กลับไปหน้าบทความทั้งหมด
บัญชีบริหาร · 5 ก.ย. 2569

รับออร์เดอร์พิเศษราคาต่ำกว่าปกติ คุ้มไหม วิเคราะห์ต้นทุนส่วนเพิ่ม (Incremental Analysis)

เวลามีลูกค้ารายใหม่หรือดีลก้อนใหญ่เข้ามาเสนอซื้อสินค้าจำนวนมากในราคาต่อหน่วยที่ต่ำกว่าที่ขายปกติ เจ้าของ SME หลายคนปฏิเสธทันทีเพราะเห็นว่าราคาต่ำกว่าต้นทุนเต็มที่คำนวณไว้ แต่ในทางบัญชีบริหาร การตัดสินใจรับหรือไม่รับออร์เดอร์พิเศษแบบครั้งเดียวไม่ควรใช้ต้นทุนเต็มต่อหน่วยมาตัดสิน เพราะต้นทุนคงที่บางส่วนเกิดขึ้นอยู่แล้วไม่ว่าจะรับงานนี้หรือไม่ สิ่งที่ต้องดูจริง ๆ คือต้นทุนส่วนเพิ่ม (Incremental Cost) ที่งอกขึ้นเฉพาะจากการรับออร์เดอร์นี้ บทความนี้อธิบายวิธีคิดต้นทุนส่วนเพิ่ม พร้อมเครื่องมือคำนวณกำไรส่วนเพิ่มเป็นบาท และรายการที่ต้องเช็กก่อนตอบตกลง

ต้นทุนส่วนเพิ่มคืออะไร ทำไมออร์เดอร์พิเศษถึงคิดต่างจากงานปกติ

ต้นทุนต่อหน่วยที่เห็นในงบมักรวมทั้งต้นทุนผันแปร (เช่น วัตถุดิบ ค่าแรงตรง) และต้นทุนคงที่ที่ถูกปันส่วนลงไป (เช่น ค่าเช่าโรงงาน เงินเดือนผู้จัดการ) แต่สำหรับออร์เดอร์พิเศษที่รับเพิ่มจากงานปกติโดยยังมีกำลังการผลิตเหลือ หลักการวิเคราะห์จะต่างออกไป

  • ต้นทุนคงที่ที่เกิดอยู่แล้วไม่เกี่ยว ค่าเช่าโรงงานหรือเงินเดือนที่จ่ายอยู่แล้วจะเท่าเดิมไม่ว่าจะรับออร์เดอร์นี้หรือไม่ จึงไม่ควรนำมาหักออกจากออร์เดอร์พิเศษซ้ำ
  • ดูเฉพาะต้นทุนที่งอกเพิ่มจริง คือต้นทุนผันแปรต่อหน่วยของออร์เดอร์นี้ บวกกับต้นทุนพิเศษที่เกิดเฉพาะงานนี้ เช่น ค่าแม่พิมพ์ ค่าขนส่งพิเศษ หรือค่า OT ที่ต้องจ่ายเพิ่ม
  • ตัดสินที่กำไรส่วนเพิ่ม ถ้าราคาที่ลูกค้าเสนอคูณจำนวนหน่วย มากกว่าต้นทุนผันแปรรวมบวกต้นทุนพิเศษ ออร์เดอร์นี้ก็ยังเพิ่มกำไรให้กิจการ แม้ราคาต่อหน่วยจะต่ำกว่าราคาปกติ
  • เงื่อนไขสำคัญคือกำลังการผลิตเหลือ หลักนี้ใช้ได้เมื่อยังมีกำลังผลิตว่าง ถ้าต้องเบียดงานปกติที่กำไรสูงกว่าออกไป ต้องนำกำไรที่เสียไป (ต้นทุนค่าเสียโอกาส) มาคิดรวมด้วย

ลองใส่ตัวเลขของออร์เดอร์ที่กำลังพิจารณา เพื่อดูว่ากำไรส่วนเพิ่มสุทธิหลังหักต้นทุนผันแปรและต้นทุนพิเศษเป็นบวกหรือลบ

ตัวช่วยคำนวณ

คำนวณกำไรส่วนเพิ่มจากออร์เดอร์พิเศษ

  • รายได้ส่วนเพิ่มรวมจากออร์เดอร์นี้ (บาท)—
  • ต้นทุนผันแปรส่วนเพิ่มรวม (บาท)—
  • ต้นทุนพิเศษเฉพาะงานนี้ (บาท)—
  • กำไรส่วนเพิ่มสุทธิจากออร์เดอร์นี้ (บาท)—

