หยุดงานชั่วคราว ออร์เดอร์หาย ม.75 จ่าย 75% แจ้ง 3 วันทำการ ย้ายโรงงานประกาศ 30 วัน
ช่วงที่ยอดสั่งซื้อหายไปกะทันหัน ซัพพลายเออร์ส่งวัตถุดิบไม่ได้ หรือน้ำท่วมจนลูกค้างดรับสินค้า เจ้าของ SME หลายรายตัดสินใจให้พนักงานหยุดงานไปก่อนสักสองสามสัปดาห์ แล้วเกิดคำถามตามมาว่าช่วงที่ไม่มีงานให้ทำนั้นต้องจ่ายค่าจ้างหรือไม่ จ่ายเท่าไหร่ และต้องแจ้งใครบ้าง กฎหมายคุ้มครองแรงงานมีคำตอบไว้ในมาตรา 75 ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการเลิกจ้าง และคนละเรื่องกับกรณีย้ายโรงงานหรือนำเครื่องจักรมาแทนคน ซึ่งมีค่าชดเชยพิเศษของตัวเอง บทความนี้แยกให้เห็นว่าแต่ละกรณีนายจ้างต้องทำอะไร จ่ายเท่าไหร่ ภายในกี่วัน และมีผลทางภาษี ประกันสังคม และบัญชีอย่างไร
หยุดกิจการชั่วคราวตามมาตรา 75 เข้าเงื่อนไขเมื่อไหร่
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 ให้นายจ้างที่มีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว ด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดที่สำคัญอันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการจนไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ และเหตุนั้นมิใช่เหตุสุดวิสัย สั่งให้ลูกจ้างหยุดงานได้โดยจ่ายเงินในอัตราที่กฎหมายกำหนดแทนค่าจ้างเต็ม องค์ประกอบที่ต้องครบทุกข้อคือ
- มีความจำเป็นจริงและกระทบจนทำงานตามปกติไม่ได้ เช่น ลูกค้ารายใหญ่ยกเลิกคำสั่งซื้อจำนวนมาก วัตถุดิบหลักขาดจนสายการผลิตเดินไม่ได้ หรือคำสั่งราชการทำให้เปิดให้บริการไม่ได้ กฎหมายไม่ได้ระบุเหตุไว้ตายตัว ศาลจะดูข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี ยอดขายที่ผันผวนตามปกติของธุรกิจหรือปัญหาที่เกิดจากการวางแผนของนายจ้างเอง มีความเสี่ยงที่จะถูกมองว่าไม่เข้าเงื่อนไข
- เป็นการชั่วคราว ไม่ใช่เลิกจ้าง ลูกจ้างยังมีสถานะเป็นลูกจ้างอยู่ตลอดช่วงหยุด เมื่อเหตุหมดไปต้องเรียกกลับมาทำงาน ถ้าใช้มาตรา 75 เป็นทางลัดเพื่อปิดกิจการถาวร จะกลายเป็นการเลิกจ้างที่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118 และบอกกล่าวล่วงหน้าตามปกติ
- หยุดบางส่วนได้ จะหยุดเฉพาะบางแผนก บางกะ หรือบางสาขาก็ได้ ไม่จำเป็นต้องหยุดทั้งบริษัท แต่ต้องระบุรายชื่อลูกจ้างที่ให้หยุดให้ชัดเจน
- ต้องไม่ใช่เหตุสุดวิสัย ถ้าเหตุที่ทำให้หยุดเป็นเหตุสุดวิสัยจริง เช่น น้ำท่วมจนเข้าโรงงานไม่ได้ ไฟไหม้ หรือภัยธรรมชาติที่ป้องกันไม่ได้แม้ระมัดระวังตามสมควรแล้ว มาตรา 75 จะไม่ใช้บังคับ นายจ้างไม่มีหน้าที่จ่ายเงินตามมาตรานี้ แต่ลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัยจากประกันสังคม ซึ่งหลักเกณฑ์ทั่วไปคือร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 180 วัน โดยนายจ้างต้องออกหนังสือรับรองการหยุดงานให้ ส่วนกรณีน้ำท่วมถนนแต่โรงงานยังเปิดได้ เพียงแต่ลูกค้าไม่สั่งของ อย่างนี้ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย ต้องใช้มาตรา 75 และจ่ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนด
ต้องจ่ายเท่าไหร่ แจ้งใคร และภายในกี่วัน
- จ่ายไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างในวันทำงาน ที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการ ตลอดระยะเวลาที่ไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน ร้อยละ 75 เป็นขั้นต่ำ จะตกลงจ่ายมากกว่าก็ได้ ฐานที่ใช้คือค่าจ้างตามนิยามมาตรา 5 ซึ่งหมายถึงเงินที่ตกลงจ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติ จึงไม่รวมค่าล่วงเวลา และจ่ายตามกำหนดจ่ายค่าจ้างปกติ เช่น ทุกสิ้นเดือน
