อัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ (DSCR) ธนาคารดูตัวเลขนี้ก่อนอนุมัติสินเชื่อ SME
เจ้าของ SME ที่วางแผนขอสินเชื่อเพื่อขยายกิจการหรือเสริมสภาพคล่อง มักโฟกัสที่ยอดขายและกำไร แต่สิ่งที่ธนาคารดูหนักกว่าคือกิจการมีกระแสเงินสดพอจะผ่อนชำระหนี้ก้อนใหม่ไหวหรือไม่ ตัวเลขที่ใช้ตอบคำถามนี้คือ อัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ (Debt Service Coverage Ratio หรือ DSCR) ซึ่งเปรียบเทียบกระแสเงินสดที่กิจการหาได้กับภาระผ่อนชำระหนี้ทั้งปี บทความนี้อธิบายวิธีคำนวณอย่างเข้าใจง่าย พร้อมเครื่องมือให้ลองใส่ตัวเลขของกิจการ และแนวทางอ่านค่าเพื่อเตรียมตัวก่อนคุยกับธนาคาร
DSCR คืออะไร คำนวณยังไง
DSCR คืออัตราส่วนที่บอกว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานของกิจการครอบคลุมภาระผ่อนชำระหนี้ได้กี่เท่า ค่ายิ่งมากยิ่งแปลว่ากิจการมีเงินสดเหลือรองรับการผ่อนหนี้ได้สบายกว่า สูตรพื้นฐานคือ
- กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (ตัวตั้ง) คือเงินสดที่ธุรกิจสร้างได้จากการดำเนินงานปกติต่อปี มักใช้กำไรจากการดำเนินงานบวกกลับค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่ไม่ใช่เงินสด เพื่อสะท้อนเงินสดที่นำมาผ่อนหนี้ได้จริง
- ภาระผ่อนชำระหนี้ทั้งปี (ตัวหาร) คือยอดที่ต้องจ่ายคืนเจ้าหนี้ทั้งปี รวมทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยของสินเชื่อทุกก้อน ไม่ใช่นับเฉพาะดอกเบี้ย
- DSCR = กระแสเงินสดจากการดำเนินงานต่อปี ÷ ภาระผ่อนชำระหนี้ทั้งปี ถ้าได้ค่ามากกว่า 1 เท่า แปลว่ากระแสเงินสดมากกว่าภาระหนี้ ถ้าต่ำกว่า 1 เท่า แปลว่าเงินสดที่หาได้ยังไม่พอผ่อนหนี้ในปีนั้น
ลองใส่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานต่อปีและภาระผ่อนชำระหนี้ทั้งปีของกิจการ เพื่อดูว่าหลังหักภาระผ่อนหนี้แล้วยังมีเงินสดเหลือเท่าไหร่ต่อปี ค่าที่เหลือเป็นบวกมากคือส่วนเผื่อความปลอดภัยที่ธนาคารมองหา
คำนวณเงินสดเหลือหลังชำระหนี้ (ต่อปี)
- เงินสดเหลือหลังชำระหนี้ (บาท/ปี)—
ค่านี้เป็นการประมาณเชิงบริหารเพื่อให้เห็นภาพ ถ้าเงินสดเหลือหลังชำระหนี้ติดลบ แปลว่ากระแสเงินสดต่อปียังไม่พอกับภาระผ่อนหนี้ ซึ่งเทียบได้กับ DSCR ต่ำกว่า 1 เท่า
อ่านค่า DSCR ยังไง เท่าไหร่ธนาคารถึงพอใจ
DSCR ไม่ได้บอกแค่ว่าผ่อนไหวหรือไม่ แต่สะท้อนว่ากิจการมีส่วนเผื่อมากพอจะรับมือช่วงยอดขายตกหรือดอกเบี้ยขึ้นได้แค่ไหน การดูค่าติดต่อกันหลายปีจะเห็นแนวโน้มชัดกว่าดูปีเดียว
