กลับไปหน้าบทความทั้งหมด
พนักงาน/แรงงาน · 27 ต.ค. 2569

ลูกจ้าง 100 คนต้องจ้างคนพิการ 1 คน ม.33 ไม่จ้างส่งเงินกองทุน ค่าจ้างคนพิการหักได้ 2 เท่า

พอบริษัทโตจนมีพนักงานถึง 100 คน จะมีหน้าที่ใหม่ที่เจ้าของ SME หลายรายเพิ่งรู้ตอนได้รับหนังสือจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) คือต้องรับคนพิการเข้าทำงานตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด ถ้าไม่จ้างต้องส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเป็นรายปี หรือให้สิทธิอื่นแทน ส่งช้าเสียดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี และอาจถูกอายัดทรัพย์สินได้ ขณะเดียวกันกฎหมายภาษีก็ให้แรงจูงใจอีกด้าน คือค่าจ้างคนพิการหักรายจ่ายได้ 2 เท่า และถ้าจ้างในสัดส่วนสูงหักได้ถึง 3 เท่า ซึ่งใช้ได้แม้บริษัทเล็กที่ยังไม่มีหน้าที่ตามกฎหมาย บทความนี้สรุปว่าใครมีหน้าที่ นับลูกจ้างอย่างไร เงินส่งกองทุนคำนวณจากอะไร กำหนดส่งเมื่อไหร่ และสิทธิภาษีแต่ละแบบใช้อย่างไร

ใครมีหน้าที่ นับลูกจ้างอย่างไร

พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มาตรา 33 ให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการรับคนพิการเข้าทำงานตามสัดส่วนที่กำหนดในกฎกระทรวง กฎกระทรวงกำหนดจำนวนคนพิการที่นายจ้างฯ ต้องรับเข้าทำงาน พ.ศ. 2554 กำหนดสัดส่วนไว้ดังนี้

  • ลูกจ้างที่ไม่ใช่คนพิการ 100 คน ต่อคนพิการ 1 คน ถ้ามีเศษเกิน 50 คน ต้องรับเพิ่มอีก 1 คน เช่น ลูกจ้าง 120 คน ต้องจ้างคนพิการ 1 คน ลูกจ้าง 151 คน ต้องจ้าง 2 คน ส่วนกิจการที่มีลูกจ้างไม่ถึง 100 คนยังไม่มีหน้าที่นี้
  • นับ ณ วันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปี โดยนับลูกจ้างที่ไม่ใช่คนพิการของทุกสาขารวมกับสำนักงานใหญ่ทั้งหมด ไม่ได้นับแยกรายสาขา ตัวเลขที่นับได้ในวันนั้นเป็นฐานของปีถัดไป ลูกจ้างที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงหลังวันที่ 1 ตุลาคมไม่ทำให้หน้าที่ของปีนั้นเปลี่ยน
  • ลูกจ้างเหมาแรงงานจากบริษัทรับเหมาไม่นับ เพราะเป็นลูกจ้างของผู้รับเหมา แต่พนักงานรายวัน พนักงานชั่วคราว และพนักงานสาขาที่บริษัทจ้างเองนับทั้งหมด
  • คนพิการที่นับเป็นการจ้างตามกฎหมายต้องมีบัตรประจำตัวคนพิการ และเป็นลูกจ้างของบริษัทจริง มีสัญญาจ้าง ค่าจ้าง และสิทธิประโยชน์เหมือนพนักงานทั่วไป ค่าจ้างต้องไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ

ไม่จ้าง ต้องส่งเงินเข้ากองทุนเท่าไหร่ ส่งเมื่อไหร่

นายจ้างที่ไม่รับคนพิการเข้าทำงานหรือรับไม่ครบตามสัดส่วน มีหน้าที่ตามมาตรา 34 ส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเป็นรายปี จำนวนเงินตามกฎกระทรวงคำนวณจากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำต่ำสุดของประเทศที่ใช้บังคับครั้งหลังสุดในปีก่อน คูณ 365 วัน คูณจำนวนคนพิการที่ไม่ได้จ้าง ตัวอย่างที่ พก. ใช้อธิบายสำหรับปี 2566 คือ 328 บาท คูณ 365 วัน เท่ากับ 119,720 บาทต่อคนพิการ 1 คน ตัวเลขของแต่ละปีจึงเปลี่ยนตามประกาศค่าจ้างขั้นต่ำ ควรตรวจอัตราที่ พก. แจ้งในปีนั้นก่อนคำนวณ

