บ้านพักพนักงานอยู่ฟรี เป็นเงินได้ 20% ของเงินเดือน ป.23/2533 ค่าน้ำค่าไฟโดน VAT
โรงงานต่างจังหวัด รีสอร์ต ฟาร์ม หรือร้านอาหารที่ต้องเปิดเช้ามืด มักจัดบ้านพักหรือหอพักให้พนักงานอยู่ฟรี บางบริษัทเช่าบ้านให้ผู้จัดการหรือผู้บริหารที่ย้ายมาจากต่างถิ่น เจ้าของกิจการหลายรายมองว่าเป็นสวัสดิการที่ไม่มีเงินผ่านมือพนักงาน จึงไม่ได้คิดเป็นเงินได้และไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ประมวลรัษฎากรมาตรา 39 ให้ "ทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน" เป็นเงินได้พึงประเมินด้วย และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.23/2533 กำหนดวิธีตีมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่าไว้ชัดเจน บทความนี้สรุปว่าต้องคิดเงินได้ให้พนักงานเท่าไร กรณีบริษัทเช่าบ้านให้ต่างจากกรณีบริษัทมีบ้านเองอย่างไร ฝั่งบริษัทหักรายจ่ายได้ไหม และจุดที่มักพลาดคือค่าน้ำค่าไฟที่ให้พนักงานใช้ฟรีซึ่งสรรพากรถือเป็นการขายที่ต้องเสีย VAT
ฝั่งพนักงาน บ้านของบริษัทคิด 20% ของเงินเดือน บ้านที่บริษัทเช่าให้คิดตามค่าเช่าจริง
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.23/2533 ลงวันที่ 26 เมษายน 2533 เป็นแนวปฏิบัติที่เจ้าพนักงานใช้กำหนดมูลค่าของประโยชน์จากการได้อยู่บ้านของนายจ้าง โดยแยกตามที่มาของบ้านดังนี้
- บ้านหรือหอพักที่เป็นของบริษัทเอง ให้คำนวณประโยชน์เพิ่มเป็นเงินได้ในอัตราร้อยละ 20 ของเงินเดือนหรือค่าจ้างรวมทั้งเงินเพิ่มตลอดปี (ถ้ามี) โดยไม่รวมเงินโบนัสที่จ่ายเป็นรายปี ถ้าพนักงานหลายคนอยู่บ้านหลังเดียวกันหรือห้องเดียวกัน ให้คิดร้อยละ 20 ของเงินเดือนแต่ละคนแยกกัน ไม่ใช่คิดจากค่าเช่าบ้านแล้วหารจำนวนคน กรมสรรพากรยืนยันแนวนี้ซ้ำในหนังสือตอบข้อหารือที่ กค 0702/6872 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2551 กรณีโรงงานเหล็กสร้างอาคารที่พัก 4 ชั้นในบริเวณโรงงานให้พนักงานพักห้องละไม่เกิน 3 คนโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
- ถ้าโต้แย้งว่า 20% สูงเกินค่าเช่าจริง คำสั่งเปิดช่องให้เจ้าพนักงานประเมินค่าเช่าอันสมควรของบ้านหลังนั้นแล้วรายงานขอความเห็นชอบจากอธิบดี และใช้ค่าเช่าที่ประเมินนั้นเป็นเกณฑ์ในปีภาษีต่อไปด้วยตราบที่สภาพบ้านไม่เปลี่ยน กรณีหลายคนอยู่ร่วมกันให้เฉลี่ยค่าเช่าตามส่วนของเงินเดือนแต่ละคน หนังสือตอบข้อหารือที่ กค 0706/5820 ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2550 ยังยอมให้บริษัทที่สร้างบ้านเองใช้ค่าเช่าที่จ่ายจริงของบ้านขนาดและสภาพใกล้เคียงในหมู่บ้านเดียวกันเป็นฐานคำนวณได้ แต่ทั้งสองทางนี้ไม่ใช่สิทธิที่บริษัทเลือกเองได้ลอย ๆ ต้องมีหลักฐานและเจ้าพนักงานเห็นชอบ
- บ้านที่บริษัทเช่าจากคนอื่นแล้วให้พนักงานอยู่ ประโยชน์เพิ่มเท่ากับค่าเช่าที่บริษัทจ่ายจริง ถ้าหลายคนอยู่ร่วมกันให้เฉลี่ยตามส่วนของเงินเดือน ส่วนบ้านที่เช่าให้ผู้บริหารโดยบริษัทออกทั้งค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายอื่นทั้งหมด คำสั่งข้อ 2 ระบุว่าถือเป็นประโยชน์ที่ผู้บริหารได้รับทั้งจำนวน แม้จะใช้บ้านประชุมหรือเลี้ยงรับรองลูกค้าเป็นครั้งคราวก็ไม่ได้ลดส่วนที่ต้องคิดเป็นเงินได้