- แจ้งเป็นหนังสือล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วันทำการ ก่อนวันเริ่มหยุดกิจการ ถึงทั้งลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงาน กฎหมายใช้คำว่าวันทำการ ไม่ใช่วันทำงานของบริษัท จึงต้องนับวันทำการของราชการ ไม่นับเสาร์อาทิตย์และวันหยุดราชการ การแจ้งเป็นหน้าที่แจ้งให้ทราบ ไม่ใช่การขออนุญาต และไม่ต้องรอคำตอบจากเจ้าหน้าที่
- แจ้งผ่านระบบ e-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ ที่ eservice.labour.go.th เมนูแจ้งหยุดกิจการชั่วคราวตามมาตรา 75 ระบบให้ระบุว่าหยุดทั้งหมดหรือบางส่วน จำนวนลูกจ้าง เหตุผล ว่าเป็นเหตุจำเป็นที่สำคัญโดยจ่ายไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 หรือเหตุสุดวิสัย และต้องอัปโหลดบัญชีรายชื่อลูกจ้างที่ให้หยุดเป็นไฟล์ Excel ตามแบบของระบบ เมื่อกดส่งแล้วแก้ไขไม่ได้ จึงควรตรวจรายชื่อและวันที่ให้ครบก่อน
- ขยายเวลาหยุดต้องแจ้งใหม่ ถ้าครบกำหนดแล้วยังจำเป็นต้องหยุดต่อ ให้ทำหนังสือแจ้งลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานรอบใหม่ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วันทำการก่อนวันเริ่มช่วงที่ขยายเช่นกัน
- จ่ายช้าหรือจ่ายไม่ครบมีดอกเบี้ย มาตรา 9 ให้นายจ้างที่ไม่จ่ายเงินตามมาตรา 75 ภายในกำหนดเสียดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีระหว่างผิดนัด และถ้าข้อเท็จจริงไม่เข้าเงื่อนไขมาตรา 75 นายจ้างต้องจ่ายส่วนต่างให้ครบตามค่าจ้างเต็มในสัญญาจ้าง ลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานได้
- ระหว่างหยุดลูกจ้างไปทำงานที่อื่นได้ ศาลฎีกาเคยวินิจฉัย (คำพิพากษาฎีกาที่ 7675/2548) ว่ามาตรา 75 ไม่ได้ห้ามลูกจ้างไปทำงานให้นายจ้างอื่นในช่วงหยุดกิจการชั่วคราว จึงไม่ถือเป็นการละทิ้งหน้าที่ นายจ้างจะอ้างเหตุนี้เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยไม่ได้
ใส่ค่าจ้างต่อเดือนของพนักงานที่จะให้หยุดงานตามมาตรา 75 (ไม่รวมค่าล่วงเวลา) เพื่อดูเงินขั้นต่ำที่ต้องจ่ายต่อเดือนในอัตราร้อยละ 75
ย้ายโรงงาน หรือเอาเครื่องจักรมาแทนคน เป็นคนละเรื่องกับมาตรา 75
SME ที่เจอปัญหาต้นทุนแล้วเลือกย้ายโรงงานไปจังหวัดที่ค่าเช่าถูกกว่า หรือซื้อเครื่องจักรอัตโนมัติมาแทนแรงงานบางส่วน มักเข้าใจว่าใช้ขั้นตอนเดียวกับการหยุดงานชั่วคราว แต่กฎหมายแยกไว้เป็นหมวดค่าชดเชยพิเศษ ซึ่งมีทั้งระยะเวลาแจ้งล่วงหน้าและจำนวนเงินที่ต่างออกไป
- ย้ายสถานประกอบกิจการ (มาตรา 120) นายจ้างที่จะย้ายไปตั้งที่ใหม่ หรือย้ายลูกจ้างไปทำงานที่สถานประกอบกิจการอื่นของนายจ้างที่มีอยู่แล้ว ต้องปิดประกาศให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้า ณ สถานประกอบกิจการเดิมโดยเปิดเผยและต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนวันย้าย ระบุรายชื่อลูกจ้างที่ต้องย้ายและกำหนดวันให้ชัด ลูกจ้างที่เห็นว่าการย้ายกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของตนหรือครอบครัว มีสิทธิแจ้งเป็นหนังสือว่าไม่ประสงค์จะไปทำงานด้วยภายใน 30 วันนับแต่วันปิดประกาศ (หรือนับแต่วันย้ายถ้าไม่ได้ปิดประกาศ) และได้รับค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าอัตราค่าชดเชยตามมาตรา 118 คือ 30 ถึง 400 วันตามอายุงาน ถ้านายจ้างไม่ปิดประกาศล่วงหน้า ต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพิ่มอีกเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน และต้องจ่ายเงินเหล่านี้ภายใน 7 วันนับแต่วันที่สัญญาจ้างสิ้นสุด ถ้านายจ้างไม่เห็นด้วยกับเหตุผลของลูกจ้าง ให้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง
- นำเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีมาแทนคน (มาตรา 121 และ 122) ถ้าเลิกจ้างเพราะปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่าย หรือการบริการ อันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้ เปลี่ยนแปลงเครื่องจักร หรือเปลี่ยนเทคโนโลยี จนต้องลดจำนวนลูกจ้าง นายจ้างต้องแจ้งวันที่จะเลิกจ้าง เหตุผล และรายชื่อลูกจ้างต่อพนักงานตรวจแรงงานและลูกจ้างล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน ถ้าไม่แจ้งหรือแจ้งไม่ครบ ต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 60 วัน และลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันครบ 6 ปีขึ้นไปยังมีสิทธิได้ค่าชดเชยพิเศษเพิ่มจากค่าชดเชยปกติอีกไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 15 วันต่อการทำงานครบ 1 ปี แต่รวมแล้วไม่เกิน 360 วัน การปรับโครงสร้างที่ไม่เกี่ยวกับเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีไม่อยู่ในมาตรานี้ แต่ยังต้องจ่ายค่าชดเชยปกติและบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17 และ 118
- เปรียบเทียบให้เห็นภาพ หยุดงานชั่วคราวใช้มาตรา 75 แจ้ง 3 วันทำการ จ่ายร้อยละ 75 และลูกจ้างยังอยู่ ย้ายโรงงานใช้มาตรา 120 ประกาศ 30 วัน ลูกจ้างที่ไม่ไปได้ค่าชดเชยพิเศษเท่าค่าชดเชยปกติ ส่วนเครื่องจักรแทนคนใช้มาตรา 121 แจ้ง 60 วัน และมีค่าชดเชยพิเศษเพิ่มสำหรับคนอายุงานยาว เลือกผิดมาตราอาจต้องจ่ายย้อนหลังพร้อมดอกเบี้ย
โรงงานผลิตชิ้นส่วนแห่งหนึ่ง ถนนรอบนิคมถูกน้ำท่วมแต่ตัวโรงงานยังเข้าทำงานได้ ลูกค้ารายใหญ่ขอหยุดรับสินค้าทำให้คำสั่งซื้อหายไปเกือบทั้งหมด เจ้าของจึงประกาศด้วยวาจาตอนเย็นวันศุกร์ว่าให้พนักงานฝ่ายผลิตหยุดงานตั้งแต่วันจันทร์เป็นเวลา 2 สัปดาห์ และจะจ่ายให้ครึ่งหนึ่งของเงินเดือน ข้อใดถูกต้อง
มุมภาษี ประกันสังคม และบัญชีที่ต้องจัดการ
- เงินตามมาตรา 75 ยังเป็นเงินได้จากการจ้างแรงงาน ฝั่งลูกจ้างถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร นายจ้างคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายและยื่น ภ.ง.ด.1 ตามปกติ โดยใช้ยอดที่จ่ายจริงในเดือนนั้น ฝั่งบริษัทนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ เพราะเป็นรายจ่ายที่กฎหมายบังคับให้จ่ายเพื่อกิจการ
- ประกันสังคม อย่าแจ้งออก ลูกจ้างยังเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ตลอดช่วงหยุดกิจการชั่วคราว นายจ้างจึงไม่แจ้งสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน ส่วนฐานค่าจ้างสำหรับเงินสมทบในเดือนที่จ่ายร้อยละ 75 มีประเด็นตีความ เพราะศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่าเงินตามมาตรา 75 ไม่ใช่ค่าจ้าง จึงควรสอบถามสำนักงานประกันสังคมพื้นที่ที่สังกัดให้ได้คำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนยื่นแบบนำส่งเงินสมทบของเดือนนั้น ไม่ควรตัดสินใจเองแล้วถูกเรียกเงินสมทบย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่ม
