กลับไปหน้าบทความทั้งหมด
การเงินและสินเชื่อ · 3 ก.ย. 2569

อัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio) กำไรครอบคลุมดอกเบี้ยกี่เท่า

เจ้าของ SME ที่มีสินเชื่อหรือกำลังจะก่อหนี้เพิ่ม ควรรู้ว่ากำไรจากการดำเนินงานของกิจการครอบคลุมภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายได้สบายแค่ไหน ตัวเลขที่ตอบคำถามนี้คือ อัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio หรือ Times Interest Earned) ซึ่งเทียบกำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีกับดอกเบี้ยจ่ายทั้งปี ต่างจาก DSCR ที่รวมเงินต้นด้วย ตัวนี้โฟกัสเฉพาะภาระดอกเบี้ย บทความนี้อธิบายวิธีคำนวณอย่างเข้าใจง่าย พร้อมเครื่องมือให้ลองใส่ตัวเลขของกิจการ และแนวทางอ่านค่าเพื่อประเมินความเสี่ยงจากภาระดอกเบี้ย

อัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยคืออะไร คำนวณยังไง

อัตราส่วนนี้บอกว่ากำไรจากการดำเนินงานของกิจการจ่ายดอกเบี้ยได้กี่เท่าของภาระดอกเบี้ยจริง ค่ายิ่งสูงยิ่งแปลว่ากำไรมีส่วนเผื่อรองรับดอกเบี้ยได้มาก สูตรพื้นฐานคือ

  • กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) เป็นตัวตั้ง คือกำไรจากการดำเนินงานปกติต่อปี ก่อนนำดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้มาหัก สะท้อนกำไรที่กิจการหาได้จริงก่อนภาระทางการเงิน
  • ดอกเบี้ยจ่ายทั้งปี เป็นตัวหาร คือดอกเบี้ยของสินเชื่อทุกก้อนที่ต้องจ่ายในปีนั้น นับเฉพาะดอกเบี้ย ไม่รวมเงินต้น ตรงนี้เองที่ต่างจาก DSCR ซึ่งรวมทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย
  • อัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย = กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี ÷ ดอกเบี้ยจ่ายทั้งปี ถ้าได้ค่ามากกว่า 1 เท่า แปลว่ากำไรมากกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย ถ้าต่ำกว่า 1 เท่า แปลว่ากำไรจากการดำเนินงานยังไม่พอจ่ายดอกเบี้ยในปีนั้น

ลองใส่กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีต่อปี และดอกเบี้ยจ่ายทั้งปีของกิจการ เพื่อดูว่าหลังจ่ายดอกเบี้ยแล้วยังเหลือกำไรจากการดำเนินงานเท่าไหร่ต่อปี ค่าที่เหลือเป็นบวกมากคือส่วนเผื่อความปลอดภัยที่รองรับช่วงกำไรตกหรือดอกเบี้ยขึ้นได้

ตัวช่วยคำนวณ

คำนวณกำไรที่เหลือหลังจ่ายดอกเบี้ย (ต่อปี)

  • กำไรเหลือหลังจ่ายดอกเบี้ย (บาท/ปี)—

ค่านี้เป็นการประมาณเชิงบริหารเพื่อให้เห็นภาพ ถ้ากำไรเหลือหลังจ่ายดอกเบี้ยติดลบ แปลว่ากำไรจากการดำเนินงานยังไม่พอจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งเทียบได้กับอัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยต่ำกว่า 1 เท่า ยิ่งเหลือมากเท่าไหร่ อัตราส่วนก็ยิ่งสูงเท่านั้น

อ่านค่ายังไง เท่าไหร่ถึงเรียกว่าปลอดภัย

อัตราส่วนนี้ไม่ได้บอกแค่ว่าจ่ายดอกเบี้ยไหวหรือไม่ แต่สะท้อนว่ากิจการมีส่วนเผื่อมากพอจะรับมือช่วงกำไรตกหรือดอกเบี้ยขึ้นได้แค่ไหน การดูค่าติดต่อกันหลายปีจะเห็นแนวโน้มชัดกว่าดูปีเดียว