- ค่าน้ำ ค่าไฟ ที่บริษัทจ่ายให้ เป็นประโยชน์เพิ่มอีกก้อนแยกจากตัวบ้าน หนังสือตอบข้อหารือที่ กค 0706/8484 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2550 ให้นำค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้าที่บริษัทจ่ายจริงมารวมเป็นเงินได้ของพนักงานด้วย
- จ่ายเป็นเงินค่าเช่าบ้านให้พนักงานไปเช่าเอง กรณีนี้เป็นเงินที่พนักงานได้รับตรง จึงเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) เต็มจำนวนเหมือนเงินเดือน ไม่ต้องใช้วิธีตีมูลค่าใด ๆ
ประโยชน์เพิ่มทั้งหมดนี้เป็นเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40 (1) บริษัทจึงต้องนำไปรวมกับเงินเดือนเพื่อคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายแต่ละเดือนใน ภ.ง.ด.1 และแสดงรวมในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) กับ ภ.ง.ด.1ก สิ้นปี พนักงานที่เงินเดือนไม่สูงอาจยังไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษีแม้บวกประโยชน์เพิ่มแล้ว แต่ตัวเลขต้องปรากฏในระบบ ส่วนเงินสมทบประกันสังคมโดยทั่วไปคำนวณจากค่าจ้างที่จ่ายเป็นเงิน จึงไม่กระทบจากการตีมูลค่าบ้านพัก
ใส่เงินเดือนหรือค่าจ้างรวมเงินเพิ่มตลอดปีของพนักงาน 1 คน (ไม่รวมโบนัสรายปี) เช่น เงินเดือน 18,000 บาท 12 เดือน ให้ใส่ 216000 เพื่อดูมูลค่าประโยชน์เพิ่มจากการได้อยู่บ้านของบริษัทโดยไม่เสียค่าเช่าตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.23/2533 ซึ่งต้องนำไปรวมเป็นเงินได้ 40 (1) ของปีนั้น (ยังไม่รวมค่าน้ำค่าไฟที่บริษัทจ่ายให้)
ฝั่งบริษัท หักรายจ่ายได้เมื่อเป็นสวัสดิการทั่วไป และค่าน้ำค่าไฟที่ให้ฟรีต้องเสีย VAT
ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบ้านพักพนักงานเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการได้ แต่ต้องไม่เข้าลักษณะรายจ่ายส่วนตัวหรือการให้โดยเสน่หาตามมาตรา 65 ตรี (3) และต้องเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะตามมาตรา 65 ตรี (13) แนวตอบข้อหารือทั้งสองฉบับข้างต้นวางเงื่อนไขเดียวกันคือ บริษัทต้องจัดที่พักให้พนักงานเป็นการทั่วไปและแจ้งให้พนักงานทุกคนทราบ ไม่ใช่นโยบายที่รู้กันเฉพาะบางราย
- ค่าเสื่อมราคาอาคารที่พัก ค่าเช่าบ้าน ค่าซ่อม ค่าน้ำค่าไฟ เมื่อมีระเบียบสวัสดิการเป็นลายลักษณ์อักษรและใช้กับพนักงานตามเงื่อนไขเดียวกัน บริษัทหักเป็นรายจ่ายได้ตามปกติ ถ้าเป็นบ้านเช่าให้ผู้บริหารเฉพาะราย ควรระบุในสัญญาจ้างหรือหนังสือแต่งตั้งว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าตอบแทน และคิดประโยชน์เพิ่มให้ครบ จะทำให้รายจ่ายนั้นมีสถานะเป็นค่าตอบแทนพนักงาน ไม่ใช่รายจ่ายส่วนตัวของกรรมการ
- ภาษีซื้อค่าก่อสร้างและค่าสาธารณูปโภคของหอพัก หนังสือตอบข้อหารือที่ กค 0702/6872 ให้นำภาษีซื้อจากการก่อสร้างอาคารที่พักพนักงานและภาษีซื้อค่าน้ำค่าไฟมาหักจากภาษีขายได้ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ โดยต้องมีใบกำกับภาษีที่ถูกต้องและออกในนามบริษัท
- ค่าน้ำค่าไฟที่ให้พนักงานใช้ฟรีถือเป็นการขาย จุดนี้บริษัทมักพลาด หนังสือตอบข้อหารือทั้ง กค 0706/8484 และ กค 0702/6872 ชี้ว่าการที่บริษัทจ่ายค่าน้ำค่าไฟแล้วให้พนักงานใช้โดยไม่คิดค่าตอบแทน เข้าลักษณะเป็นการขายสินค้า บริษัทที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องนำมูลค่าค่าน้ำค่าไฟส่วนนั้นมารวมเป็นฐานภาษีใน ภ.พ.30 ด้วย ส่วนตัวบ้านพักที่ให้อยู่อาศัยไม่มีประเด็น VAT เพราะการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ต)
