการตรวจไม่ใช่แค่กันบิลปลอม แต่คือการสร้างชุดหลักฐานที่ตอบคำถามเจ้าพนักงานได้สามข้อ ซื้อจากใคร จ่ายเงินให้ใคร และรับของจากใคร ถ้าตอบได้ครบและตรงกัน ความเสี่ยงที่จะเข้าข้อสันนิษฐานว่าเป็นใบกำกับภาษีปลอมจะลดลงมาก
- เช็กสถานะ VAT ของผู้ขายกับกรมสรรพากร กรมสรรพากรมีระบบค้นหาข้อมูลผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT INFO) บนเว็บไซต์ rd.go.th ให้ค้นด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักหรือชื่อกิจการ ระบบแสดงชื่อผู้ประกอบการ สถานประกอบการ ที่อยู่ สาขา วันที่จดทะเบียน และประวัติการจดทะเบียน ถ้าค้นแล้วไม่พบ หรือชื่อและที่อยู่ไม่ตรงกับใบกำกับภาษี ให้หยุดก่อนจ่ายเงิน และควรบันทึกภาพหน้าจอผลการค้นพร้อมวันที่เก็บไว้กับเอกสารซื้อ สำหรับคู่ค้าที่ส่งใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ตรวจรายชื่อผู้ได้รับอนุมัติใช้ระบบ e-Tax Invoice และ e-Receipt ได้จากบริการ ETAX Service ของกรมสรรพากรด้วยเลข 13 หลักเช่นกัน
- เช็กตัวตนนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ใช้คลังข้อมูลธุรกิจ DBD DataWarehouse ดูว่าบริษัทยังดำเนินกิจการอยู่ จดเมื่อไหร่ ทุนเท่าไหร่ กรรมการชื่ออะไร ประเภทธุรกิจที่จดตรงกับสินค้าที่ขายให้เราหรือไม่ และส่งงบการเงินหรือไม่ บริษัทที่เพิ่งจดไม่กี่เดือน ทุนต่ำ ที่ตั้งเป็นห้องแถวหรือที่อยู่ร่วมกับกิจการอื่นหลายสิบราย แต่ออกบิลยอดหลักล้าน คือสัญญาณที่ต้องตรวจเพิ่ม
- จ่ายเงินเข้าบัญชีชื่อผู้ออกใบกำกับภาษีเท่านั้น หลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารที่เป็นชื่อเดียวกับผู้ออกใบกำกับภาษี เป็นหลักฐานที่หนักแน่นที่สุดว่าใครเป็นผู้รับเงิน การจ่ายเงินสดก้อนใหญ่ หรือโอนเข้าบัญชีบุคคลธรรมดาที่อ้างว่าเป็นพนักงานขาย ทำให้พิสูจน์ผู้รับไม่ได้ตามมาตรา 65 ตรี (18) และเปิดช่องให้ถูกมองว่าซื้อบิล ถ้าจำเป็นต้องจ่ายเงินสดให้ออกใบสำคัญจ่ายที่มีสำเนาบัตรประชาชนและลายมือชื่อผู้รับเงินซึ่งเป็นผู้มีอำนาจของผู้ขาย
- เก็บเอกสารให้ครบวงจร ใบเสนอราคา ใบสั่งซื้อ ใบส่งของหรือใบแจ้งหนี้ที่มีลายมือชื่อผู้รับของและวันที่ หลักฐานการขนส่ง รูปถ่ายสินค้าเมื่อเข้าคลัง รายการรับเข้าสต็อก และการขายต่อหรือเบิกใช้สินค้านั้น เอกสารชุดนี้พิสูจน์ว่ามีสินค้าจริงและเดินทางเข้ากิจการจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่บิลผีไม่มีวันมี
- ตรวจรายการบนใบกำกับภาษีกับมาตรา 86/4 ต้องมีคำว่าใบกำกับภาษีเห็นชัด ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ออก ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ เลขที่และเล่มที่ ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าสินค้า จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่แยกออกจากมูลค่าสินค้าชัดเจน และวันที่ออก รายการที่ไม่ครบทำให้ภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (2) แม้ผู้ออกจะมีสิทธิก็ตาม และใบกำกับภาษีที่ระบุสินค้ากว้าง ๆ เช่น วัสดุสิ้นเปลืองโดยไม่มีปริมาณ มักเป็นจุดที่เจ้าพนักงานหยิบขึ้นมาตรวจต่อ
- สัญญาณเตือนที่ควรถอย ผู้ขายเสนอออกใบกำกับภาษีให้แม้ไม่ซื้อของ หรือคิดค่าออกบิลเป็นเปอร์เซ็นต์ ราคาสินค้ารวม VAT ถูกกว่าราคาตลาดที่ไม่รวม VAT ใบกำกับภาษีออกในชื่อกิจการหนึ่งแต่ติดต่อและรับเงินโดยอีกคนหนึ่ง วันที่ใบกำกับภาษีห่างจากวันรับของมาก ที่อยู่สถานประกอบการเป็นที่พักอาศัยและไม่มีคลังสินค้า หรือผู้ขายไม่ยอมให้ไปดูสินค้าที่หน้างาน
