ดอกเบี้ย Flat Rate กับ Effective Rate (ลดต้นลดดอก) ต่างกันยังไง ทำไม 3% ถึงแพงกว่า 5%
เจ้าของ SME ที่กำลังเทียบข้อเสนอสินเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นเช่าซื้อรถกระบะส่งของ ลีสซิ่งเครื่องจักร หรือเงินกู้หมุนเวียน มักเจอตัวเลขดอกเบี้ยที่ดูใกล้กัน เช่น 3% ต่อปี กับ 5% ต่อปี แล้วเลือกตัวที่ต่ำกว่าทันที แต่ตัวเลขสองตัวนี้อาจมาจากวิธีคิดคนละแบบ ตัวหนึ่งเป็นอัตราแบบเงินต้นคงที่ (Flat Rate) อีกตัวเป็นอัตราแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) ซึ่งเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ และในหลายกรณี 3% แบบคงที่กลับแพงกว่า 5% แบบลดต้นลดดอก บทความนี้อธิบายว่าสองแบบต่างกันตรงไหน ทำไมตัวเลขที่ดูต่ำถึงจ่ายจริงมากกว่า และมีเครื่องมือให้ใส่ตัวเลขของกิจการคุณเองเพื่อดูดอกเบี้ยรวมทั้งสัญญาเป็นบาท
Flat Rate กับ Effective Rate คิดดอกเบี้ยต่างกันอย่างไร
ตามคำอธิบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ความต่างอยู่ที่ฐานเงินต้นที่ใช้คิดดอกเบี้ยในแต่ละงวด
- อัตราดอกเบี้ยแบบเงินต้นคงที่ (Flat Rate) คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นทั้งก้อนที่กู้มาตอนแรก คงที่ตลอดอายุสัญญา แม้ผ่อนคืนเงินต้นไปแล้วบางส่วน ดอกเบี้ยรวมทั้งสัญญาจึงคำนวณได้ทันทีตั้งแต่วันเซ็นสัญญา คือ เงินต้น × อัตราต่อปี × จำนวนปี แล้วบวกกลับเข้าเงินต้นก่อนหารเป็นค่างวดเท่ากันทุกเดือน วิธีนี้ ธปท. ระบุว่ามักใช้กับสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์
- อัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นคงเหลือ ณ แต่ละงวด เมื่อจ่ายค่างวด เงินจะถูกนำไปหักดอกเบี้ย (และค่าธรรมเนียมถ้ามี) ก่อน ส่วนที่เหลือจึงไปหักเงินต้น เงินต้นลดลง ดอกเบี้ยงวดถัดไปก็ลดตาม ธนาคารใช้วิธีนี้กับสินเชื่อส่วนใหญ่ เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อธุรกิจทั่วไป
- ทำไมตัวเลขเดียวกันจึงจ่ายจริงไม่เท่ากัน เพราะภายใต้การผ่อนเท่ากันทุกเดือน เงินต้นที่ค้างจริงจะลดลงเรื่อย ๆ จนเหลือศูนย์ เฉลี่ยแล้วค้างอยู่ราวครึ่งหนึ่งของก้อนแรก แต่ Flat Rate ยังคิดดอกเบี้ยจากก้อนเต็มทุกงวด ดอกเบี้ยที่จ่ายจริงจึงสูงกว่าตัวเลขที่เห็นเกือบเท่าตัว
- วิธีแปลงเพื่อเทียบกัน ธปท. แนะนำหลักคร่าว ๆ ว่าให้นำอัตรา Flat Rate คูณด้วยประมาณ 1.8 จะได้ตัวเลขใกล้เคียง Effective Rate ตัวคูณจริงขึ้นกับจำนวนงวด ยิ่งผ่อนนานตัวคูณยิ่งเข้าใกล้ 2 หากต้องการตัวเลขแม่นยำให้ขอ Effective Rate จากผู้ให้กู้โดยตรงหรือให้นักบัญชีคำนวณจากตารางผ่อนจริง
ลองดูตัวอย่างจากคำอธิบายของ ธปท. กู้ 100,000 บาท ดอกเบี้ยแบบคงที่ 3% ต่อปี ผ่อน 2 ปี (24 งวด) ดอกเบี้ยรวมทั้งสัญญาคือ 100,000 × 3% × 2 = 6,000 บาท ค่างวดเดือนละ (100,000 + 6,000) ÷ 24 หรือราว 4,417 บาท เมื่อนำค่างวดชุดนี้ไปถอดกลับเป็นอัตราแบบลดต้นลดดอก จะได้ประมาณ 5.7% ต่อปี ไม่ใช่ 3% นั่นหมายความว่าถ้ามีธนาคารเสนอเงินกู้ก้อนเดียวกันแบบลดต้นลดดอกที่ 5% ต่อปี ข้อเสนอนั้นถูกกว่าแบบคงที่ 3% ทั้งที่ตัวเลขดูสูงกว่า
ฐานคิดดอกเบี้ย: เงินต้นเต็มก้อนตอนกู้ ทุกงวดจนจบสัญญา ไม่ว่าจะผ่อนคืนไปแล้วเท่าไหร่
มักพบใน: เช่าซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และสินเชื่อบางประเภทที่โฆษณาอัตราต่อปีตัวเลขต่ำ
