ผู้ทำบัญชีของบริษัทต้องมีคุณสมบัติอะไร เจ้าของทำเองได้ไหม กฎใหม่ DBD ปี 2569 ต้องรู้
เจ้าของ SME หลายคนเข้าใจว่าเรื่องบัญชีจบที่ "มีคนทำบัญชีให้" จะเป็นพนักงานในบริษัท สำนักงานบัญชี หรือญาติที่พอทำเป็นก็ได้ แต่พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 กำหนดชัดว่า ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนและบริษัทจำกัดทุกแห่งต้องจัดให้มี "ผู้ทำบัญชี" ที่มีคุณสมบัติตามที่อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนด และเจ้าของกิจการมีหน้าที่ควบคุมดูแลให้ผู้ทำบัญชีทำบัญชีให้ตรงต่อความเป็นจริง ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้าฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ ผู้ที่จะเป็นผู้ทำบัญชีรายใหม่ต้องผ่านการทดสอบทางระบบ e-Accountant ก่อน และผู้ทำบัญชีทุกคนต้องเก็บชั่วโมง CPD ให้ครบภายในสิ้นปี บทความนี้สรุปว่าผู้ทำบัญชีต้องมีคุณสมบัติอะไร ต้องแจ้งกรมยังไง เจ้าของทำเองได้ไหม ต้องเช็กอะไรบ้างกับผู้ทำบัญชีที่ใช้อยู่ และถ้าไม่มีผู้ทำบัญชีที่ถูกต้องจะโดนอะไร
กฎหมายบังคับให้นิติบุคคลทุกแห่งต้องมีผู้ทำบัญชี
มาตรา 19 ของพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 กำหนดให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องจัดให้มีผู้ทำบัญชีซึ่งเป็นผู้มีคุณสมบัติตามที่อธิบดีกำหนด และมีหน้าที่ควบคุมดูแลผู้ทำบัญชีให้จัดทำบัญชีให้ตรงต่อความเป็นจริงและถูกต้องตามกฎหมาย ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีตามกฎหมายนี้มี 5 ประเภท คือ ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร และนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย ส่วนบุคคลธรรมดาหรือร้านค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล กฎหมายเปิดช่องให้เป็นผู้ทำบัญชีสำหรับกิจการของตนเองได้
คำว่า "ผู้ทำบัญชี" ในความหมายของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า คือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากธุรกิจให้รับผิดชอบในการจัดทำบัญชีและงบการเงิน และเป็นผู้ที่มีชื่อในแบบนำส่งงบการเงินของธุรกิจนั้น จะเป็นพนักงานประจำของบริษัทหรือสำนักงานบัญชีภายนอกก็ได้ แต่ต้องเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติครบและได้แจ้งเป็นผู้ทำบัญชีต่อกรมผ่านระบบงานผู้ทำบัญชี (e-Accountant) แล้ว ดังนั้นคำถามที่ว่าเจ้าของหรือกรรมการทำบัญชีเองได้ไหม คำตอบคือทำได้ก็ต่อเมื่อตัวเจ้าของเองมีคุณสมบัติครบทุกข้อและแจ้งเป็นผู้ทำบัญชีกับกรมด้วยตนเอง ถ้าไม่ครบ การบันทึกรายการเองในโปรแกรมบัญชีทำได้ในฐานะงานภายใน แต่บริษัทยังต้องมีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติเป็นผู้รับผิดชอบและลงชื่อในแบบนำส่งงบการเงินอยู่ดี
คุณสมบัติผู้ทำบัญชีตามประกาศฉบับใหม่ มีผล 1 มกราคม 2569
ประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรื่อง กำหนดคุณสมบัติและเงื่อนไขของการเป็นผู้ทำบัญชี พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 และยกเลิกประกาศฉบับ พ.ศ. 2557 กับฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2559 คุณสมบัติหลักที่ผู้ทำบัญชีต้องมีตามที่กรมสรุปไว้ มีดังนี้
- มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร และมีความรู้ภาษาไทยเพียงพอ ที่จะทำหน้าที่ผู้ทำบัญชีได้ เพราะบัญชีต้องลงรายการเป็นภาษาไทยหรือมีภาษาไทยกำกับตามมาตรา 21
