ลดทุนบริษัท ล้างขาดทุนสะสมหรือคืนเงินผู้ถือหุ้น บอกกล่าวเจ้าหนี้ 30 วัน จด DBD 2 ขั้น
บริษัท SME จำนวนไม่น้อยจดทะเบียนทุนไว้สูงตั้งแต่วันแรก เช่น 5 ล้านบาท เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ แต่พอทำธุรกิจไปหลายปีกลับมีขาดทุนสะสมค้างอยู่ในงบ จ่ายเงินปันผลไม่ได้แม้ปีหลัง ๆ จะมีกำไร หรือบางบริษัทมีเงินทุนเกินความจำเป็นและผู้ถือหุ้นอยากได้เงินบางส่วนกลับไป ทั้งสองกรณีนี้กฎหมายเปิดทางให้ "ลดทุน" ได้ แต่ขั้นตอนยุ่งกว่าการเพิ่มทุนมาก เพราะการลดทุนคือการดึงเงินออกจากกองที่เป็นหลักประกันของเจ้าหนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงบังคับให้ใช้มติพิเศษของผู้ถือหุ้น ห้ามลดจนต่ำกว่าหนึ่งในสี่ของทุนทั้งหมด ต้องประกาศหนังสือพิมพ์และส่งหนังสือบอกกล่าวเจ้าหนี้ให้เวลาคัดค้าน 30 วัน และต้องจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ถึง 2 ขั้น นอกจากนั้นเงินลดทุนที่จ่ายคืนผู้ถือหุ้นยังอาจกลายเป็นเงินได้ที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วย ถ้าบริษัทยังมีกำไรสะสมหรือเงินสำรองอยู่ บทความนี้สรุปว่าลดทุนได้แบบไหน ทำกี่ขั้น ใช้เวลานานเท่าไหร่ บันทึกบัญชีอย่างไร และภาษีที่ต้องระวังคืออะไร
ลดทุนได้ 2 วิธี และมีเพดานที่ห้ามลดต่ำกว่า
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1224 ให้บริษัทจำกัดลดทุนได้ 2 วิธี คือ ลดมูลค่าหุ้นแต่ละหุ้นให้ต่ำลง หรือ ลดจำนวนหุ้นให้น้อยลง โดยต้องใช้มติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้น และคู่มือของ DBD ระบุว่าถ้าเลือกลดมูลค่าหุ้น มูลค่าที่เหลือต้องไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 5 บาท ซึ่งเป็นมูลค่าหุ้นขั้นต่ำตามมาตรา 1117 ส่วนมาตรา 1225 วางเพดานไว้ว่าทุนของบริษัทจะลดลงไปให้ต่ำกว่าหนึ่งในสี่ของทุนทั้งหมดไม่ได้ เช่น ทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท ลดได้อย่างมากให้เหลือ 1 ล้านบาท การลดทุนทุกครั้งต้องแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 5 (ทุน) ให้ตรงกับทุนใหม่ด้วย
ในทางปฏิบัติ SME ลดทุนด้วยเหตุผลหลัก 2 แบบ ซึ่งผลทางบัญชีและภาษีต่างกันมาก
- ลดทุนเพื่อล้างขาดทุนสะสม ไม่มีเงินสดออกจากบริษัท เป็นเพียงการโอนทุนเรือนหุ้นไปหักกลบกับขาดทุนสะสมในส่วนของผู้ถือหุ้น เหตุผลสำคัญคือมาตรา 1201 ห้ามจ่ายเงินปันผลตราบใดที่บริษัทยังมีขาดทุนอยู่ บริษัทที่มีขาดทุนสะสมเก่าจึงจ่ายปันผลจากกำไรปีใหม่ไม่ได้จนกว่าจะล้างขาดทุนหมด การลดทุนจึงเป็นทางออกที่ทำให้กลับมาจ่ายปันผลได้เร็วขึ้น และงบดูสะอาดขึ้นเวลายื่นกู้