- DSCR ต่ำกว่า 1 เท่า กระแสเงินสดที่หาได้ยังไม่พอผ่อนหนี้ในปีนั้น เป็นสัญญาณเสี่ยงที่ธนาคารมักไม่อนุมัติหรือขอหลักประกันเพิ่ม
- DSCR ประมาณ 1 เท่า เงินสดพอดีกับภาระหนี้ ไม่มีส่วนเผื่อ หากยอดขายสะดุดหรือมีรายจ่ายฉุกเฉินก็อาจผ่อนไม่ทันทันที
- DSCR สูงกว่า 1 เท่าอย่างมีส่วนเผื่อ ยิ่งค่าสูงยิ่งมีเงินสดเหลือรองรับ ธนาคารส่วนใหญ่มักมองหาส่วนเผื่อในระดับนี้ แต่เกณฑ์ที่ยอมรับได้จริงต่างกันไปตามนโยบาย ประเภทสินเชื่อ และหลักประกันของแต่ละธนาคาร ควรสอบถามเกณฑ์ที่ใช้จริงก่อนยื่น
- ดูควบคู่กับอัตราส่วนอื่น DSCR บอกความสามารถผ่อนหนี้ แต่ควรดูร่วมกับหนี้สินต่อทุน สภาพคล่อง และแนวโน้มกระแสเงินสด เพื่อให้ภาพความเสี่ยงครบด้าน
ก่อนนำตัวเลขไปยื่นขอสินเชื่อหรือประเมินความพร้อมของกิจการ ลองไล่เช็กว่าดึงข้อมูลถูกที่และนับภาระหนี้ครบทุกก้อนหรือยัง
- ใช้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่บวกกลับค่าเสื่อมราคาแล้ว ไม่ใช่กำไรสุทธิทางบัญชีล้วน ๆ
- นับภาระผ่อนชำระหนี้ให้ครบทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยของสินเชื่อทุกก้อน รวมลีสซิ่งและหนี้ระยะสั้น
- ใช้ตัวเลขจากงวดเวลาเดียวกัน เช่น ทั้งคู่เป็นรายปี อย่านำคนละงวดมาหารกัน
- รวมภาระผ่อนของสินเชื่อก้อนใหม่ที่กำลังจะขอเข้าไปในตัวหารด้วย เพื่อดูภาพหลังกู้จริง
- สอบถามเกณฑ์ DSCR ที่ธนาคารใช้จริง เพราะแต่ละแห่งและแต่ละประเภทสินเชื่อกำหนดไม่เท่ากัน
DSCR ช่วยให้เจ้าของธุรกิจประเมินความพร้อมก่อนก่อหนี้ก้อนใหม่ และเตรียมตัวเลขให้ตรงกับที่ธนาคารดู แต่การวางแผนสินเชื่อให้รอบด้านยังต้องดูโครงสร้างหนี้ สภาพคล่อง และแผนกระแสเงินสดควบคู่กัน
ถ้าอยากจัดทำงบการเงิน วิเคราะห์ DSCR และเตรียมเอกสารให้พร้อมก่อนยื่นขอสินเชื่อกับธนาคาร ปรึกษา CKH Accounting ได้เลย เราช่วยจัดโครงสร้างบัญชี วิเคราะห์กระแสเงินสด และวางแผนการเงินให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ
บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปเพื่อความเข้าใจภาพรวมของการวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ (อัปเดต พ.ศ. 2569) ตัวเลขจากเครื่องมือเป็นการประมาณเชิงบริหารตามข้อมูลที่กรอก เกณฑ์ DSCR ที่ยอมรับได้ขึ้นกับนโยบายของแต่ละธนาคาร ความเหมาะสมของแต่ละกิจการขึ้นกับข้อเท็จจริงเฉพาะราย โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือที่ปรึกษาการเงินก่อนนำไปใช้จริง
มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี
ปรึกษาฟรี