เงินลงทุนในบริษัทร่วม บันทึกด้วยวิธีส่วนได้เสียหรือราคาทุน ต่างกันยังไง
เมื่อ SME เติบโตขึ้น หลายกิจการเริ่มเอาเงินไปลงทุนถือหุ้นในบริษัทอื่น บางทีเป็นการจับมือกับคู่ค้า บางทีเป็นการต่อยอดธุรกิจ คำถามที่ตามมาคือ "เงินที่ลงไปนั้นบันทึกในงบยังไง" คำตอบไม่ได้ขึ้นกับจำนวนเงิน แต่ขึ้นกับว่ากิจการเข้าไปมีอิทธิพลเหนือบริษัทที่ไปลงทุนมากแค่ไหน ถ้ามีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญจะเรียกว่า "บริษัทร่วม" และมีวิธีบันทึกเฉพาะที่ต่างจากการถือหุ้นลงทุนทั่วไป บทความนี้สรุปให้เจ้าของธุรกิจเห็นภาพว่าถือหุ้นแค่ไหนถึงนับเป็นบริษัทร่วม และวิธีราคาทุนกับวิธีส่วนได้เสียต่างกันตรงไหน
ถือหุ้นแค่ไหนถึงเรียกว่า "บริษัทร่วม"
หัวใจอยู่ที่คำว่า "อิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ" (significant influence) คืออำนาจเข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจนโยบายการเงินและการดำเนินงานของอีกบริษัท แต่ยังไม่ถึงขั้นควบคุม มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 28 (TAS 28) วางแนวไว้ตามสัดส่วนสิทธิออกเสียง
- ถือตั้งแต่ร้อยละ 20 ขึ้นไป (แต่ไม่เกินครึ่ง) — ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ ถือเป็น "บริษัทร่วม"
- ถือน้อยกว่าร้อยละ 20 — โดยทั่วไปยังไม่ถือว่ามีอิทธิพล เว้นแต่มีหลักฐานอื่น เช่น มีตัวแทนในคณะกรรมการ เข้าร่วมกำหนดนโยบาย มีรายการค้าระหว่างกันอย่างมีนัยสำคัญ หรือมีการแลกเปลี่ยนบุคลากรบริหาร
- ถือเกินครึ่ง (เกินร้อยละ 50) — มักถือว่า "ควบคุม" ได้ กลายเป็นบริษัทย่อย ต้องเข้าเรื่องงบการเงินรวม ซึ่งเป็นคนละมาตรฐานกัน
สรุปคือระดับการถือหุ้นเป็นแค่ข้อสันนิษฐานเริ่มต้น ต้องดูข้อเท็จจริงจริง ๆ ประกอบว่าเข้าไปมีอำนาจตัดสินใจมากน้อยแค่ไหน
บริษัทของคุณเข้าไปถือหุ้นในกิจการคู่ค้าร้อยละ 30 และส่งกรรมการไปนั่งในบอร์ด 1 คน ในทางบัญชีควรจัดกิจการนี้เป็นอะไร?