  • กำหนดส่งภายในวันที่ 31 มีนาคม ของทุกปี พร้อมรายงานผลการจ้างงานคนพิการตามแบบ จพ.0-1 ถึง จพ.0-4 หรือผ่านระบบรายงานออนไลน์ของ พก. (ejob.dep.go.th) โดยสำนักงานใหญ่เป็นผู้รายงานแทนทุกสาขา บริษัทในกรุงเทพฯ ยื่นที่ พก. ต่างจังหวัดยื่นที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด
  • ส่งช้าหรือส่งไม่ครบ เสียดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินที่ยังไม่ได้ส่ง นับจากวันพ้นกำหนดจนถึงวันที่ส่งครบ พก. ยืนยันว่าดอกเบี้ยนี้ไม่สามารถงดหรือลดได้ และเจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจให้ผ่อนชำระ
  • จ้างได้ระหว่างปี ส่งเงินตามจำนวนวันที่ยังไม่มีการจ้าง เช่น เริ่มจ้างคนพิการวันที่ 1 มีนาคม ต้องส่งเงินสำหรับ 59 วันแรกของปีนั้น ส่วนกรณีคนพิการลาออกแล้วรับคนใหม่เข้าทำงานแทนภายใน 45 วัน ไม่ต้องส่งเงินสำหรับช่วงที่ว่าง
  • ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย มาตรา 36 ให้อธิบดี พก. มีอำนาจออกคำสั่งอายัดทรัพย์สินของนายจ้างที่ไม่ส่งเงินเข้ากองทุน และมาตรา 39 ให้ประกาศรายชื่อนายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามต่อสาธารณะได้
คำนวณจำนวนคนพิการที่ต้องจ้างและเงินส่งกองทุนตามมาตรา 34

ใส่จำนวนลูกจ้างที่ไม่ใช่คนพิการ ณ วันที่ 1 ตุลาคม (รวมทุกสาขา) อัตราค่าจ้างขั้นต่ำต่ำสุดของประเทศที่ใช้บังคับครั้งหลังสุดในปีก่อน และจำนวนคนพิการที่จ้างอยู่จริง ระบบจะคำนวณสัดส่วน 100 ต่อ 1 (เศษเกิน 50 นับเพิ่ม 1) และเงินที่ต้องส่งเข้ากองทุนทั้งปีให้

  • คนพิการที่ต้องจ้างตามกฎหมาย (100 ต่อ 1 เศษเกิน 50 เพิ่มอีก 1)—
  • จำนวนที่ยังจ้างไม่ครบ (ต้องส่งเงินเข้ากองทุนหรือให้สิทธิตามมาตรา 35)—
  • เงินส่งกองทุนต่อคนพิการ 1 คนต่อปี (ค่าจ้างขั้นต่ำ x 365 วัน)—
  • เงินที่ต้องส่งเข้ากองทุนทั้งปี ภายใน 31 มีนาคม—

มาตรา 35 ทางเลือกแทนการจ้างและแทนการส่งเงิน

กิจการที่หาคนพิการมาทำงานในตำแหน่งที่มีไม่ได้ ยังเลือกให้สิทธิตามมาตรา 35 แทนได้ โดยยื่นคำขอต่อสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดให้กรมการจัดหางานเห็นชอบก่อน รูปแบบที่กฎหมายกำหนดมี 7 วิธี ได้แก่ การให้สัมปทาน การจัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ การจ้างเหมาช่วงงานหรือจ้างเหมาบริการโดยวิธีกรณีพิเศษ การฝึกงาน การจัดให้มีอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวก การจัดล่ามภาษามือ และการให้ความช่วยเหลืออื่นใด ระยะเวลาการให้สิทธิโดยทั่วไปไม่น้อยกว่า 1 ปี (ฝึกงานไม่น้อยกว่า 6 เดือน) และต้องครอบคลุมปีปฏิทินที่ใช้สิทธิ โดยมูลค่าของสิทธิที่ให้ต่อคนพิการ 1 คนต้องไม่น้อยกว่าเงินที่ต้องส่งเข้ากองทุนตามมาตรา 34 ในปีนั้น ข้อควรระวังคือสิทธิภาษีของมาตรา 35 ไม่เท่ากับการจ้างโดยตรง ตามแนวตอบของ พก. ค่าใช้จ่ายที่หักเป็นรายจ่ายได้มีเฉพาะบางรูปแบบ เช่น การฝึกงานและการจ้างเหมาช่วงงานบางกรณี ส่วนการให้สัมปทาน การจัดสถานที่ หรือการให้ความช่วยเหลืออื่น ไม่ถือเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการ ควรยืนยันกับผู้สอบบัญชีก่อนเลือกรูปแบบ

