กลับไปหน้าบทความทั้งหมด
ภาษี · 16 ต.ค. 2569

ลดราคาล้างสต็อก ขายต่ำกว่าทุน สรรพากรประเมินได้ไหม ม.65 ทวิ (4) เหตุอันสมควรต้องมีอะไร

ปลายปีหรือช่วงเปลี่ยนรุ่นสินค้า SME หลายรายต้องลดราคาล้างสต็อก บางรายการขายต่ำกว่าราคาขายปกติ บางรายการถึงขั้นขายต่ำกว่าทุนเพื่อให้ได้เงินสดกลับมาหมุน คำถามที่ฝ่ายบัญชีเจอบ่อยคือ สรรพากรจะมองว่าบริษัทขายถูกเกินจริงแล้วประเมินรายได้และ VAT เพิ่มตามราคาตลาดได้ไหม คำตอบคือประเมินได้ ถ้าขายต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร แต่ถ้ามีเหตุอันสมควรและมีหลักฐานครบ การลดราคาเป็นเรื่องปกติทางการค้าที่ทำได้ บทความนี้อธิบายหลักตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) และมาตรา 79/3 (1) พร้อมแนวทางจากหนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากรว่าอะไรนับเป็นเหตุอันสมควร และต้องเตรียมเอกสารอะไรก่อนลดราคา

กฎหมายให้อำนาจประเมินอะไร และคำว่าราคาตลาดหมายถึงอะไร

กฎหมายไม่ได้ห้ามขายต่ำกว่าทุน และไม่ได้กำหนดว่าต้องขายกำไรกี่เปอร์เซ็นต์ แต่ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินแทรกแซงเมื่อราคาต่ำผิดปกติโดยไม่มีคำอธิบาย ซึ่งมีผลทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม

  • ภาษีเงินได้นิติบุคคล มาตรา 65 ทวิ (4) กรณีโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงินโดยไม่มีค่าตอบแทน หรือมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทนตามราคาตลาดในวันที่โอน ผลคือบริษัทถูกปรับรายได้ขึ้นใน ภ.ง.ด.50 ทั้งที่รับเงินมาน้อยกว่านั้นจริง
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม มาตรา 79/3 (1) การขายสินค้าหรือให้บริการโดยไม่มีค่าตอบแทน หรือมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้ถือมูลค่าฐานภาษีตามราคาตลาดในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น บริษัทจึงอาจถูกประเมินภาษีขายเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
  • ราคาตลาดคืออะไร มาตรา 79/3 วรรคท้ายให้ถือราคาเฉลี่ยของราคาตลาดที่ซื้อขายกันตามความเป็นจริงทั่วไปในวันนั้น จุดสำคัญคือราคาตลาดของสินค้าตกรุ่น ใกล้หมดอายุ หรือมีตำหนิ ย่อมต่ำกว่าราคาตลาดของสินค้ารุ่นใหม่สภาพดี การขายสินค้าเกรดนี้ในราคาต่ำจึงอาจเป็นราคาตลาดของมันเองอยู่แล้ว ไม่ใช่การขายต่ำกว่าราคาตลาด
  • ส่วนลดที่ให้ตอนขาย มาตรา 79 วรรคสาม (1) ให้ส่วนลดที่ลดให้ในขณะขายและแสดงไว้ชัดแจ้งในใบกำกับภาษี ไม่ต้องรวมเป็นมูลค่าฐานภาษี ดังนั้นโปรโมชั่นลดราคาที่ประกาศทั่วไปและระบุส่วนลดในใบกำกับภาษี เสีย VAT จากราคาหลังหักส่วนลดได้ตามปกติ

อีกเรื่องที่ต้องแยกให้ออกคือภาระการพิสูจน์ ในคำพิพากษาฎีกาที่ 6693/2540 บริษัทขายเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้บริษัทในเครือในราคา 1 ล้านบาท ทั้งที่มูลค่าตามบัญชีหลังหักค่าเสื่อมราคายังเกิน 4.7 ล้านบาท ศาลเห็นว่าเมื่อบริษัทไม่ได้นำสืบว่าราคาที่ขายเป็นราคาตลาดหรือเป็นราคาอันสมควร จึงเป็นการโอนทรัพย์สินโดยมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร บทเรียนคือผู้ที่ต้องอธิบายราคาคือผู้ขาย ไม่ใช่รอให้สรรพากรพิสูจน์ว่าราคาต่ำเกินไป