  • ต่ำกว่า 1 เท่า กำไรจากการดำเนินงานยังไม่พอจ่ายดอกเบี้ยในปีนั้น เป็นสัญญาณเสี่ยงสูงที่ต้องรีบทบทวนโครงสร้างหนี้และต้นทุน
  • ประมาณ 1 ถึง 2 เท่า กำไรพอจ่ายดอกเบี้ยแต่ส่วนเผื่อยังบาง หากยอดขายสะดุดหรือดอกเบี้ยขยับขึ้น ความสามารถในการจ่ายก็ตึงตัวได้เร็ว
  • สูงกว่านั้นอย่างมีส่วนเผื่อ ยิ่งค่าสูงยิ่งมีกำไรเหลือรองรับดอกเบี้ยได้สบาย โดยทั่วไปเจ้าหนี้และนักวิเคราะห์มักสบายใจเมื่อค่าอยู่ในระดับสูงกว่า 2 ถึง 3 เท่าขึ้นไป แต่ระดับที่เหมาะสมต่างกันตามอุตสาหกรรมและความผันผวนของรายได้ จึงควรเทียบกับธุรกิจประเภทเดียวกัน
  • ดูควบคู่กับอัตราส่วนอื่น ตัวนี้ใช้กำไรทางบัญชีเป็นฐาน จึงควรดูร่วมกับ DSCR ที่รวมเงินต้น หนี้สินต่อทุน และกระแสเงินสดจริง เพื่อให้ภาพความเสี่ยงครบด้าน

ก่อนนำตัวเลขไปประเมินความเสี่ยงหรือคุยกับเจ้าหนี้ ลองไล่เช็กว่าดึงข้อมูลถูกที่และนับภาระดอกเบี้ยครบทุกก้อนหรือยัง

เช็กก่อนใช้ตัวเลข
ไล่เช็กให้ครบก่อนสรุปอัตราส่วน0/5
  • ใช้กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) เป็นตัวตั้ง ไม่ใช่กำไรสุทธิที่หักดอกเบี้ยและภาษีไปแล้ว
  • นับดอกเบี้ยจ่ายให้ครบทุกก้อน ทั้งเงินกู้ธนาคาร เบิกเกินบัญชี และดอกเบี้ยส่วนของลีสซิ่ง
  • ใช้เฉพาะดอกเบี้ยเป็นตัวหาร ไม่รวมเงินต้น ถ้าอยากดูภาระผ่อนรวมเงินต้นให้ใช้ DSCR แทน
  • ใช้ตัวเลขจากงวดเวลาเดียวกัน ทั้งคู่เป็นรายปี อย่านำคนละงวดมาหารกัน
  • ถ้ากำลังจะกู้เพิ่ม ให้ประมาณดอกเบี้ยของก้อนใหม่รวมเข้าไปด้วย เพื่อดูภาพหลังกู้จริง

อัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นว่ากำไรมีส่วนเผื่อรองรับภาระดอกเบี้ยมากพอหรือยัง และเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าเมื่อภาระหนี้เริ่มหนักเกินกำไร แต่การประเมินความเสี่ยงทางการเงินให้รอบด้านยังต้องดูโครงสร้างหนี้ กระแสเงินสด และแนวโน้มกำไรควบคู่กัน

ถ้าอยากจัดทำงบการเงิน วิเคราะห์ความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยและภาระหนี้ให้เห็นภาพชัด ปรึกษา CKH Accounting ได้เลย เราช่วยจัดโครงสร้างบัญชี วิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน และวางแผนการเงินให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ

บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปเพื่อความเข้าใจภาพรวมของการวิเคราะห์ความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (อัปเดต พ.ศ. 2569) ตัวเลขจากเครื่องมือเป็นการประมาณเชิงบริหารตามข้อมูลที่กรอก ระดับอัตราส่วนที่เหมาะสมขึ้นกับประเภทธุรกิจและความผันผวนของรายได้ ความเหมาะสมของแต่ละกิจการขึ้นกับข้อเท็จจริงเฉพาะราย โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือที่ปรึกษาการเงินก่อนนำไปใช้จริง

มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี

ปรึกษาฟรี