วิธีราคาทุน กับ วิธีส่วนได้เสีย ต่างกันตรงไหน
เมื่อระบุได้แล้วว่าเป็นบริษัทร่วม จุดต่างสำคัญอยู่ที่วิธีวัดมูลค่าเงินลงทุนหลังลงทุนไปแล้ว
- วิธีราคาทุน (Cost Method) — บันทึกเงินลงทุนไว้ที่ราคาทุนที่จ่ายซื้อ มูลค่าในงบไม่ขยับตามผลกำไรของบริษัทที่ไปลงทุน จะรับรู้เป็นรายได้ก็ต่อเมื่อบริษัทนั้นประกาศจ่ายเงินปันผล และต้องคอยดูการด้อยค่าด้วย
- วิธีส่วนได้เสีย (Equity Method) — เริ่มบันทึกที่ราคาทุนเหมือนกัน แต่หลังจากนั้นมูลค่าเงินลงทุนจะปรับขึ้นลงตามส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมตามสัดส่วนที่ถือ เมื่อบริษัทร่วมมีกำไร มูลค่าเงินลงทุนเพิ่ม พร้อมรับรู้เป็นส่วนแบ่งกำไรในงบกำไรขาดทุน ส่วนเงินปันผลที่ได้รับจะถือเป็นการลดมูลค่าเงินลงทุน ไม่ใช่รายได้
พูดง่าย ๆ วิธีส่วนได้เสียทำให้งบสะท้อน "ส่วนแบ่งในผลประกอบการจริง" ของบริษัทร่วม ขณะที่วิธีราคาทุนจะเห็นผลก็ต่อเมื่อมีการจ่ายปันผลออกมา
SME ควรใช้แบบไหน
คำตอบขึ้นกับว่ากิจการใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงินชุดใด
- กิจการ NPAEs (SME ทั่วไปที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ) — โดยทั่วไปบันทึกเงินลงทุนในบริษัทร่วมด้วยวิธีราคาทุน (สุทธิจากการด้อยค่า) ตามมาตรฐาน NPAEs ไม่ต้องใช้วิธีส่วนได้เสีย
- กิจการ PAEs (ใช้มาตรฐานชุดใหญ่ TFRS) — ในงบการเงินรวมต้องใช้วิธีส่วนได้เสียกับบริษัทร่วมตาม TAS 28 ส่วนงบการเงินเฉพาะกิจการเลือกได้ระหว่างราคาทุนหรือวิธีส่วนได้เสีย
เพราะเลือกผิดวิธีทำให้กำไรและมูลค่าสินทรัพย์ในงบคลาดเคลื่อนได้มาก ก่อนลงทุนถือหุ้นในบริษัทอื่นจึงควรเช็กก่อนว่าจะกลายเป็นบริษัทร่วมหรือบริษัทย่อย และกิจการอยู่ภายใต้มาตรฐานชุดใด
- คำนวณสัดส่วนสิทธิออกเสียงที่ถือ ว่าถึงร้อยละ 20 หรือเกินครึ่งหรือไม่
- ประเมินอิทธิพลจริง เช่น มีตัวแทนในบอร์ด ร่วมกำหนดนโยบายหรือไม่
- ระบุประเภทให้ชัด เงินลงทุนทั่วไป บริษัทร่วม หรือบริษัทย่อย
- เช็กว่ากิจการใช้มาตรฐาน NPAEs หรือ TFRS ชุดใหญ่
- เลือกวิธีบันทึกให้ตรง ราคาทุนหรือวิธีส่วนได้เสีย และดูการด้อยค่า
การจัดประเภทเงินลงทุนและเลือกวิธีบันทึกให้ถูกต้องเป็นเรื่องที่กระทบทั้งกำไรและมูลค่าสินทรัพย์ในงบ หากกิจการกำลังจะถือหุ้นในบริษัทอื่นหรือมีเงินลงทุนที่ยังไม่แน่ใจว่าบันทึกถูกหรือไม่ ปรึกษา CKH Accounting ได้เลย เราช่วยประเมินระดับอิทธิพล จัดประเภทเงินลงทุน และวางวิธีบันทึกให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่กิจการใช้
บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปเพื่ออธิบายหลักการจัดประเภทและบันทึกเงินลงทุนในบริษัทร่วม (อ้างอิงมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 28 เรื่อง เงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้า ของสภาวิชาชีพบัญชี และแนวทางมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการ NPAEs อัปเดต พ.ศ. 2569) หลักเกณฑ์และการเลือกใช้มาตรฐานขึ้นกับข้อเท็จจริงของแต่ละกิจการ โปรดตรวจสอบกับมาตรฐานฉบับล่าสุดและปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตก่อนนำไปใช้จริง
มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี
ปรึกษาฟรี