- เป็นสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชี และต้องต่ออายุสมาชิกของปีถัดไปให้เสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี ประกาศฉบับใหม่ปรับถ้อยคำข้อนี้ให้ชัดขึ้น เพราะถ้าขาดต่ออายุจะขาดคุณสมบัติทันทีและเข้าใช้ระบบ e-Accountant ไม่ได้
- คุณวุฒิการศึกษาแบ่งตามขนาดธุรกิจ 2 ระดับ ผู้ที่จบไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการบัญชีหรือเทียบเท่า เป็นผู้ทำบัญชีให้ธุรกิจได้ทุกประเภทและทุกขนาด ส่วนผู้ที่จบอนุปริญญาหรือ ปวส. ทางการบัญชีหรือเทียบเท่า เป็นผู้ทำบัญชีได้เฉพาะห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนและบริษัทจำกัดที่ ณ วันปิดรอบปีบัญชีที่ผ่านมา มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท ครบทั้งสามรายการ กรณีรอบปีบัญชีแรกให้ดูจากทุนจดทะเบียน
- ไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ในความผิดตามมาตรา 39 (3) แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 เว้นแต่พ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี
- ผ่านการทดสอบทางระบบ e-Accountant (ข้อใหม่) ผู้ที่ประสงค์จะเป็นผู้ทำบัญชีและแจ้งเป็นผู้ทำบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ต้องเป็นสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชีก่อน แล้วสอบผ่านระบบ e-Accountant ข้อสอบเป็นปรนัย 60 ข้อ เวลา 90 นาที ต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ผลสอบมีอายุ 1 ปี ถ้าสอบไม่ผ่าน 2 ครั้งติดต้องเว้น 30 วันจึงสอบใหม่ได้ เนื้อหาครอบคลุมพระราชบัญญัติการบัญชี พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชีและจรรยาบรรณ หลักการบัญชีและมาตรฐานการรายงานทางการเงิน และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัท
ผู้ทำบัญชีเดิมที่เคยแจ้งเป็นผู้ทำบัญชีกับกรมแล้วและยังคงสถานะอยู่ ไม่ต้องเข้ารับการทดสอบ ให้ถือเป็นผู้ทำบัญชีตามประกาศฉบับใหม่ต่อไปได้ แต่ถ้าลืมต่ออายุสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชีจนขาดสถานะ หรือเคยแจ้งยกเลิกเป็นผู้ทำบัญชีแล้วขอกลับมาตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ต้องสมัครสมาชิกใหม่และสอบให้ผ่านก่อนจึงจะแจ้งเป็นผู้ทำบัญชีได้อีกครั้ง จุดนี้เจ้าของกิจการควรรู้ เพราะถ้าผู้ทำบัญชีที่ใช้อยู่หลุดสถานะกลางปี บริษัทจะกลายเป็นกิจการที่ไม่มีผู้ทำบัญชีที่ถูกต้องโดยไม่รู้ตัว
- รู้ชื่อ-นามสกุลของ "ผู้ทำบัญชี" ที่รับผิดชอบบริษัทเรา ไม่ใช่แค่ชื่อสำนักงานบัญชี และเป็นชื่อเดียวกับที่ปรากฏในแบบนำส่งงบการเงินปีล่าสุด
- ผู้ทำบัญชีเป็นสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชี และต่ออายุของปีปัจจุบันเรียบร้อยแล้ว
- คุณวุฒิของผู้ทำบัญชีตรงกับขนาดกิจการ ถ้าจบ ปวส. หรืออนุปริญญา บริษัทต้องมีทุนไม่เกิน 5 ล้าน สินทรัพย์รวมและรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท ครบทุกรายการ
- ผู้ทำบัญชีได้แจ้งรับทำบัญชีของบริษัทเราในระบบ e-Accountant ภายใน 30 วันนับแต่วันที่รับงาน
- ถ้าเพิ่งเปลี่ยนผู้ทำบัญชีหรือใช้ผู้ทำบัญชีรายใหม่ตั้งแต่ปี 2569 ผู้ทำบัญชีผ่านการทดสอบทางระบบ e-Accountant แล้ว
- ผู้ทำบัญชีเก็บชั่วโมง CPD ปีนี้ครบ 12 ชั่วโมง มีบัญชีอย่างน้อย 6 ชั่วโมง จรรยาบรรณอย่างน้อย 1 ชั่วโมง และแจ้งในระบบภายใน 31 ธันวาคม