- ลดทุนเพื่อคืนเงินผู้ถือหุ้น มีเงินสดจ่ายออกจริง ใช้เมื่อบริษัทมีทุนเกินความจำเป็น ธุรกิจเล็กลง หรือผู้ถือหุ้นต้องการถอนเงินลงทุนบางส่วนโดยไม่ต้องขายหุ้น กรณีนี้เจ้าหนี้กระทบโดยตรง จึงเป็นเหตุที่กฎหมายกำหนดขั้นตอนบอกกล่าวเจ้าหนี้ และเป็นกรณีที่ต้องดูภาษีตามมาตรา 40(4)(ง) แห่งประมวลรัษฎากรให้ดี
เงินสด: ไม่มีเงินออกจากบริษัท ผู้ถือหุ้นไม่ได้รับอะไรกลับไป แต่มูลค่าหุ้นหรือจำนวนหุ้นที่ถือลดลง
บัญชี: เดบิต ทุนเรือนหุ้นที่ออกและชำระแล้ว / เครดิต ขาดทุนสะสม ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมเท่าเดิม เพียงเปลี่ยนองค์ประกอบ ถ้าลดทุนมากกว่าขาดทุนสะสม ส่วนที่เกินจะกลายเป็นกำไรสะสมหรือส่วนเกินทุนจากการลดทุน ซึ่งต้องปรึกษาผู้สอบบัญชีเรื่องการจัดประเภท
ภาษี: ไม่มีการจ่ายเงินให้ผู้ถือหุ้น จึงไม่เกิดเงินได้ตามมาตรา 40(4)(ง) และไม่มีภาษีหัก ณ ที่จ่าย
ขั้นตอน DBD: ยังต้องทำครบทั้งมติพิเศษ ประกาศหนังสือพิมพ์ บอกกล่าวเจ้าหนี้ 30 วัน และจดทะเบียน 2 ขั้น เพราะกฎหมายไม่ได้แยกเหตุผลของการลดทุน
เงินสด: บริษัทจ่ายเงินคืนผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนหุ้นที่ถือ หลังจดทะเบียนลดทุนขั้นที่ 2 เสร็จแล้ว
บัญชี: เดบิต ทุนเรือนหุ้นที่ออกและชำระแล้ว / เครดิต เงินสดหรือเงินฝากธนาคาร (หรือตั้งเป็นเจ้าหนี้ผู้ถือหุ้นไว้ก่อนถ้ายังไม่จ่าย) สินทรัพย์และส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงพร้อมกัน
ภาษี: ถ้าบริษัทมีกำไรสะสมและเงินสำรองอยู่ เงินลดทุนส่วนที่ไม่เกินกำไรและเงินที่กันไว้รวมกันถือเป็นเงินได้ของผู้ถือหุ้นตามมาตรา 40(4)(ง) บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50(2) ส่วนที่เกินจากนั้นเป็นการคืนทุนที่ไม่ใช่เงินได้
ความรับผิดต่อเจ้าหนี้: มาตรา 1227 กำหนดว่าถ้าเจ้าหนี้รายใดไม่ได้คัดค้านเพราะไม่ทราบเรื่องโดยไม่ใช่ความผิดของตน ผู้ถือหุ้นยังคงต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้รายนั้นเพียงจำนวนที่ได้รับทุนคืนไป ภายในเวลา 2 ปีนับแต่วันจดทะเบียนลดทุน
ขั้นตอนลดทุนกับ DBD ต้องจดทะเบียน 2 ครั้ง และเว้นช่วงให้เจ้าหนี้คัดค้าน
จุดที่ต่างจากการเพิ่มทุนคือ การลดทุนต้องจดทะเบียนกับนายทะเบียน 2 ขั้น ขั้นแรกคือจดทะเบียนมติพิเศษให้ลดทุน ซึ่งมาตรา 1228 บังคับให้จดภายใน 14 วันนับแต่วันลงมติ ขั้นที่สองคือจดทะเบียนลดทุนและแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 5 ซึ่งทำได้ต่อเมื่อพ้นกำหนด 30 วันนับแต่วันประกาศหนังสือพิมพ์หรือวันบอกกล่าวเจ้าหนี้แล้วแต่วันใดเป็นวันหลังสุด และไม่มีเจ้าหนี้คัดค้าน ถ้ามีเจ้าหนี้คัดค้าน มาตรา 1226 ห้ามลดทุนจนกว่าจะชำระหนี้หรือให้ประกันแก่เจ้าหนี้รายนั้นแล้ว คู่มือของ DBD ระบุค่าธรรมเนียมจดทะเบียนขั้นละ 500 บาท หนังสือรับรองรายการละ 40 บาท และหนังสือบริคณห์สนธิฉบับแก้ไขต้องปิดอากรแสตมป์ 50 บาท ยื่นได้ที่ DBD สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าเขต สำนักงานพาณิชย์จังหวัดที่สำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ หรือผ่านระบบ DBD Biz Regist