- ถ้าเก็บค่าเช่าจากพนักงานบางส่วน ค่าเช่าที่เก็บเป็นรายได้ของบริษัท (ไม่ต้องเสีย VAT เพราะเป็นค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ แต่ค่าน้ำค่าไฟที่เรียกเก็บต่อยังเป็นรายรับที่ต้องเสีย VAT) และประโยชน์เพิ่มของพนักงานลดลงตามส่วนที่จ่ายเอง จึงควรแยกบิลค่าเช่ากับค่าสาธารณูปโภคให้ชัดตั้งแต่ต้น
บริษัทรีสอร์ตแห่งหนึ่งมีหอพักของตัวเองหลังครัว ให้พนักงานครัวและแม่บ้าน 12 คนพักฟรีตามระเบียบสวัสดิการที่ประกาศให้ทุกคนทราบ และยังเช่าบ้านในตัวเมืองเดือนละ 15,000 บาทให้ผู้จัดการทั่วไปที่ย้ายมาจากกรุงเทพฯ โดยบริษัทจ่ายค่าน้ำค่าไฟของบ้านหลังนั้นให้ด้วย ฝ่ายบัญชีควรจัดการเงินได้ของพนักงานอย่างไร
เช็กลิสต์ก่อนปิดเดือนสำหรับบริษัทที่มีบ้านพักพนักงาน
- ทำระเบียบสวัสดิการที่พักเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุว่าใครมีสิทธิ เงื่อนไขอะไร ใครรับผิดชอบค่าน้ำค่าไฟ และประกาศให้พนักงานทราบทั่วกัน เพื่อให้รายจ่ายฝั่งบริษัทผ่านมาตรา 65 ตรี (3) และ (13)
- ทำทะเบียนผู้พัก ชื่อพนักงาน ห้องหรือบ้านที่พัก วันเข้าออก เงินเดือนและเงินเพิ่มของแต่ละคน เพื่อคำนวณร้อยละ 20 หรือค่าเช่าจริงได้ถูกคนถูกช่วงเวลา
- ส่งตัวเลขประโยชน์เพิ่มให้ฝ่ายเงินเดือนทุกเดือน รวมเข้ากับเงินเดือนก่อนคำนวณหัก ณ ที่จ่าย อย่ารอไปปรับทีเดียวตอนออก ภ.ง.ด.1ก เพราะจะกลายเป็นหักขาดระหว่างปี
- แยกมิเตอร์หรือแยกบิลค่าน้ำค่าไฟของหอพัก เพื่อรู้ยอดที่ต้องนำไปรวมเป็นฐานภาษีมูลค่าเพิ่มใน ภ.พ.30 และยอดที่ต้องรวมเป็นเงินได้พนักงาน
- บ้านที่เช่าให้ผู้บริหาร ทำสัญญาเช่าในนามบริษัท หัก ณ ที่จ่ายค่าเช่า 5% จากผู้ให้เช่าตามปกติ และนำค่าเช่าเต็มจำนวนไปเป็นประโยชน์เพิ่มของผู้บริหารคนนั้น
บ้านพักพนักงานเป็นสวัสดิการที่ช่วยรักษาคนและลดปัญหาการเดินทางได้จริง แต่ถ้าไม่ตีมูลค่าเป็นเงินได้และไม่จัดการ VAT ของค่าสาธารณูปโภคให้ถูกต้อง ประเด็นนี้มักถูกยกขึ้นมาเมื่อสรรพากรตรวจ ภ.ง.ด.1 และ ภ.พ.30 ย้อนหลัง หากกิจการของคุณมีหอพักหรือเช่าบ้านให้พนักงาน ปรึกษาทีม CKH Accounting เพื่อวางระเบียบสวัสดิการ ตารางคำนวณประโยชน์เพิ่ม และการยื่นแบบให้ครบทั้งฝั่งพนักงานและฝั่งบริษัท
บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จัดที่พักให้พนักงาน (อัปเดต พ.ศ. 2569) อ้างอิงประมวลรัษฎากรมาตรา 39 มาตรา 40 (1) มาตรา 54 มาตรา 65 ตรี (3) และ (13) มาตรา 81 (1) (ต) คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.23/2533 ลงวันที่ 26 เมษายน 2533 และหนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากรที่ กค 0706/5820 ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2550 กค 0706/8484 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2550 และ กค 0702/6872 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2551 การตีมูลค่าประโยชน์เพิ่มและการหักรายจ่ายขึ้นกับข้อเท็จจริงและเอกสารของแต่ละกิจการ โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนนำไปใช้จริง
มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี
ปรึกษาฟรี