- ผู้ทำบัญชีจะยืนยันการทำบัญชีให้บริษัทในระบบ e-Accountant หลังสิ้นรอบปีบัญชี ก่อนที่บริษัทจะนำส่งงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
- ถ้าสำนักงานบัญชีมีลูกค้าจำนวนมาก ได้ยืนยันแล้วว่าผู้ทำบัญชีที่ลงชื่อให้เรา รับทำบัญชีไม่เกิน 100 งบการเงินต่อปีปฏิทิน
เงื่อนไขที่ผู้ทำบัญชีต้องทำทุกปี และเจ้าของควรตามดู
คุณสมบัติเป็นเรื่องของการเป็นผู้ทำบัญชีได้หรือไม่ ส่วนเงื่อนไขคือหน้าที่ที่ต้องทำต่อเนื่องหลังจากเป็นผู้ทำบัญชีแล้ว กรมพัฒนาธุรกิจการค้าชี้แจงว่าการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขไม่ทำให้ขาดคุณสมบัติ แต่มีโทษปรับเป็นพินัยตามกฎหมาย และผู้ทำบัญชียังต้องแก้ไขให้ครบภายหลัง เงื่อนไขสำคัญมีดังนี้
- แจ้งรับทำบัญชีและยกเลิกทำบัญชีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่รับทำบัญชีหรือวันที่ยกเลิก ผ่านระบบ e-Accountant กรณีข้อมูลของผู้ทำบัญชีเปลี่ยนแปลงก็ต้องปรับปรุงในระบบให้เป็นปัจจุบัน
- รับทำบัญชีได้ไม่เกิน 100 งบการเงินต่อปีปฏิทิน ประกาศฉบับใหม่เปลี่ยนหน่วยนับจากจำนวนราย เป็นจำนวนงบการเงิน ผู้ทำบัญชีที่รับงานเต็มโควตาจึงต้องมีผู้ทำบัญชีคนอื่นในสำนักงานมาลงชื่อรับผิดชอบลูกค้ารายถัดไป
- พัฒนาความรู้ต่อเนื่อง (CPD) ไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมงต่อปีปฏิทิน โดยมีเนื้อหาด้านบัญชีไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง และเพิ่มข้อกำหนดใหม่คือเนื้อหาด้านจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง ต้องแจ้งชั่วโมงหลังทำกิจกรรมเสร็จและไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคมของปีนั้น แจ้งได้ทั้งระบบ e-Accountant และระบบ CPD ออนไลน์ของสภาวิชาชีพบัญชี ผู้ที่กรมรับแจ้งเป็นผู้ทำบัญชีระหว่าง 1 ตุลาคมถึง 31 ธันวาคม ไม่ต้องเก็บ CPD ในปีแรกนั้น
- ชั่วโมง CPD ไม่ครบ นอกจากโทษปรับแล้ว ต้องเก็บชดเชยส่วนที่ขาดในปีถัดไป โดยรวมส่วนชดเชยแล้วไม่เกิน 12 ชั่วโมง และต้องเป็นเนื้อหาด้านบัญชีทั้งหมด
- ยืนยันการทำบัญชีให้ธุรกิจ ผู้ทำบัญชีต้องเข้าระบบ e-Accountant ยืนยันว่าเป็นผู้ทำบัญชีของธุรกิจนั้น โดยทำได้หลังวันสิ้นรอบปีบัญชี และต้องยืนยันก่อนที่ธุรกิจจะนำส่งงบการเงินต่อกรม ขั้นตอนนี้กระทบเจ้าของโดยตรง เพราะถ้าผู้ทำบัญชีไม่ยืนยันหรือขาดสถานะ การนำส่งงบของบริษัทจะติดขัดในช่วงที่ใกล้เส้นตายพอดี
บริษัท ก จำกัด ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ปีที่ผ่านมามีสินทรัพย์รวม 12 ล้านบาท รายได้รวม 20 ล้านบาท ต้นปี 2569 รับพนักงานบัญชีวุฒิ ปวส. การบัญชี ที่ยังไม่เคยเป็นผู้ทำบัญชีมาก่อน มาเป็นผู้ทำบัญชีของบริษัทและลงชื่อในแบบนำส่งงบการเงิน ทำได้หรือไม่
ไม่มีผู้ทำบัญชี หรือผู้ทำบัญชีขาดคุณสมบัติ โดนอะไรบ้าง
พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 29 กำหนดว่าผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คือไม่จัดให้มีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติตามที่อธิบดีกำหนด ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และมาตรา 40 กำหนดว่าถ้าความผิดของนิติบุคคลเกิดจากการสั่งการหรือการละเว้นของกรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้รับผิดชอบในการดำเนินงาน บุคคลนั้นต้องรับโทษด้วย ตัวเลขค่าปรับไม่สูง แต่ผลกระทบที่หนักกว่าอยู่ในทางปฏิบัติ เพราะแบบนำส่งงบการเงินต้องมีชื่อผู้ทำบัญชี และผู้ทำบัญชีต้องยืนยันการทำบัญชีในระบบ e-Accountant ก่อนบริษัทนำส่งงบ ถ้าผู้ทำบัญชีขาดสถานะ บริษัทอาจนำส่งงบไม่ทันกำหนด ซึ่งมีโทษปรับตามมาตรา 30 สูงถึงไม่เกิน 50,000 บาท และงบที่ผู้ทำบัญชีไม่มีคุณสมบัติจัดทำจะเป็นจุดที่ถูกตั้งคำถามทั้งจากผู้สอบบัญชีและกรมสรรพากร
