กลับไปหน้าบทความทั้งหมด
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย · 29 ต.ค. 2569

บริษัทออกภาษีให้พนักงาน ภาษีที่ออกให้เป็นเงินได้ 40(1) ออกให้ครั้งเดียวกับตลอดไป ป.96/2543

SME หลายแห่งตกลงกับพนักงานหรือกรรมการว่า "เงินเดือนเท่านี้ รับเต็ม ภาษีบริษัทออกให้" แล้วฝ่ายบัญชีก็จ่ายภาษีแทนไปเงียบ ๆ โดยบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด และหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนตัวเลขเดิม วิธีนี้ผิดตั้งแต่ต้นทาง เพราะกรมสรรพากรวางหลักไว้ตั้งแต่คำสั่งที่ ป.7/2528 ว่า ค่าภาษีที่นายจ้างออกแทนให้ ถือเป็นเงินได้ของพนักงานประเภทเดียวกับเงินเดือน คือมาตรา 40 (1) และต้องนำไปรวมคำนวณภาษีอีกชั้น ส่วนวิธีหักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อบริษัทออกภาษีให้ กำหนดไว้ในคำสั่งที่ ป.96/2543 ข้อ 1 (7) และ (8) ซึ่งแยกเป็นสองแบบคือ ออกให้ตลอดไป กับ ออกให้ครั้งเดียว ตัวเลขภาษีที่ได้ไม่เท่ากัน และใครรับภาระส่วนต่างก็ต่างกัน บทความนี้อธิบายหลักกฎหมาย วิธีคำนวณทั้งสองแบบพร้อมตัวอย่าง ผลทางภาษีฝั่งบริษัท และสิ่งที่ต้องแสดงใน ภ.ง.ด.1 และหนังสือรับรอง 50 ทวิ

ภาษีที่นายจ้างออกให้ คือเงินได้ของพนักงานอีกก้อน ไม่ใช่สวัสดิการที่ไม่ต้องเสียภาษี

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.7/2528 ลงวันที่ 6 มีนาคม 2528 วางหลักเรื่องนี้ไว้ครบ และยังใช้เป็นแนวปฏิบัติจนถึงปัจจุบัน สาระสำคัญที่ฝ่ายบัญชีต้องรู้มีดังนี้

  • เป็นเงินได้ประเภทเดียวกับเงินได้ที่ออกภาษีแทน ข้อ 4 และข้อ 5 ของคำสั่งระบุว่าเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้ เป็นเงินได้ของประเภทและของปีภาษีเดียวกับเงินได้ที่มีการออกเงินค่าภาษีอากรแทนให้ เมื่อนายจ้างออกภาษีแทนลูกจ้างสำหรับเงินเดือนหรือค่าจ้าง ค่าภาษีนั้นจึงเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) ของลูกจ้าง ไม่ใช่สวัสดิการที่ได้รับยกเว้น
  • นับเป็นเงินได้ของปีที่จ่ายเงินเดือน ไม่ใช่ปีที่จ่ายภาษี ตัวอย่างในคำสั่งคือ นายจ้างจ่ายเงินเดือนในปีภาษีหนึ่งแต่เพิ่งออกเงินค่าภาษีให้ในปีถัดไป ค่าภาษีนั้นถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) ของปีที่จ่ายเงินเดือน ซึ่งอาจทำให้ภาษีของปีนั้นถูกยื่นไว้ขาดและผู้มีเงินได้ต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 บริษัทที่จ่ายภาษีแทนพนักงานหลังปิดปีโดยไม่ได้รวมเข้าเงินได้ของปีเดิมจึงมีปัญหาซ้อนสองชั้น
  • ออกให้ทั้งจำนวนกับออกให้จำนวนแน่นอน ผลต่างกัน ข้อ 2 ของคำสั่งกำหนดว่าถ้านายจ้างออกภาษีให้ทั้งหมดโดยลูกจ้างไม่ต้องรับภาระเองเลย ให้นำค่าภาษีไปรวมเป็นเงินได้แล้วคำนวณซ้ำจนได้ตัวเลขที่ลงตัว ลูกจ้างไม่ต้องเสียภาษีสำหรับเงินได้นั้นอีก ส่วนข้อ 3 กรณีออกให้เป็นจำนวนแน่นอน เช่น เท่ากับภาษีที่คำนวณได้จากเงินเดือน ถ้ายังมีภาษีต้องเสียเพิ่ม ลูกจ้างต้องรับภาระส่วนนั้นเอง
  • ใช้กับเงินได้ทุกประเภท ไม่เฉพาะเงินเดือน หลักเดียวกันใช้กับกรณีบริษัทออกภาษีหัก ณ ที่จ่ายแทนผู้รับเงินประเภทอื่น เช่น ค่าจ้างทำของหรือค่าเช่า ค่าภาษีที่ออกให้เป็นเงินได้ของผู้รับประเภทเดียวกับเงินได้นั้น และต้องคำนวณหัก ณ ที่จ่ายจากยอดที่รวมภาษีออกให้แล้ว