ถ้ากำไรส่วนเพิ่มสุทธิเป็นบวก แปลว่าออร์เดอร์นี้ช่วยเพิ่มกำไรแม้ราคาต่อหน่วยจะต่ำกว่าปกติ ตัวเลขนี้เป็นการประมาณเชิงบริหารบนสมมติฐานว่ายังมีกำลังการผลิตเหลือ ถ้าต้องเบียดงานปกติต้องนำกำไรที่เสียไปมาหักเพิ่มด้วย

เช็กก่อนตัดสินใจรับออร์เดอร์พิเศษ

กำไรส่วนเพิ่มเป็นบวกยังไม่ได้แปลว่าควรรับเสมอไป เพราะยังมีเงื่อนไขเชิงกลยุทธ์และสภาพคล่องที่ต้องชั่งใจ ลองไล่เช็กประเด็นเหล่านี้ก่อนตอบลูกค้า

เช็กก่อนตัดสินใจ
ไล่เช็กก่อนตอบรับออร์เดอร์พิเศษ0/5
  • มีกำลังการผลิตเหลือพอรับงานนี้โดยไม่ต้องลงทุนเครื่องจักรเพิ่ม หรือหากต้อง OT ได้รวมต้นทุนนั้นไว้แล้ว
  • รายได้รวมของออร์เดอร์ (ราคาต่อหน่วย × จำนวนหน่วย) สูงกว่าต้นทุนผันแปรรวมบวกต้นทุนพิเศษทั้งก้อนของออร์เดอร์นี้ — ถ้าเทียบเป็นต่อหน่วย ต้องเทียบราคาต่อหน่วยกับต้นทุนผันแปรต่อหน่วยบวกต้นทุนพิเศษหารด้วยจำนวนหน่วย
  • เป็นออร์เดอร์ครั้งเดียวหรือลูกค้าคนละกลุ่ม/ช่องทาง ไม่กระทบราคาที่ขายให้ลูกค้าประจำ
  • ไม่ไปเบียดกำลังผลิตของงานปกติที่ให้กำไรสูงกว่า หากเบียดได้นำกำไรที่เสียไปมาหักด้วยแล้ว
  • เงื่อนไขการชำระเงินและเครดิตเทอมรับได้ ไม่สร้างปัญหาสภาพคล่องหรือความเสี่ยงเก็บเงินไม่ได้

สรุปคือการรับออร์เดอร์พิเศษราคาต่ำกว่าปกติไม่ได้ผิดเสมอไป ตราบใดที่ยังมีกำลังการผลิตเหลือ และราคาครอบคลุมต้นทุนส่วนเพิ่มจนกำไรส่วนเพิ่มสุทธิเป็นบวก การรับงานก็ช่วยดันกำไรรวมได้ แต่ต้องระวังไม่ให้ราคาพิเศษรั่วไปกระทบลูกค้าประจำ และไม่รับจนเบียดงานที่กำไรดีกว่าออกไป การแยกต้นทุนผันแปรกับต้นทุนคงที่ให้ชัดในระบบบัญชีจะช่วยให้ตัดสินใจเรื่องแบบนี้ได้เร็วและแม่นขึ้น

ถ้าอยากวางระบบต้นทุนให้แยกต้นทุนผันแปร–คงที่ชัดเจน และมีข้อมูลไว้ตัดสินใจรับงานหรือตั้งราคาได้อย่างมั่นใจ ปรึกษา CKH Accounting ได้เลย เราช่วยจัดวางระบบบัญชีต้นทุน วิเคราะห์กำไรต่อออร์เดอร์ และวางแผนการเงินให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ

บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปเพื่อความเข้าใจภาพรวมของการวิเคราะห์ต้นทุนส่วนเพิ่มและการตัดสินใจรับออร์เดอร์พิเศษ (อัปเดต พ.ศ. 2569) ตัวเลขจากเครื่องมือเป็นการประมาณเชิงบริหารบนสมมติฐานว่ายังมีกำลังการผลิตเหลือ ความเหมาะสมของแต่ละกิจการขึ้นกับข้อเท็จจริงเฉพาะราย โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือที่ปรึกษาการเงินก่อนนำไปใช้จริง

มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี

ปรึกษาฟรี