- คณะกรรมการมีมติเรียกประชุมผู้ถือหุ้น — กำหนดวาระเรื่องลดทุนและแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 5 ให้ครบ ระบุว่าจะลดด้วยวิธีลดมูลค่าหุ้นหรือลดจำนวนหุ้น ลดเท่าไหร่ และเพื่ออะไร พร้อมตรวจงบล่าสุดว่าทุนที่เหลือไม่ต่ำกว่าหนึ่งในสี่ของทุนทั้งหมด
- ส่งคำบอกกล่าวนัดประชุมล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 14 วัน — ส่งทางไปรษณีย์ตอบรับหรือส่งมอบให้ผู้ถือหุ้นทุกคนที่มีชื่อในทะเบียน ถ้าบริษัทมีหุ้นชนิดออกให้แก่ผู้ถือหรือข้อบังคับกำหนด ต้องโฆษณาหนังสือพิมพ์ท้องที่หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วย นับระยะเวลาจากวันถัดจากวันส่งหรือวันลงโฆษณาที่ทำหลังสุด
- ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติพิเศษ — ต้องได้คะแนนเสียงข้างมากไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง ทั้งมติให้ลดทุนและมติแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 5 บันทึกรายงานการประชุมให้ชัด
- จดทะเบียนมติพิเศษให้ลดทุน (ขั้นที่ 1) ภายใน 14 วันนับแต่วันลงมติ — ใช้แบบ บอจ.1 แบบคำรับรอง แบบ บอจ.4 สำเนาบัตรกรรมการผู้ลงชื่อ และหนังสือมอบอำนาจถ้ามี ค่าธรรมเนียม 500 บาท
- ประกาศหนังสือพิมพ์และส่งหนังสือบอกกล่าวเจ้าหนี้ — โฆษณาการลดทุนในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่อย่างน้อย 1 ครั้ง และมีหนังสือถึงเจ้าหนี้ทุกรายที่บริษัทรู้ว่าเป็นเจ้าหนี้ รวมธนาคาร ซัพพลายเออร์ และผู้ให้เช่า ให้คัดค้านได้ภายใน 30 วันนับแต่วันบอกกล่าว เก็บหน้าหนังสือพิมพ์และหลักฐานการส่งไว้เป็นเอกสารประกอบ
- รอให้พ้น 30 วันและจัดการเจ้าหนี้ที่คัดค้าน — ถ้าไม่มีใครคัดค้านไปต่อได้ ถ้ามีเจ้าหนี้คัดค้านต้องชำระหนี้หรือวางประกันจนเจ้าหนี้พอใจก่อน มิฉะนั้นจดทะเบียนลดทุนไม่ได้
- จดทะเบียนลดทุนและแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 5 (ขั้นที่ 2) — ใช้แบบ บอจ.1 แบบคำรับรอง แบบ บอจ.4 และหนังสือบริคณห์สนธิฉบับแก้ไขที่ปิดอากรแสตมป์ 50 บาท ค่าธรรมเนียม 500 บาท จากนั้นบันทึกบัญชี จ่ายเงินคืนผู้ถือหุ้น (ถ้ามี) พร้อมหักภาษี ณ ที่จ่ายส่วนที่เป็นเงินได้ และปรับปรุงสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นและ บอจ.5
รวมเวลาแล้วขั้นต่ำคือ 14 วันบอกกล่าวนัดประชุม บวก 30 วันให้เจ้าหนี้คัดค้าน บวกเวลาเตรียมเอกสารและรอผลจดทะเบียนอีก 2 รอบ ในทางปฏิบัติจึงควรวางแผนไว้ราว 2 ถึง 3 เดือน ถ้าตั้งใจจะลดทุนเพื่อให้จ่ายปันผลได้ทันหลังประชุมสามัญประจำปี ต้องเริ่มตั้งแต่ปลายปีก่อนหน้า ไม่ใช่รอถึงเดือนเมษายน และถ้าจดทะเบียนมติพิเศษช้ากว่า 14 วัน มีโทษปรับตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 เหมือนการจดทะเบียนล่าช้ากรณีอื่น