แบบไหนนับเป็นเหตุอันสมควร และแบบไหนเสี่ยงโดนประเมิน

กฎหมายไม่ได้นิยามคำว่าเหตุอันสมควรไว้ตายตัว ต้องดูจากข้อเท็จจริงเป็นกรณีไป แต่แนววินิจฉัยของกรมสรรพากรที่เผยแพร่ไว้พอให้เห็นเส้นแบ่งชัดเจน

  • สินค้าใกล้หมดอายุ หมดอายุ ไม่ได้มาตรฐาน หรือเป็นเศษซาก หนังสือตอบข้อหารือที่ กค 0811(กม)/134 ลงวันที่ 29 มกราคม 2542 บริษัทผลิตอาหารทะเลแช่แข็งต้องการขายสินค้าใกล้หมดอายุและวัตถุดิบที่ใช้ไม่ได้ในราคาต่ำกว่าต้นทุน กรมสรรพากรเห็นว่าเป็นการโอนทรัพย์สินโดยมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาด แต่ถ้าบริษัทตรวจสภาพสินค้าตามเงื่อนไขที่กำหนดเอง มีผู้มีอำนาจอนุมัติว่าเป็นสินค้าใกล้หมดอายุ หมดอายุ ไม่ได้มาตรฐาน หรือเศษซากจริง โดยมีฝ่ายคลังสินค้าและฝ่ายบัญชีร่วมสังเกตการณ์และลงลายมือชื่อเป็นพยานในการขาย ก็ถือว่ามีเหตุอันสมควร ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ทวิ (4) และไม่จำเป็นต้องให้บุคคลภายนอกมารับรองอีก
  • สินค้าตกรุ่นหรือล้าสมัย หนังสือที่ กค 0706/12468 ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2550 และ กค 0702/10199 ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2558 วางหลักเดียวกันว่าบริษัทขายสินค้าตกรุ่นได้ โดยต้องกำหนดราคาขายให้เป็นไปตามราคาตลาดของสินค้านั้น และมีการอนุมัติจากผู้มีอำนาจว่าสินค้าตกรุ่นจริง การขายตามราคาทุนหรือต่ำกว่าทุนไม่ใช่เรื่องต้องห้าม แต่ถ้าราคานั้นต่ำกว่าราคาตลาดของสินค้าสภาพเดียวกันโดยไม่มีเหตุสมควร ก็ยังถูกประเมินได้
  • ขายถูกให้บริษัทในเครือหรือคนใกล้ชิด หนังสือที่ กค 0706/6999 ลงวันที่ 18 สิงหาคม 2549 บริษัทขายจอภาพที่ลูกค้ายกเลิกออร์เดอร์ให้บริษัทในเครือต่างประเทศชิ้นละ 3,425 บาท ขณะที่ต้นทุน 11,300 บาท และราคาตลาดอยู่ที่ 4,200 ถึง 5,000 บาท แม้จะอ้างว่าตลาดเปลี่ยนไปนิยมขนาดใหม่แล้ว กรมสรรพากรเห็นว่าเป็นการขายต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ประเมินได้ทั้งตามมาตรา 65 ทวิ (4) และมาตรา 79/3 (1) จุดชี้ขาดคือราคาที่ขายต่ำกว่าราคาตลาดของสินค้าตกรุ่นนั้นเองอีกชั้นหนึ่ง และผู้ซื้อเป็นบริษัทในเครือ
  • โปรโมชั่นลดราคาที่ประกาศทั่วไป ลดราคาตามเทศกาล ลดเพื่อระบายสต็อกก่อนรุ่นใหม่เข้า หรือแข่งขันกับคู่แข่งที่ลดราคา โดยเสนอราคาเดียวกันให้ลูกค้าทั่วไปทุกราย ไม่เลือกปฏิบัติ และระบุส่วนลดในใบกำกับภาษี เป็นการตั้งราคาตามกลไกตลาดที่อธิบายได้ ความเสี่ยงต่ำกว่ามาก
ลองคิดดู

ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้ามีพัดลมรุ่นเก่าค้างสต็อก 200 ตัว ต้นทุนตัวละ 900 บาท ราคาขายปกติเคยตั้งไว้ 1,500 บาท ตอนนี้ร้านอื่นที่ยังมีรุ่นนี้ขายกันราว 700 ถึง 800 บาท เจ้าของต้องการระบายสต็อก วิธีไหนเสี่ยงถูกประเมินตามมาตรา 65 ทวิ (4) น้อยที่สุด

เตรียมหลักฐานยังไงก่อนลดราคา และบันทึกบัญชีอย่างไร

หัวใจของเรื่องนี้ไม่ใช่ตัวเลขส่วนลด แต่คือเอกสารที่อธิบายได้ว่าทำไมราคานี้จึงสมควร ควรเตรียมก่อนลดราคา ไม่ใช่มาประกอบเรื่องย้อนหลังตอนถูกเรียกตรวจ