ออกให้ครั้งเดียว กับ ออกให้ตลอดไป ป.96/2543 ให้คำนวณต่างกันยังไง

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.96/2543 เรื่องการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (1) สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (1) กำหนดวิธีไว้ในข้อ 1 (7) และ (8) สองกรณี

  • ออกให้ตลอดไป ข้อ 1 (7) ใช้เมื่อนายจ้างออกเงินค่าภาษีแทนให้ลูกจ้างโดยลูกจ้างไม่ต้องรับภาระในการเสียภาษีด้วยตนเองเลย วิธีคือนำเงินค่าภาษีที่นายจ้างออกแทนไปรวมกับเงินเดือนทั้งปี คำนวณภาษีตามมาตรา 48 (1) แล้วนำภาษีที่ได้ไปรวมเป็นเงินได้อีก คำนวณซ้ำไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะไม่มีเงินค่าภาษีที่นายจ้างต้องออกแทนให้อีก ผลลัพธ์คือภาษีก้อนสุดท้ายที่นายจ้างจ่ายทั้งหมด พนักงานไม่ต้องควักเพิ่ม
  • ออกให้ครั้งเดียว ข้อ 1 (8) ใช้เมื่อนายจ้างออกภาษีให้เป็นจำนวนที่แน่นอน เช่น เท่ากับจำนวนภาษีที่คำนวณได้จากเงินเดือนล้วน วิธีคือนำค่าภาษีก้อนนั้นไปรวมกับเงินเดือนทั้งปีแล้วคำนวณภาษีตามมาตรา 48 (1) เพียงรอบเดียว ภาษีที่ได้จะสูงกว่าก้อนที่นายจ้างออกให้ ส่วนต่างเป็นภาระของพนักงาน ซึ่งนายจ้างต้องหักจากเงินเดือนและนำส่งให้ครบ
  • ตัวอย่างในคำสั่ง ตัวอย่างที่ 5 และ 6 ของ ป.96/2543 ใช้พนักงานเงินเดือน 25,000 บาท ออกให้ตลอดไปต้องคำนวณวนหลายรอบจนภาษีลู่เข้าที่ 9,777.78 บาท ส่วนออกให้ครั้งเดียวคำนวณสองรอบได้ 9,680 บาท โดยพนักงานรับภาระส่วนต่าง 880 บาทเอง ตัวเลขในคำสั่งใช้ค่าใช้จ่ายเหมา ค่าลดหย่อน และอัตราภาษีของปี 2543 จึงนำมาใช้ตรง ๆ กับปีปัจจุบันไม่ได้ แต่วิธีคิดเหมือนเดิม
  • ตัวอย่างด้วยเกณฑ์ปัจจุบัน พนักงานเงินเดือน 40,000 บาท ไม่มีค่าลดหย่อนอื่น เงินได้ทั้งปี 480,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท และค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เหลือเงินได้สุทธิ 320,000 บาท ภาษีตามอัตราก้าวหน้าคือ 150,000 บาทแรกยกเว้น ช่วง 150,001 ถึง 300,000 บาท อัตรา 5% เท่ากับ 7,500 บาท และ 20,000 บาทที่เหลืออัตรา 10% เท่ากับ 2,000 บาท รวม 9,500 บาท ถ้าออกให้ครั้งเดียว บริษัทจ่าย 9,500 บาท นำไปรวมเป็นเงินได้ 489,500 บาท เงินได้สุทธิ 329,500 บาท ภาษีทั้งปีกลายเป็น 10,450 บาท พนักงานรับภาระส่วนต่าง 950 บาท ถ้าออกให้ตลอดไป ต้องวนคำนวณจนลงตัวที่ประมาณ 10,555.56 บาท ซึ่งเท่ากับ 9,500 หารด้วย 0.90 เพราะเงินที่เพิ่มขึ้นทุกบาทยังอยู่ในขั้น 10% บริษัทจ่ายทั้งก้อน พนักงานไม่ต้องควัก ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่นำส่งแต่ละเดือนคือประมาณ 870.83 บาท และ 879.63 บาทตามลำดับ
ประเมินภาษีเมื่อบริษัทออกให้ ครั้งเดียวกับตลอดไป