ฝั่งผู้ทำบัญชีเองก็มีความรับผิด มาตรา 34 กำหนดโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท สำหรับผู้ทำบัญชีที่ไม่จัดทำบัญชีให้แสดงผลการดำเนินงานและฐานะการเงินตามความเป็นจริงและตามมาตรฐานการบัญชี และมาตรา 27 กำหนดโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศของอธิบดีเรื่องคุณสมบัติและเงื่อนไขของผู้ทำบัญชี ซึ่งกรมชี้แจงว่าปัจจุบันเป็นโทษปรับเป็นพินัย นอกจากนี้การทำบัญชีไม่ตรงความจริงยังเชื่อมโยงกับความผิดที่มีโทษจำคุกตามมาตรา 39 และมาตรฐานจรรยาบรรณของสภาวิชาชีพบัญชี ผู้ทำบัญชีที่ดีจึงมีเหตุผลที่จะปฏิเสธคำขอให้ลงรายการที่ไม่มีเอกสารรองรับ และเจ้าของกิจการควรมองว่านั่นคือการปกป้องบริษัท ไม่ใช่ความไม่ยืดหยุ่น
สรุปคือ บริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนทุกแห่งต้องมีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติครบและแจ้งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว จะเป็นพนักงานหรือสำนักงานบัญชีก็ได้ แต่ต้องรู้ว่าเป็นใคร เจ้าของทำเองได้เฉพาะเมื่อตนเองมีคุณสมบัติครบและแจ้งเป็นผู้ทำบัญชีด้วยตนเอง ตั้งแต่ปี 2569 ผู้ทำบัญชีรายใหม่ต้องสอบผ่านระบบ e-Accountant ผู้ทำบัญชีทุกคนต้องต่ออายุสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชีและแจ้ง CPD ให้ครบภายใน 31 ธันวาคม และต้องยืนยันการทำบัญชีในระบบก่อนบริษัทนำส่งงบ สิ่งที่เจ้าของทำได้ง่ายที่สุดคือถามผู้ทำบัญชีของตนปีละครั้งว่าสถานะยังครบทุกข้อในเช็กลิสต์ข้างต้นหรือไม่
ถ้าไม่แน่ใจว่าผู้ทำบัญชีที่ใช้อยู่มีคุณสมบัติตรงกับขนาดกิจการหรือไม่ ต้องการเปลี่ยนผู้ทำบัญชีให้ถูกต้องตามประกาศฉบับใหม่ หรืออยากให้ตรวจสอบว่าบริษัทพร้อมนำส่งงบการเงินปีนี้โดยไม่ติดขัดเรื่องผู้ทำบัญชี ปรึกษา CKH Accounting ได้เลย ผู้ทำบัญชีของเราเป็นสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชี แจ้งรับทำบัญชีในระบบ e-Accountant และยืนยันการทำบัญชีให้ครบทุกขั้นตอนก่อนนำส่งงบ
บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปเพื่อความเข้าใจภาพรวมของคุณสมบัติและหน้าที่ของผู้ทำบัญชี (อัปเดต พ.ศ. 2569) อ้างอิงพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 19 มาตรา 20 มาตรา 21 มาตรา 27 มาตรา 29 มาตรา 30 มาตรา 34 และมาตรา 40 ประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรื่อง กำหนดคุณสมบัติและเงื่อนไขของการเป็นผู้ทำบัญชี พ.ศ. 2568 (มีผลบังคับใช้ 1 มกราคม 2569) เอกสารคำถาม-คำตอบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเกี่ยวกับประกาศฉบับดังกล่าว (ข้อมูล ณ 24 พฤศจิกายน 2568) และเอกสารเผยแพร่ของกองกำกับบัญชีธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หลักเกณฑ์การทดสอบ จำนวนชั่วโมง CPD และอัตราค่าปรับอาจเปลี่ยนแปลงได้ ตัวอย่างบริษัทในบทความเป็นการสมมติเพื่ออธิบาย โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือผู้ทำบัญชีที่ขึ้นทะเบียนก่อนนำไปใช้จริง
มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี
ปรึกษาฟรี