กลับไปหน้าบทความทั้งหมด
บัญชีบริหาร · 8 ก.ย. 2569

ต้นทุนจม (Sunk Cost) กับต้นทุนค่าเสียโอกาส เงินที่จ่ายไปแล้วอย่าเอามาคิดตัดสินใจ

เจ้าของ SME หลายคนเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ ลงเงินพัฒนาสินค้าใหม่ ปรับปรุงหน้าร้าน หรือเปิดสาขาไปแล้วหลายแสนบาท แต่ผลยังไม่เข้าเป้า พอถึงจุดที่ต้องตัดสินใจว่าจะเดินหน้าต่อหรือถอย คนส่วนใหญ่มักคิดว่า "ลงไปเยอะขนาดนี้แล้ว เลิกตอนนี้ก็เสียของ" ความรู้สึกเสียดายเงินที่จ่ายไปแล้วนี่เองที่ทำให้ตัดสินใจผิด หลักบัญชีบริหารเรียกเงินก้อนนั้นว่าต้นทุนจม (Sunk Cost) และบอกชัดว่าไม่ควรนำมาคิดในการตัดสินใจ บทความนี้อธิบายว่าต้นทุนจมคืออะไร ต่างจากต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) อย่างไร พร้อมเครื่องมือช่วยเทียบว่าควรทำต่อหรือเลิก โดยมองเฉพาะเงินในอนาคต

ต้นทุนจม (Sunk Cost) คือเงินที่จ่ายไปแล้วและเรียกคืนไม่ได้

ต้นทุนจมคือต้นทุนที่เกิดขึ้นและจ่ายออกไปแล้วในอดีต ไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไรต่อจากนี้ เงินก้อนนั้นก็ไม่กลับมา จึงไม่ควรมีผลต่อการเลือกทางข้างหน้า สิ่งที่ควรเทียบคือกระแสเงินที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของแต่ละทางเลือกเท่านั้น

  • ตัวอย่างต้นทุนจมที่พบบ่อย ค่าวิจัยพัฒนาสินค้าที่จ่ายไปแล้ว ค่าออกแบบหรือทำแม่พิมพ์ ค่าเช่าที่จ่ายล่วงหน้าและใช้ไปแล้ว ค่าอบรมพนักงานที่เกิดขึ้นแล้ว ต้นทุนเหล่านี้เป็นอดีต แก้ไขไม่ได้
  • กับดักความเสียดาย (Sunk Cost Fallacy) การทุ่มเงินเพิ่มเข้าไปเพียงเพราะเสียดายเงินก้อนเดิม ทั้งที่แนวโน้มข้างหน้าไม่คุ้ม คือการเอาความรู้สึกมาแทนตัวเลข ยิ่งลงเพิ่มยิ่งขาดทุนมากขึ้น
  • สิ่งที่ควรถามแทน ไม่ใช่ "จ่ายไปเท่าไหร่แล้ว" แต่เป็น "จากนี้ไปถ้าทำต่อจะต้องจ่ายเพิ่มอีกเท่าไหร่ และจะได้อะไรกลับมา เทียบกับถ้าหยุดตอนนี้"
  • ข้อยกเว้นที่ต้องแยกให้ออก ถ้าเลิกแล้วขายซากหรือทรัพย์สินที่เหลือได้เงินคืนบางส่วน เงินคืนก้อนนั้นเป็นกระแสเงินในอนาคต ต้องนำมาคิด ต่างจากต้นทุนจมที่จมไปแล้วจริง

ลองใส่ตัวเลขของโปรเจกต์ที่กำลังลังเล เพื่อดูว่าเมื่อตัดต้นทุนที่จ่ายไปแล้วออก แล้วมองเฉพาะเงินในอนาคต การทำต่อจนเสร็จให้ผลดีกว่าการเลิกตอนนี้กี่บาท

ตัวช่วยคำนวณ

ควรทำโปรเจกต์ต่อจนเสร็จ หรือเลิกตอนนี้ (มองแค่อนาคต)

  • เงินสุทธิถ้าทำต่อจนเสร็จ (บาท)—
  • เงินที่ได้ถ้าเลิกตอนนี้ (บาท)—
  • ทำต่อได้เงินมากกว่าเลิกตอนนี้ (บาท)—

สังเกตว่าช่องเงินที่จ่ายไปแล้ว (ต้นทุนจม) ไม่ถูกนำมาคำนวณในบรรทัดใดเลย นั่นคือหัวใจของเรื่องนี้ ถ้าบรรทัดสุดท้ายเป็นบวก แปลว่าการทำต่อให้ผลดีกว่าแม้จะเคยลงเงินไปมากแล้ว ถ้าเป็นลบแปลว่าเลิกตอนนี้คุ้มกว่า ตัวเลขนี้เป็นการประมาณเชิงบริหารที่เทียบเฉพาะกระแสเงินในอนาคต ยังไม่รวมปัจจัยเชิงคุณภาพและความเสี่ยงที่ต้องชั่งเพิ่ม

ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ต้นทุนที่ไม่มีในใบเสร็จ

อีกด้านหนึ่งที่มักถูกลืมคือต้นทุนค่าเสียโอกาส ซึ่งตรงข้ามกับต้นทุนจมโดยสิ้นเชิง ต้นทุนจมคือสิ่งที่ควรมองข้าม แต่ต้นทุนค่าเสียโอกาสคือสิ่งที่ควรนำมาคิดทั้งที่ไม่เคยปรากฏในใบเสร็จหรือรายการบัญชี

  • นิยาม ต้นทุนค่าเสียโอกาสคือประโยชน์สูงสุดของทางเลือกที่ดีที่สุดซึ่งต้องสละไปเมื่อเลือกอีกทางหนึ่ง เป็นสิ่งที่เสียไปโดยไม่มีการจ่ายเงินออกจริง
  • ตัวอย่างในธุรกิจ เอาเงินทุนไปจมกับสต็อกที่ขายช้า แทนที่จะนำไปลงทุนส่วนที่หมุนเร็วกว่า หรือใช้พื้นที่หน้าร้านกับสินค้ากำไรต่ำ แทนสินค้ากำไรสูง ส่วนต่างที่หายไปคือต้นทุนค่าเสียโอกาส
  • เจ้าของกิจการที่ไม่คิดเงินเดือนตัวเอง การลงแรงทำเองทั้งวันมีต้นทุนค่าเสียโอกาสเท่ากับรายได้ที่ควรได้ถ้าเอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่สร้างมูลค่าสูงกว่า ควรนำมาคิดเวลาประเมินว่าธุรกิจคุ้มจริงไหม
  • ใช้คู่กับการตัดสินใจ เมื่อเทียบทางเลือก ให้บวกต้นทุนค่าเสียโอกาสของทรัพยากรที่ถูกผูกไว้เข้าไปด้วย จะเห็นภาพต้นทุนที่แท้จริงครบกว่าการดูแค่เงินที่จ่ายออก
เช็กก่อนตัดสินใจ
หลักคิดก่อนตัดสินใจเดินหน้าต่อหรือถอย0/5
  • ตัดเงินที่จ่ายไปแล้วออกจากการตัดสินใจ ไม่เอาความเสียดายต้นทุนจมมาเป็นเหตุผลลงเงินเพิ่ม
  • เทียบเฉพาะกระแสเงินในอนาคตของแต่ละทางเลือก คือเงินที่ต้องจ่ายเพิ่มและเงินที่จะได้กลับมา
  • ถ้าเลิกแล้วยังขายซากหรือทรัพย์สินได้เงินคืนบางส่วน นำเงินคืนก้อนนั้นมาคิดในฝั่งเลิก
  • บวกต้นทุนค่าเสียโอกาสของเงินทุน เวลา และพื้นที่ ที่ถูกผูกไว้กับทางเลือกนี้เข้าไปด้วย
  • ชั่งปัจจัยเชิงคุณภาพและความเสี่ยงเพิ่ม เช่น ชื่อเสียง ความสัมพันธ์กับลูกค้า และความไม่แน่นอนของรายได้ในอนาคต

สรุปคือการตัดสินใจทางธุรกิจที่ดีมองไปข้างหน้า ไม่ใช่ย้อนไปเสียดายเงินที่จ่ายไปแล้ว ต้นทุนจมควรถูกตัดออกจากสมการ ขณะที่ต้นทุนค่าเสียโอกาสซึ่งไม่มีในใบเสร็จกลับต้องนำมาคิด การแยกสองแนวคิดนี้ให้ชัดจะช่วยให้เจ้าของธุรกิจเลิกโครงการที่ไม่ไปต่อได้เร็วขึ้น และจัดสรรทรัพยากรไปยังทางที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

ถ้าอยากวางระบบข้อมูลต้นทุนและกระแสเงินสดให้ใช้ตัดสินใจเดินหน้าต่อหรือถอยได้อย่างมั่นใจ ปรึกษา CKH Accounting ได้เลย เราช่วยจัดวางระบบบัญชีต้นทุน วิเคราะห์ความคุ้มค่าของโครงการ และวางแผนการเงินให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ

บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปเพื่อความเข้าใจภาพรวมของแนวคิดต้นทุนจมและต้นทุนค่าเสียโอกาส (อัปเดต พ.ศ. 2569) ตัวเลขจากเครื่องมือเป็นการประมาณเชิงบริหารที่เทียบเฉพาะกระแสเงินในอนาคต ความเหมาะสมของแต่ละกิจการขึ้นกับข้อเท็จจริงเฉพาะราย โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือที่ปรึกษาการเงินก่อนนำไปใช้จริง

มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี

ปรึกษาฟรี