สิทธิภาษี จ้างคนพิการหักได้ 2 เท่า จ้างเกิน 60% หักได้ 3 เท่า

กฎหมายภาษีแยกจากหน้าที่ตามกฎหมายคนพิการ บริษัทเล็กที่มีพนักงาน 20 คนและจ้างคนพิการโดยสมัครใจก็ได้สิทธิเหมือนกัน เงื่อนไขสำคัญคือลูกจ้างคนนั้นต้องมีบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

  • ค่าจ้างคนพิการ หักได้ 2 เท่า พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 499) พ.ศ. 2553 ยกเว้นภาษีเงินได้ให้นายจ้างเป็นจำนวนร้อยละร้อยของรายจ่ายที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างคนพิการ กลไกคือค่าจ้างลงเป็นรายจ่ายปกติ 1 เท่า และนำไปยกเว้นเงินได้เพิ่มอีก 1 เท่าในแบบ ภ.ง.ด.50 กรมสรรพากรตอบข้อหารือที่ กค 0702/6728 ว่าค่าล่วงเวลา โบนัส ค่ารักษาพยาบาล และเงินสมทบประกันสังคมที่บริษัทมีหน้าที่จ่ายตามข้อผูกพันในสัญญาจ้างแรงงาน นับเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างคนพิการที่ได้สิทธิด้วย
  • จ้างคนพิการเกินร้อยละ 60 ของลูกจ้าง หักได้ 3 เท่า พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 519) พ.ศ. 2554 ยกเว้นเพิ่มอีกร้อยละร้อย สำหรับนายจ้างที่รับคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการเข้าทำงานเกินกว่าร้อยละ 60 ของลูกจ้างในสถานประกอบการ โดยมีระยะเวลาจ้างเกินกว่า 180 วันในปีภาษีหรือรอบระยะเวลาบัญชีนั้น เหมาะกับกิจการบริการหรือโรงงานขนาดเล็กที่ออกแบบงานให้คนพิการทำได้เป็นหลัก
  • ค่าอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ หักได้ 2 เท่า รายจ่ายในการจัดให้มีอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือบริการสำหรับคนพิการ เช่น ทางลาด ห้องน้ำ หรืออุปกรณ์ช่วยทำงาน ได้ยกเว้นภาษีเงินได้ร้อยละร้อยของรายจ่ายตามพระราชกฤษฎีกาฉบับเดียวกัน ต้องแยกเอกสารและบันทึกบัญชีให้เห็นว่าเป็นรายจ่ายเพื่อคนพิการโดยเฉพาะ
  • เงินที่ส่งเข้ากองทุนตามมาตรา 34 หักรายจ่ายได้ 1 เท่า กรมสรรพากรตอบข้อหารือที่ กค 0702/2904 ว่าเป็นเงินที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามกฎหมาย ถือเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แต่ไม่มีสิทธิยกเว้นเพิ่มเหมือนค่าจ้าง ส่วนดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ที่เสียเพราะส่งช้าควรพิจารณาแยก เพราะมีลักษณะเป็นเงินเพิ่มจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