ใส่ภาษีทั้งปีที่คำนวณได้จากเงินเดือนล้วน (ก่อนรวมภาษีที่ออกให้) และอัตราภาษีขั้นสูงสุดที่พนักงานคนนั้นเสียอยู่ เพื่อดูว่าแต่ละแบบบริษัทจ่ายเท่าไหร่ และพนักงานต้องรับภาระส่วนต่างเท่าไหร่โดยประมาณ

  • ออกให้ครั้งเดียว บริษัทจ่ายภาษีแทน (จำนวนแน่นอน)—
  • ออกให้ครั้งเดียว ภาษีทั้งปีที่ต้องเสียจริงหลังรวมภาษีออกให้เป็นเงินได้—
  • ออกให้ครั้งเดียว ส่วนต่างที่พนักงานรับภาระเอง (ต้องหักจากเงินเดือนและนำส่ง)—
  • ออกให้ตลอดไป บริษัทจ่ายภาษีทั้งก้อนหลังคำนวณวนจนลงตัว—
  • ต้นทุนที่บริษัทจ่ายเพิ่มเมื่อเลือกออกให้ตลอดไป เทียบกับออกให้ครั้งเดียว—

ตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณโดยสมมติว่าเงินได้ที่เพิ่มขึ้นจากภาษีออกให้ยังอยู่ในขั้นอัตราเดิม ถ้าเงินได้สุทธิขยับข้ามขั้น ภาษีจริงจะสูงกว่านี้ และ ป.96/2543 กำหนดให้คำนวณซ้ำตามอัตราก้าวหน้าจริงจนลงตัว ควรใช้โปรแกรมเงินเดือนหรือให้ผู้ทำบัญชีคำนวณตามขั้นจริงก่อนนำส่ง

ฝั่งบริษัท หักรายจ่ายได้ไหม และต้องแสดงใน ภ.ง.ด.1 กับ 50 ทวิ อย่างไร

คำถามที่ตามมาคือค่าภาษีที่บริษัทออกให้พนักงานเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (6) หรือไม่ เพราะมาตรานี้ห้ามหักภาษีเงินได้ของบริษัทเอง หนังสือตอบข้อหารือที่ กค 0706/5685 ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2550 วินิจฉัยกรณีบริษัทตกลงจ่ายเงินได้และออกค่าภาษีทั้งจำนวนให้พนักงานชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทย ว่าเงินค่าภาษีที่บริษัทออกให้ถือเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ บริษัทมีสิทธินำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (6) เพราะเป็นภาษีของพนักงานที่บริษัทจ่ายให้ในฐานะค่าตอบแทนการทำงาน ไม่ใช่ภาษีเงินได้ของบริษัท สิ่งที่ต้องทำให้ครบมีดังนี้

  • บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายเงินเดือนหรือสวัสดิการ ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด ยอดเงินเดือนในบัญชีต้องเท่ากับเงินเดือนบวกภาษีที่ออกให้ และตรงกับยอดเงินได้ที่แสดงใน ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.1ก และ 50 ทวิ เจ้าพนักงานมักตรวจเทียบสามยอดนี้กับรายจ่ายเงินเดือนใน ภ.ง.ด.50
  • หัก ณ ที่จ่ายและนำส่ง ภ.ง.ด.1 จากยอดที่รวมภาษีออกให้แล้ว ตามมาตรา 50 (1) นายจ้างต้องคำนวณภาษีทั้งปีจากเงินได้ที่รวมภาษีออกให้ แล้วหารด้วยจำนวนงวดที่จ่าย นำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป กรณีออกให้ครั้งเดียว ส่วนต่างที่พนักงานรับภาระต้องหักจากเงินเดือนจริง ไม่ใช่ปล่อยให้พนักงานไปจ่ายเพิ่มตอนยื่น ภ.ง.ด.91 เอง
  • ระบุในหนังสือรับรอง 50 ทวิ ว่าผู้จ่ายออกภาษีให้แบบไหน แบบ 50 ทวิ มีช่องให้ระบุว่าผู้จ่ายเงินหัก ณ ที่จ่าย ออกให้ตลอดไป หรือออกให้ครั้งเดียว ยอดเงินได้ที่แสดงต้องเป็นยอดรวมภาษีออกให้ และพนักงานต้องนำยอดนี้ไปยื่น ภ.ง.ด.91 โดยใช้ภาษีที่บริษัทนำส่งเป็นเครดิต
  • หักไว้ขาด บริษัทร่วมรับผิด ถ้าบริษัทจ่ายภาษีแทนแต่ไม่ได้รวมเป็นเงินได้และไม่ได้คำนวณซ้ำ ภาษีที่หักไว้จะขาดไปอย่างน้อยเท่ากับภาษีของก้อนที่ออกให้ มาตรา 54 กำหนดให้ผู้จ่ายที่ไม่หักหรือหักไม่ครบร่วมรับผิดกับผู้มีเงินได้ พร้อมเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่นำส่งขาดตามมาตรา 27 และถ้าไปจ่ายภาษีส่วนนั้นแทนอีกในปีถัดไป ก็จะกลายเป็นเงินได้ของปีเดิมที่ต้องแก้แบบย้อนหลังอีกรอบ
ลองเลือกดู