ภาษีของเงินลดทุนที่คืนผู้ถือหุ้น ไม่ใช่การคืนทุนเฉย ๆ ถ้าบริษัทยังมีกำไรสะสม
เจ้าของหลายคนเข้าใจว่าเงินลดทุนคือเงินของตัวเองที่เอากลับคืน จึงไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งถูกเพียงครึ่งเดียว ประมวลรัษฎากร มาตรา 40(4)(ง) กำหนดให้ เงินลดทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เฉพาะส่วนที่จ่ายไม่เกินกว่ากำไรและเงินที่กันไว้รวมกัน เป็นเงินได้พึงประเมิน แนวคิดคือถ้าบริษัทมีกำไรสะสมและเงินสำรองอยู่ แล้วเลือกจ่ายเงินให้ผู้ถือหุ้นในรูปการลดทุนแทนการจ่ายปันผล กฎหมายจะถือว่าเงินที่จ่ายส่วนแรกเป็นการเอากำไรออกมาให้ผู้ถือหุ้น เฉพาะส่วนที่เกินกว่ากำไรและเงินสำรองรวมกันเท่านั้นที่เป็นการคืนทุนจริงและไม่ใช่เงินได้ ตัวอย่างเช่น ลดทุนคืนเงิน 3 ล้านบาท ขณะที่บริษัทมีกำไรสะสมและเงินสำรองรวม 1 ล้านบาท ผู้ถือหุ้นจะมีเงินได้ตามมาตรา 40(4)(ง) รวม 1 ล้านบาท ส่วนอีก 2 ล้านบาทเป็นการคืนทุน แต่ถ้าบริษัทมีขาดทุนสะสมและไม่มีเงินสำรองเลย เงินลดทุนทั้งจำนวนก็ไม่ใช่เงินได้
ประเด็นที่ต้องระวังมีดังนี้
- อัตราหัก ณ ที่จ่ายไม่ใช่ 10% แบบเงินปันผล มาตรา 50(2) ให้ผู้จ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(4) แก่บุคคลธรรมดาหักภาษี ณ ที่จ่ายโดยคำนวณตามอัตราภาษีเงินได้ (อัตราก้าวหน้า) อัตรา 10% ตามมาตรา 50(2)(จ) ใช้กับเงินปันผลตามมาตรา 40(4)(ข) เท่านั้น ส่วนผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้อยู่ในประเทศไทยหักในอัตรา 15% ตามมาตรา 50(2)(ก)
- เลือกเสียภาษี 10% แล้วจบไม่ได้ และไม่มีเครดิตภาษีเงินปันผล สิทธิเลือกไม่นำไปรวมคำนวณตามมาตรา 48(3) และเครดิตภาษีเงินปันผลตามมาตรา 47 ทวิ เป็นกลไกของเงินปันผลตามมาตรา 40(4)(ข) โดยเฉพาะ เงินลดทุนส่วนที่เป็นเงินได้ตาม 40(4)(ง) จึงต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปลายปีตามอัตราก้าวหน้า ซึ่งอาจแพงกว่าการรับเป็นเงินปันผลสำหรับผู้ถือหุ้นฐานภาษีสูง
- ฐานกำไรสะสมดูจากงบก่อนลดทุน ศาลฎีกาเคยวินิจฉัย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4125/2564) กรณีบริษัทลดทุนสำรองตามกฎหมายและจ่ายปันผลออกไปก่อน แล้วอ้างว่า ณ วันจ่ายเงินลดทุนเหลือกำไรสะสมน้อยแล้ว ศาลไม่รับข้ออ้างนี้ และให้ใช้ยอดกำไรสะสมและเงินสำรองตามงบดุลก่อนการลดทุนเป็นฐานหักภาษี ณ ที่จ่าย การวางแผนโยกเงินสำรองหรือจ่ายปันผลตัดหน้าก่อนลดทุนจึงมีความเสี่ยงสูง
- ผู้ถือหุ้นที่เป็นนิติบุคคล เงินลดทุนส่วนที่เป็นเงินได้ตามมาตรา 40(4)(ง) เป็นรายได้ที่ต้องนำมาคำนวณกำไรสุทธิ และไม่ใช่เงินปันผลตามความหมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การจะใช้สิทธิยกเว้นแบบเงินปันผลตามมาตรา 65 ทวิ (10) จึงต้องตรวจสอบเป็นรายกรณีกับผู้เชี่ยวชาญก่อน ไม่ควรตั้งสมมติฐานว่าได้ยกเว้น