ในทางตัวเลข ถ้ากิจการมีหน้าที่จ้างคนพิการ 1 คน การจ้างจริงด้วยค่าจ้างเดือนละ 12,000 บาทมีต้นทุนค่าจ้างปีละ 144,000 บาท แต่ได้ยกเว้นภาษีเพิ่มอีก 144,000 บาท และได้แรงงานมาทำงานจริง ส่วนการไม่จ้างต้องส่งเงินเข้ากองทุนราวหนึ่งแสนบาทขึ้นไปต่อคนโดยไม่ได้อะไรกลับมา เจ้าของกิจการจึงควรเริ่มจากการสำรวจตำแหน่งงานที่คนพิการทำได้ เช่น งานธุรการ งานบัญชี คอลเซ็นเตอร์ งานกราฟิก หรืองานคลังสินค้าบางลักษณะ แล้วติดต่อศูนย์บริการจัดหางานคนพิการของ พก. หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดเพื่อหาผู้สมัคร

เช็กลิสต์นายจ้างที่มีลูกจ้าง 100 คนขึ้นไป
ปฏิบัติตามกฎหมายคนพิการและใช้สิทธิภาษีให้ครบ0/7
  • นับลูกจ้างที่ไม่ใช่คนพิการของทุกสาขารวมสำนักงานใหญ่ ณ วันที่ 1 ตุลาคม และเก็บรายงานจำนวนพนักงานวันนั้นไว้เป็นหลักฐาน
  • คำนวณจำนวนคนพิการที่ต้องจ้างตามสัดส่วน 100 ต่อ 1 และเศษเกิน 50 นับเพิ่มอีก 1 แล้วตัดสินใจระหว่างจ้างจริง ส่งเงินเข้ากองทุน หรือให้สิทธิตามมาตรา 35
  • ลูกจ้างคนพิการมีสำเนาบัตรประจำตัวคนพิการ สัญญาจ้าง และหลักฐานการจ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ เก็บในแฟ้มบุคคล
  • ถ้าเลือกมาตรา 35 ยื่นคำขอต่อสำนักงานจัดหางานและได้รับความเห็นชอบก่อนเริ่มให้สิทธิ มูลค่าไม่น้อยกว่าเงินที่ต้องส่งเข้ากองทุนต่อคน
  • รายงานผลการจ้างงานคนพิการและส่งเงินเข้ากองทุน (ถ้ามี) ภายในวันที่ 31 มีนาคม เก็บใบเสร็จรับเงินของกองทุนไว้ประกอบการลงบัญชี
  • แยกรหัสบัญชีค่าจ้างคนพิการ ค่าอุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวก และเงินส่งกองทุนออกจากกัน เพื่อกรอกยอดยกเว้นเพิ่มใน ภ.ง.ด.50 ได้ถูกต้อง
  • ถ้าสัดส่วนคนพิการเกินร้อยละ 60 ของลูกจ้าง ตรวจว่าระยะเวลาจ้างเกิน 180 วันในรอบบัญชี และเตรียมเอกสารใช้สิทธิยกเว้นเพิ่มตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 519)

ถ้าบริษัทของคุณกำลังจะมีพนักงานครบ 100 คน ได้รับหนังสือจาก พก. หรืออยากวางโครงสร้างค่าใช้จ่ายให้ใช้สิทธิหัก 2 เท่าได้เต็มที่ CKH Accounting ช่วยคำนวณหน้าที่ตามกฎหมาย เตรียมรายงานการจ้างงานคนพิการ และกรอกสิทธิยกเว้นภาษีใน ภ.ง.ด.50 ให้ถูกต้อง ติดต่อปรึกษาเราได้ที่นี่

บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปสำหรับนายจ้างและเจ้าของสถานประกอบการ (อัปเดต พ.ศ. 2569) อ้างอิงพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มาตรา 33 34 35 36 และ 39 กฎกระทรวงกำหนดจำนวนคนพิการที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการและหน่วยงานของรัฐจะต้องรับเข้าทำงาน พ.ศ. 2554 และฉบับที่ 2 พ.ศ. 2560 คำถามที่พบบ่อยของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 499) พ.ศ. 2553 และ (ฉบับที่ 519) พ.ศ. 2554 และหนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากรที่ กค 0702/6728 และ กค 0702/2904 อัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ใช้คำนวณเงินส่งกองทุนและกำหนดเวลาอาจเปลี่ยนตามประกาศของแต่ละปี โปรดตรวจสอบกับ พก. และปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนนำไปใช้จริง

มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี

ปรึกษาฟรี