บริษัทรับผู้จัดการฝ่ายขายคนใหม่ ตกลงกันว่ารับเงินเดือนสุทธิเดือนละ 60,000 บาท ภาษีบริษัทออกให้ทั้งหมด ฝ่ายบัญชีควรทำแบบไหน

ผิดตั้งแต่ต้น — ภาษีที่บริษัทจ่ายแทนเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) ของพนักงานตาม ป.7/2528 การไม่รวมเข้าเงินได้ทำให้หักภาษีไว้ขาด บริษัทร่วมรับผิดตามมาตรา 54 พร้อมเงินเพิ่ม และยอดเงินเดือนในบัญชีจะไม่ตรงกับ ภ.ง.ด.1 ทำให้ถูกตรวจสอบได้ง่าย
ถูกต้องตามคำสั่ง — นี่คือวิธีที่ ป.96/2543 กำหนดสำหรับกรณีลูกจ้างไม่ต้องรับภาระภาษีเองเลย ภาษีก้อนสุดท้ายที่ลงตัวเป็นรายจ่ายของบริษัทได้ตามแนวหนังสือที่ กค 0706/5685 ข้อควรระวังคือเมื่อมีโบนัสหรือเงินได้พิเศษระหว่างปี ต้องคำนวณใหม่ทั้งปีอีกครั้ง และระบุใน 50 ทวิ ว่าออกให้ตลอดไป
ทำได้และง่ายกว่าในระยะยาว — การตกลงเป็นเงินเดือนก่อนหักภาษีทำให้ฐานเงินได้ชัดเจน ไม่ต้องคำนวณวนซ้ำทุกครั้งที่เงินได้เปลี่ยน และพนักงานใช้สิทธิลดหย่อนของตัวเองได้เต็มที่ ต้องแก้สัญญาจ้างและแจ้งพนักงานให้เข้าใจว่ายอดสุทธิอาจต่างจาก 60,000 บาทเล็กน้อยเมื่อค่าลดหย่อนเปลี่ยน