บริษัท ก ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 4,000,000 บาท มีกำไรสะสม 600,000 บาท และเงินสำรองตามกฎหมาย 200,000 บาท ที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติพิเศษลดทุน 2,000,000 บาท คืนเงินให้ผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดา เงินที่จ่ายส่วนใดถือเป็นเงินได้ที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย
สรุปคือ การลดทุนเป็นเครื่องมือที่ถูกกฎหมายทั้งสำหรับล้างขาดทุนสะสมเพื่อให้กลับมาจ่ายปันผลได้ และสำหรับคืนเงินทุนที่เกินความจำเป็นให้ผู้ถือหุ้น แต่ต้องใช้มติพิเศษไม่ต่ำกว่าสามในสี่ ห้ามลดจนต่ำกว่าหนึ่งในสี่ของทุนทั้งหมด จดทะเบียนมติพิเศษภายใน 14 วัน ประกาศหนังสือพิมพ์และบอกกล่าวเจ้าหนี้ให้ครบ 30 วัน แล้วจึงจดทะเบียนลดทุนขั้นที่สองได้ และถ้ามีการจ่ายเงินคืน ให้ตรวจยอดกำไรสะสมกับเงินสำรองก่อนเสมอ เพราะส่วนที่ไม่เกินยอดนั้นเป็นเงินได้ที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้า ไม่ใช่ 10% แบบเงินปันผล หลายกรณีการเปรียบเทียบระหว่างลดทุนคืนเงินกับจ่ายปันผลตามปกติจึงเป็นเรื่องที่ควรคำนวณก่อนตัดสินใจ
ถ้าบริษัทของคุณมีขาดทุนสะสมที่ทำให้จ่ายปันผลไม่ได้ หรือกำลังคิดจะลดทุนคืนเงินผู้ถือหุ้น และไม่แน่ใจว่าควรลดเท่าไหร่ ลดด้วยวิธีไหน จะกระทบภาษีของผู้ถือหุ้นอย่างไร หรือจะจัดลำดับเวลาให้ทันประชุมสามัญประจำปีได้ยังไง ปรึกษา CKH Accounting ได้เลย เราช่วยวิเคราะห์งบ คำนวณส่วนที่เป็นเงินได้ตามมาตรา 40(4)(ง) เตรียมรายงานการประชุม หนังสือบอกกล่าวเจ้าหนี้ และเอกสารจดทะเบียนทั้ง 2 ขั้นให้ครบในรอบเดียว
บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปเพื่อความเข้าใจภาพรวมของการลดทุนบริษัทจำกัด (อัปเดต พ.ศ. 2569) อ้างอิงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1117 มาตรา 1201 มาตรา 1224 ถึง 1228 คู่มือการจดทะเบียนลดทุนบริษัท ขั้นตอนที่ 1 และขั้นตอนที่ 2 ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประมวลรัษฎากร มาตรา 40(4)(ข) มาตรา 40(4)(ง) มาตรา 47 ทวิ มาตรา 48(3) มาตรา 50(2) และมาตรา 65 ทวิ (10) และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4125/2564 ตัวเลขในตัวอย่างเป็นการสมมติเพื่ออธิบาย ค่าธรรมเนียม แบบฟอร์ม และแนวปฏิบัติของหน่วยงานอาจเปลี่ยนแปลงได้ การลดทุนกระทบทั้งเจ้าหนี้ ผู้ถือหุ้น และภาระภาษี โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายธุรกิจก่อนนำไปใช้จริง
มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี
ปรึกษาฟรี