กลับไปหน้าบทความทั้งหมด
ธุรกิจเฉพาะ · 3 ก.พ. 2569

ร้านขายรถยนต์–มือสอง บัญชีที่ต้องรู้

ข้อแรกที่ต้องเคลียร์ก่อน — ประเทศไทยไม่มี Margin Scheme (ระบบเก็บ VAT เฉพาะส่วนต่างสำหรับสินค้ามือสอง) แบบที่ใช้กันในยุโรป ฐานภาษีของไทยตามประมวลรัษฎากร ม.79 คือ มูลค่าทั้งหมดที่ได้รับจากการขาย และฐานภาษีแบบพิเศษมีเฉพาะการส่งออก การนำเข้า ยาสูบ และน้ำมัน (ม.79/1–79/6) เท่านั้น ใครวางแผนภาษีโดยคิดว่าเสีย VAT แค่ส่วนต่าง จะถูกประเมินย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม

VAT ของเต็นท์รถมือสองทำงานอย่างไร

  • ขายรถ — ผู้ประกอบการจดทะเบียนเสีย VAT 7% บน ราคาขายเต็ม ทุกคัน ไม่ว่าจะซื้อรถมาจากใคร
  • ซื้อรถจากบุคคลธรรมดา — ไม่มีใบกำกับภาษี จึงไม่มีภาษีซื้อให้เครดิต ราคาที่จ่ายไปถือเป็นต้นทุนสินค้าทั้งก้อน นี่คือเหตุผลที่กำไรขั้นต้นของรถกลุ่มนี้ถูกบีบ ต้องตั้งราคาเผื่อ VAT ตั้งแต่ตอนรับซื้อ
  • ซื้อรถจากผู้ขายที่จด VAT — เครดิตภาษีซื้อได้เต็ม แม้เป็นรถยนต์นั่งหรือรถโดยสารไม่เกิน 10 ที่นั่ง เพราะข้อห้ามภาษีซื้อรถยนต์นั่งตามประกาศอธิบดีฯ VAT (ฉบับที่ 42) ยกเว้นให้ผู้ประกอบกิจการขายหรือให้เช่ารถยนต์เหล่านั้นโดยตรง — ค่าซ่อม ค่าอะไหล่ ค่าเคลมสีก่อนขายก็เครดิตได้เช่นกัน
  • รถฝากขาย/โอนลอย — ถ้าเต็นท์เป็นแค่ตัวกลาง ไม่ได้ซื้อมาเป็นสินค้าของตัวเอง รายได้คือ ค่านายหน้า เสีย VAT 7% บนค่านายหน้า ไม่ใช่บนราคารถ แต่ต้องมีสัญญาฝากขายและเอกสารรองรับชัดเจน ไม่งั้นสรรพากรถือเป็นการซื้อมาขายไป
  • รถที่ซื้อมาเพื่อขายเป็น สินค้าคงเหลือ ไม่ใช่สินทรัพย์ถาวร — ไม่คิดค่าเสื่อมราคา และต้องลงรายงานสินค้าและวัตถุดิบตาม ม.87
ลองคำนวณ

ใส่ราคาขายรถ (ก่อน VAT) เพื่อดู VAT ขาย 7% ที่ต้องเรียกเก็บและนำส่ง — คิดจากราคาขายเต็ม ไม่ใช่ส่วนต่าง

฿
VAT ขาย (7% ของราคาขาย)—

ตัวอย่างคำนวณและจุดเสี่ยง

สมมติซื้อรถจากเจ้าของส่วนตัวมา 300,000 บาท แล้วขายต่อ 400,000 บาท (ราคาก่อน VAT) — ภาษีขายคือ 7% ของ 400,000 = 28,000 บาท ไม่ใช่ 7% ของส่วนต่าง 100,000 และเพราะซื้อมาจากบุคคลธรรมดาจึงไม่มีภาษีซื้อมาหักกลบ ต้องนำส่งเต็ม 28,000 บาท เว้นแต่มีภาษีซื้อจากค่าซ่อม/อะไหล่ในเดือนนั้นมาหักได้ ถ้าตั้งราคาขายโดยลืมคิดจุดนี้ กำไรขั้นต้น 100,000 จะเหลือจริงเพียง 72,000 บาท ทางแก้คือ กำหนดราคารับซื้อโดยถอย VAT ออกก่อน และแยกให้ชัดว่าคันไหนเป็นรถของเต็นท์เอง คันไหนเป็นรถฝากขายที่ได้แค่ค่านายหน้า เพราะสองกรณีนี้ฐานภาษีต่างกันคนละเรื่อง

ทำทีละขั้น
  1. แยกให้ชัดตั้งแต่ต้นว่ารถคันนั้น ซื้อมาเป็นสินค้าของเต็นท์ หรือ รับฝากขาย — ตัวแรกเสีย VAT บนราคาขายเต็ม ตัวหลังเสียบนค่านายหน้า
  2. ตอนซื้อ เก็บเอกสารราคาซื้อให้ครบ: สัญญาซื้อ + สำเนาบัตร ปชช. ผู้ขาย + เล่มทะเบียนรถ
  3. ซื้อรถจากบุคคลธรรมดาไม่ต้องหัก ณ ที่จ่าย (เป็นการซื้อสินค้า) — เก็บสัญญาซื้อเป็นหลักฐาน
  4. ทำ Stock Card ต่อคันและลงรายงานสินค้าตาม ม.87 — บันทึกราคาซื้อ + ค่าซ่อม/อะไหล่ (ภาษีซื้อส่วนนี้เครดิตได้) + ราคาขาย
  5. ตอนขาย ออกใบกำกับภาษีและเสีย VAT 7% บนราคาขายเต็ม แล้วยื่น ภพ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

ก่อนวางโครงสร้างราคารับซื้อ–ขาย ควรให้ผู้สอบบัญชีตรวจว่ารูปแบบการทำรายการเป็นซื้อมาขายไปหรือรับฝากขาย เพราะภาระ VAT ต่างกันมาก

มีคำถามเพิ่มเติม? ปรึกษาทีม CKH Accounting ได้ฟรี

ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไป (อัปเดต พ.ศ. 2569) อัตรา/เกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศกรมสรรพากรหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง — โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีก่อนนำไปปฏิบัติจริง

มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี

ปรึกษาฟรี