เช็กลิสต์ก่อนลดราคาล้างสต็อก
มีครบแล้วหรือยัง0/7
  • มีระเบียบหรือนโยบายของบริษัทที่กำหนดเงื่อนไขว่าสินค้าแบบไหนถือเป็นสินค้าตกรุ่น ใกล้หมดอายุ มีตำหนิ หรือเคลื่อนไหวช้า และใครมีอำนาจอนุมัติลดราคา
  • มีรายงานตรวจสภาพสินค้าและบันทึกขออนุมัติลดราคา ระบุรายการ จำนวน ต้นทุน ราคาที่จะขาย และเหตุผล ลงนามโดยผู้มีอำนาจก่อนวันเริ่มขาย
  • มีหลักฐานราคาตลาดของสินค้าสภาพเดียวกัน เช่น ราคาที่คู่แข่งหรือตลาดออนไลน์ขาย ใบเสนอราคาจากผู้รับซื้อหลายราย หรือราคาที่ผู้ผลิตปรับลด
  • เป็นการลดราคาที่เสนอให้ลูกค้าทั่วไปด้วยเงื่อนไขเดียวกัน ไม่ใช่ขายถูกเฉพาะให้กรรมการ พนักงาน ญาติ หรือบริษัทในเครือ ถ้าจำเป็นต้องขายให้บุคคลเกี่ยวข้องกัน ให้ใช้ราคาเดียวกับที่ขายลูกค้าทั่วไป
  • ใบกำกับภาษีแสดงราคาเต็มและส่วนลดชัดเจน หรือแสดงราคาขายจริงที่สอดคล้องกับบันทึกอนุมัติ และคิด VAT จากราคาที่ขายจริง
  • ถ้าเป็นการขายเศษซากหรือสินค้าหมดอายุ มีฝ่ายคลังสินค้าและฝ่ายบัญชีร่วมสังเกตการณ์และลงชื่อเป็นพยานในการขาย ตามแนวข้อหารือที่ กค 0811(กม)/134
  • แยกให้ชัดว่ากรณีไหนจะขาย กรณีไหนจะทำลาย เพราะการทำลายสินค้ามีขั้นตอนตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.79/2541 ต่างหาก เช่น การแจ้งสรรพากรพื้นที่ล่วงหน้า

ด้านบัญชี การขายต่ำกว่าทุนบันทึกเหมือนการขายปกติคือรับรู้รายได้ตามราคาที่ขายจริงและตัดต้นทุนขายเต็มจำนวน ผลขาดทุนจากรายการนั้นจะสะท้อนในกำไรขั้นต้นเอง ไม่ต้องบันทึกเป็นรายการพิเศษ ส่วนสินค้าที่ยังขายไม่ออก ณ วันสิ้นรอบบัญชี มาตรา 65 ทวิ (6) ให้ตีราคาตามราคาทุนหรือราคาตลาดแล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า ซึ่งสอดคล้องกับหลักมูลค่าสุทธิที่จะได้รับทางบัญชี บริษัทที่เก็บหลักฐานราคาตลาดไว้ตอนลดราคาจึงใช้ชุดเดียวกันรองรับการตีราคาสต็อกปลายปีได้ด้วย

หากกิจการของคุณกำลังวางแผนล้างสต็อกครั้งใหญ่ หรือมีสินค้าตกรุ่นค้างอยู่มากและไม่แน่ใจว่าจะกำหนดราคา เตรียมเอกสาร และบันทึกบัญชีอย่างไรให้อธิบายกับสรรพากรได้ ปรึกษาทีม CKH Accounting เพื่อช่วยวางขั้นตอนอนุมัติและเอกสารประกอบให้ครบก่อนเริ่มลดราคา

บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ขายสินค้าในราคาต่ำกว่าราคาขายปกติหรือต่ำกว่าทุน (อัปเดต พ.ศ. 2569) อ้างอิงประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) และ (6) มาตรา 79 วรรคสาม (1) และมาตรา 79/3 (1) หนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากรที่ กค 0811(กม)/134 กค 0706/6999 กค 0706/12468 และ กค 0702/10199 และคำพิพากษาฎีกาที่ 6693/2540 คำว่าเหตุอันสมควรขึ้นกับข้อเท็จจริงและดุลยพินิจของเจ้าพนักงานในแต่ละกรณี โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนนำไปใช้จริง

มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี

ปรึกษาฟรี