ข้อควรระวังก่อนตกลงจ่ายเงินเดือนสุทธิ

  • ระบุให้ชัดในสัญญาจ้างหรือระเบียบว่าออกให้แบบไหน คำว่า "บริษัทออกภาษีให้" อย่างเดียวตีความได้ทั้งสองแบบ ควรเขียนว่าออกให้ทั้งจำนวนตลอดไป หรือออกให้เท่ากับภาษีที่คำนวณจากเงินเดือนเท่านั้น เพราะกำหนดทั้งวิธีคำนวณและว่าใครรับส่วนต่าง
  • ค่าลดหย่อนของพนักงานกระทบภาษีที่บริษัทจ่าย กรณีออกให้ตลอดไป ถ้าพนักงานแจ้งค่าลดหย่อนเพิ่ม เช่น คู่สมรส บุตร หรือประกันชีวิต ภาษีที่บริษัทต้องออกให้จะลดลง จึงควรให้พนักงานกรอกแบบแจ้งรายการลดหย่อน ล.ย.01 ตั้งแต่ต้นปี และปรับการคำนวณเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง
  • เงินได้พิเศษระหว่างปีต้องคำนวณใหม่ โบนัส ค่าคอมมิชชั่น หรือค่าล่วงเวลาที่จ่ายเพิ่ม ทำให้เงินได้ทั้งปีและภาษีที่ออกให้เปลี่ยน ต้องคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายของเดือนนั้นใหม่ตามหลักของ ป.96/2543 ไม่ใช่ใช้ยอดเดิมที่คำนวณไว้ต้นปี
  • ยิ่งเงินเดือนสูง ต้นทุนของการออกให้ตลอดไปยิ่งพุ่ง ที่อัตราขั้น 10% ภาษีออกให้ตลอดไปสูงกว่าภาษีเดิมราว 11% แต่ที่ขั้น 25% จะสูงกว่าราวหนึ่งในสาม และที่ขั้น 35% สูงกว่าราวครึ่งหนึ่ง ก่อนเสนอเงื่อนไขนี้ให้ผู้บริหารระดับสูง ควรคำนวณต้นทุนรวมทั้งปีก่อน
  • ออกภาษีให้กรรมการหรือผู้ถือหุ้นบางคนเป็นพิเศษ ถ้าไม่มีสัญญาจ้างหรือมติรองรับและไม่ใช่ค่าตอบแทนการทำงานตามปกติ มีความเสี่ยงถูกมองว่าเป็นรายจ่ายส่วนตัวหรือการให้โดยเสน่หาตามมาตรา 65 ตรี (3) ควรกำหนดไว้ในสัญญาจ้างหรือมติที่ประชุมให้ชัดเจนเช่นเดียวกับเงินเดือน
เช็กลิสต์เมื่อบริษัทออกภาษีให้พนักงาน
ตรวจให้ครบทั้งฝั่งสัญญา การคำนวณ และแบบที่ยื่น0/7
  • สัญญาจ้างหรือระเบียบระบุชัดว่าออกภาษีให้ตลอดไป หรือออกให้เป็นจำนวนแน่นอนครั้งเดียว
  • พนักงานกรอกแบบแจ้งรายการลดหย่อน ล.ย.01 ตั้งแต่ต้นปี และอัปเดตเมื่อค่าลดหย่อนเปลี่ยน
  • คำนวณภาษีทั้งปีจากเงินเดือนบวกภาษีออกให้ ตามข้อ 1 (7) หรือ (8) ของ ป.96/2543 และเก็บกระดาษทำการไว้ทุกครั้งที่คำนวณใหม่
  • ยอดเงินได้ใน ภ.ง.ด.1 แต่ละเดือนเป็นยอดที่รวมภาษีออกให้ และนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป
  • บันทึกค่าภาษีที่ออกให้เป็นค่าใช้จ่ายเงินเดือนหรือสวัสดิการ ให้ยอดรวมทั้งปีตรงกับ ภ.ง.ด.1ก และรายจ่ายเงินเดือนในงบ
  • หนังสือรับรอง 50 ทวิ ระบุช่องออกให้ตลอดไปหรือออกให้ครั้งเดียว และแสดงเงินได้รวมภาษีออกให้
  • เมื่อจ่ายโบนัสหรือเงินได้พิเศษ คำนวณภาษีออกให้ใหม่ทั้งปีและปรับยอดหักของเดือนนั้น ไม่ใช้ยอดเดิม

ถ้าธุรกิจของคุณตกลงจ่ายเงินเดือนสุทธิให้พนักงานหรือกรรมการ หรือเคยจ่ายภาษีแทนไปแล้วโดยไม่ได้รวมเป็นเงินได้ และไม่แน่ใจว่าต้องคำนวณใหม่หรือแก้แบบที่ยื่นไปอย่างไร CKH Accounting ช่วยคำนวณภาษีออกให้ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร วางวิธีบันทึกบัญชี และจัดทำ ภ.ง.ด.1 กับ 50 ทวิ ให้สอดคล้องกันทั้งปี ติดต่อปรึกษาเราได้ที่นี่

บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปสำหรับบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนจำกัดที่ออกภาษีเงินได้ให้พนักงานหรือกรรมการ (อัปเดต พ.ศ. 2569) อ้างอิงประมวลรัษฎากร มาตรา 27 มาตรา 40 (1) มาตรา 48 (1) มาตรา 50 (1) มาตรา 54 มาตรา 65 ตรี (3) และ (6) คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.7/2528 และ ป.96/2543 และหนังสือตอบข้อหารือที่ กค 0706/5685 ตัวอย่างตัวเลขใช้ค่าใช้จ่ายเหมาและค่าลดหย่อนส่วนตัวตามเกณฑ์ปัจจุบันโดยไม่มีค่าลดหย่อนอื่น ค่าลดหย่อนและเงินได้พิเศษของพนักงานแต่ละคนทำให้ผลต่างกันไป โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนนำไปใช้จริง

มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี

ปรึกษาฟรี