- ค่าชดเชยพิเศษกรณีย้ายโรงงานและเครื่องจักรแทนคน เป็นค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ซึ่งลูกจ้างได้รับยกเว้นภาษีเฉพาะส่วนที่ไม่เกินค่าจ้างของการทำงาน 400 วันสุดท้ายและไม่เกิน 600,000 บาท ส่วนที่เกินต้องนำไปรวมคำนวณภาษีและนายจ้างต้องหัก ณ ที่จ่าย ควรให้ผู้สอบบัญชีตรวจว่าเงินแต่ละก้อนที่จ่ายเข้าเงื่อนไขยกเว้นหรือไม่ก่อนออกใบ 50 ทวิ
- ตั้งค้างจ่ายให้ครบในงวดบัญชี เงินตามมาตรา 75 ของเดือนที่หยุดงานบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายพนักงานค้างจ่ายตามเกณฑ์คงค้างเมื่อครบงวดจ่าย ส่วนค่าชดเชยพิเศษกรณีย้ายโรงงานหรือลดคน เมื่อประกาศแผนและลูกจ้างแจ้งใช้สิทธิแล้วถือว่าภาระผูกพันเกิดขึ้น ต้องรับรู้เป็นหนี้สินในงวดนั้น ไม่รอจนถึงวันจ่ายจริง และถ้าเลิกจ้างจำนวนมากต้องทบทวนประมาณการผลประโยชน์พนักงานที่เคยตั้งไว้ด้วย
- เอกสารที่ต้องเก็บ หนังสือแจ้งหยุดกิจการและหลักฐานการรับทราบของลูกจ้าง สำเนาการแจ้งพนักงานตรวจแรงงานหรือหน้ายืนยันจาก e-Service บัญชีรายชื่อลูกจ้างที่ให้หยุด หลักฐานเหตุจำเป็น เช่น หนังสือยกเลิกคำสั่งซื้อของลูกค้า และหลักฐานการจ่ายเงินแต่ละงวด เอกสารชุดนี้คือสิ่งที่พนักงานตรวจแรงงานและผู้สอบบัญชีจะขอดูเป็นอันดับแรก
- ประเมินข้อเท็จจริงและเก็บหลักฐานว่าเหตุที่เกิดกระทบจนประกอบกิจการตามปกติไม่ได้ และแยกให้ชัดว่าเป็นเหตุจำเป็นสำคัญ (ใช้มาตรา 75) หรือเหตุสุดวิสัย (แนะนำลูกจ้างขอรับประโยชน์ทดแทนจากประกันสังคม)
- กำหนดขอบเขต ว่าหยุดทั้งหมดหรือบางแผนก รายชื่อลูกจ้าง วันเริ่มและวันสิ้นสุด และอัตราที่จะจ่าย ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างในวันทำงาน
- ทำหนังสือแจ้งลูกจ้างทุกคนที่ให้หยุด และแจ้งพนักงานตรวจแรงงานผ่าน e-Service หรือเป็นเอกสาร ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วันทำการก่อนวันเริ่มหยุด นับเฉพาะวันทำการของราชการ
- จ่ายเงินตามกำหนดจ่ายค่าจ้างปกติ หักภาษี ณ ที่จ่ายและยื่น ภ.ง.ด.1 ตามปกติ และตรวจสอบฐานเงินสมทบประกันสังคมของเดือนนั้นกับสำนักงานประกันสังคมพื้นที่
- ถ้าต้องหยุดต่อ ทำหนังสือแจ้งรอบใหม่ล่วงหน้า 3 วันทำการอีกครั้ง ถ้าเหตุหมดไปให้เรียกลูกจ้างกลับทำงานและบันทึกวันกลับเข้าทำงานไว้ในทะเบียนลูกจ้าง
กำลังจะสั่งหยุดงานชั่วคราว ย้ายโรงงาน หรือปรับสายการผลิตด้วยเครื่องจักร และไม่แน่ใจว่าต้องแจ้งใคร จ่ายเท่าไหร่ หรือจะกระทบภาษีและประกันสังคมอย่างไร ปรึกษา CKH Accounting ได้เลย เราช่วยคำนวณเงินตามมาตรา 75 และค่าชดเชยพิเศษ จัดเตรียมเอกสารแจ้งหน่วยงาน และบันทึกบัญชีให้สอดคล้องกับงบการเงินของกิจการ
บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปสำหรับนายจ้างที่เป็น SME (อัปเดต พ.ศ. 2569) อ้างอิงพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 มาตรา 9 มาตรา 75 มาตรา 118 มาตรา 120 มาตรา 121 และมาตรา 122 ที่แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562 คำพิพากษาฎีกาที่ 7675/2548 คู่มือการแจ้งการหยุดกิจการชั่วคราวผ่านระบบ e-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หลักเกณฑ์ประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัยของสำนักงานประกันสังคม ประมวลรัษฎากร มาตรา 40(1) และกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 ข้อ 2(51) ข้อเท็จจริงของแต่ละกิจการ ข้อบังคับการทำงาน และสัญญาจ้างอาจทำให้ผลต่างออกไป และหลักเกณฑ์ของประกันสังคมในแต่ละเหตุการณ์อาจประกาศเพิ่มเติม โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือนักกฎหมายแรงงานก่อนนำไปใช้จริง
มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี
ปรึกษาฟรี