- ขอสำเนาหนังสือรับรองบริษัท ภ.พ.20 และหน้าสมุดบัญชีธนาคารในชื่อกิจการ แล้วตรวจว่าชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีตรงกันทั้งสามเอกสาร
- ค้นเลข 13 หลักในระบบ VAT INFO ของกรมสรรพากร และค้นชื่อบริษัทใน DBD DataWarehouse ตรวจสถานะยังดำเนินกิจการ ประเภทธุรกิจ วันที่จดทะเบียน และกรรมการ บันทึกภาพหน้าจอพร้อมวันที่
- ทำใบสั่งซื้อระบุรายการ ปริมาณ ราคา และสถานที่ส่งมอบ ให้ผู้ขายยืนยันกลับเป็นลายลักษณ์อักษรจากอีเมลหรือช่องทางที่ตรวจสอบได้ว่าเป็นของกิจการนั้น
- ตอนรับของ ให้ผู้รับลงชื่อและวันที่บนใบส่งของ ถ่ายรูปสินค้า และบันทึกรับเข้าสต็อกในวันเดียวกัน ตรวจใบกำกับภาษีกับรายการตามมาตรา 86/4 ก่อนรับเข้าระบบ
- โอนเงินเข้าบัญชีชื่อผู้ออกใบกำกับภาษีเท่านั้น เก็บสลิปโอนคู่กับใบกำกับภาษี และลงรายงานภาษีซื้อโดยอ้างอิงเลขที่ใบกำกับภาษีรายฉบับ ทบทวนสถานะคู่ค้าซ้ำอย่างน้อยปีละครั้งสำหรับรายที่ซื้อต่อเนื่อง
- ผลค้นสถานะผู้ขายในระบบ VAT INFO ของกรมสรรพากร ณ วันที่ซื้อ ตรงกับชื่อและที่อยู่บนใบกำกับภาษี
- ข้อมูลนิติบุคคลจาก DBD DataWarehouse แสดงว่ายังดำเนินกิจการ และประเภทธุรกิจสอดคล้องกับสินค้าที่ซื้อ
- ใบสั่งซื้อหรือใบเสนอราคาที่ระบุรายการ ปริมาณ และราคา ตรงกับใบกำกับภาษี
- ใบส่งของที่มีลายมือชื่อผู้รับของและวันที่ พร้อมรายการรับเข้าสต็อกหรือหลักฐานการเบิกใช้
- หลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารในชื่อเดียวกับผู้ออกใบกำกับภาษี จำนวนเงินตรงกับยอดรวมในใบกำกับภาษี
- ใบกำกับภาษีมีรายการครบตามมาตรา 86/4 และแยกจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มออกจากมูลค่าสินค้าชัดเจน
- รายงานภาษีซื้อลงรายการอ้างอิงเลขที่ใบกำกับภาษีฉบับนี้แยกรายฉบับ จับคู่กับเอกสารข้างต้นได้ทันทีเมื่อถูกขอ
หากกิจการของคุณมีซัพพลายเออร์รายใหม่เข้ามาบ่อย ซื้อของจากผู้ขายที่ขอรับเงินสด หรือเคยได้รับหนังสือจากกรมสรรพากรให้ชี้แจงใบกำกับภาษีซื้อบางฉบับ ปรึกษาทีม CKH Accounting เพื่อวางขั้นตอนตรวจคู่ค้าก่อนจ่ายเงิน จัดชุดเอกสารพิสูจน์การซื้อจริง และทบทวนรายงานภาษีซื้อย้อนหลังก่อนที่ปัญหาจะกลายเป็นหนังสือแจ้งการประเมิน
บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปสำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (อัปเดต พ.ศ. 2569) อ้างอิงประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18) มาตรา 82/5 (2) และ (5) มาตรา 86/4 มาตรา 86/13 มาตรา 89 (4) และ (7) มาตรา 89/1 และมาตรา 90/4 (3) และ (7) หนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากรที่ กค 0811/พ.14516 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2540 และที่ กค 0811/พ./5818 ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2545 ตัวอย่างตัวเลขเป็นการคำนวณอย่างง่ายเพื่อให้เห็นภาพ การลดหรืองดเบี้ยปรับและผลทางอาญาขึ้นกับข้อเท็จจริง หลักฐาน และดุลยพินิจของเจ้าพนักงานในแต่ละกรณี โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนนำไปใช้จริง
มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี
ปรึกษาฟรี