จุดที่ต้องระวัง: ตัวเลขที่เห็นต่ำกว่าต้นทุนจริงเกือบเท่าตัว การโปะหรือปิดก่อนกำหนดมักไม่ช่วยลดดอกเบี้ยมาก เพราะดอกเบี้ยถูกคำนวณและรวมไว้ในค่างวดตั้งแต่ต้น ให้ตรวจเงื่อนไขส่วนลดดอกเบี้ยกรณีปิดก่อนกำหนดในสัญญา
ฐานคิดดอกเบี้ย: เงินต้นคงเหลือของงวดนั้น ยิ่งผ่อนเงินต้นลง ดอกเบี้ยงวดถัดไปยิ่งน้อย
มักพบใน: สินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อธุรกิจ และเงินกู้ระยะยาวจากธนาคารทั่วไป
จุดที่ต้องระวัง: ค่างวดช่วงแรกเป็นดอกเบี้ยสัดส่วนสูง เงินต้นลดช้าในปีแรก ๆ การจ่ายเกินค่างวดหรือโปะเงินต้นช่วยลดดอกเบี้ยรวมได้จริง แต่ต้องดูค่าธรรมเนียมปิดก่อนกำหนดและว่าอัตราเป็นแบบคงที่หรือลอยตัว
เทียบข้อเสนอสินเชื่อให้เป็นบาท ก่อนตัดสินใจเซ็น
วิธีที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเจ้าของกิจการคือเลิกเทียบตัวเลขเปอร์เซ็นต์ แล้วเทียบดอกเบี้ยรวมทั้งสัญญาเป็นเงินบาทแทน เครื่องมือด้านล่างใช้กับข้อเสนอที่บอกอัตราแบบเงินต้นคงที่ ใส่เงินต้น อัตราต่อปี และจำนวนงวด จะเห็นดอกเบี้ยรวมและค่างวดตามวิธี Flat Rate พร้อมตัวเลขเปรียบเทียบว่าถ้าอัตราตัวเลขเดียวกันเป็นแบบลดต้นลดดอก ดอกเบี้ยรวมจะเหลือประมาณเท่าไหร่
ดอกเบี้ยแบบเงินต้นคงที่ จ่ายจริงทั้งสัญญาเท่าไหร่ และต่างจากแบบลดต้นลดดอกแค่ไหน
- ดอกเบี้ยรวมทั้งสัญญาแบบเงินต้นคงที่ (บาท)—
- ค่างวดต่อเดือน (บาท)—
- ยอดจ่ายรวมทั้งสัญญา เงินต้นบวกดอกเบี้ย (บาท)—
- ดอกเบี้ยรวมโดยประมาณ ถ้าอัตราตัวเลขเดียวกันคิดแบบลดต้นลดดอก (บาท)—
- ส่วนต่างที่จ่ายเพิ่มเพราะเป็นแบบเงินต้นคงที่ (บาท)—
บรรทัดแบบลดต้นลดดอกเป็นการประมาณจากเงินต้นคงค้างเฉลี่ย (สมมติเงินต้นลดลงเท่า ๆ กันทุกงวด) ตัวเลขจริงจากตารางผ่อนของธนาคารจะสูงกว่านี้เล็กน้อย เครื่องมือไม่รวมค่าธรรมเนียม ค่าประกัน ภาษีมูลค่าเพิ่มของดอกเบี้ยเช่าซื้อ หรือส่วนลดกรณีปิดก่อนกำหนด ใช้เพื่อเห็นภาพความต่างของสองวิธีเท่านั้น
เมื่อได้ตัวเลขเป็นบาทแล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องที่ควรเช็กก่อนเซ็นสัญญา เพราะต้นทุนเงินกู้ไม่ได้มีแค่ดอกเบี้ย
- ขอ Effective Rate เป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ว่าข้อเสนอจะบอกอัตราแบบใด ให้ขอตัวเลขอัตราที่แท้จริงต่อปีและตารางผ่อนชำระที่แยกเงินต้นกับดอกเบี้ยแต่ละงวด แล้วใช้ตัวเลขนี้เทียบข้ามสถาบัน
- รวมค่าธรรมเนียมเข้าไปในต้นทุน ค่าธรรมเนียมจัดการสินเชื่อ ค่าประเมินหลักประกัน ค่าประกันภัยที่บังคับซื้อ ล้วนเป็นต้นทุนของเงินก้อนนี้ ถ้าเทียบเฉพาะดอกเบี้ยอาจเลือกผิด
- เช็กเงื่อนไขปิดก่อนกำหนดและการโปะ เงินกู้แบบลดต้นลดดอกที่โปะได้โดยไม่มีค่าปรับจะช่วยประหยัดดอกเบี้ยจริงเมื่อกิจการมีเงินสดเหลือ ส่วนเช่าซื้อแบบคงที่ให้ดูว่าสัญญากำหนดส่วนลดดอกเบี้ยกรณีปิดก่อนกำหนดไว้อย่างไร
- ดูผลต่อกระแสเงินสดรายเดือน ไม่ใช่แค่ดอกเบี้ยรวม ค่างวดต้องอยู่ในระดับที่กำไรจากการดำเนินงานรองรับได้แม้เดือนที่ยอดขายตก บทความเรื่องอัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ (DSCR) ช่วยประเมินจุดนี้ได้
- บันทึกบัญชีให้ถูกวิธี ในทางบัญชี ดอกเบี้ยเช่าซื้อหรือเงินกู้ต้องทยอยรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายตามงวดด้วยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ไม่ใช่หารเท่ากันทุกเดือนตามใบแจ้งค่างวด ให้ส่งสัญญาและตารางผ่อนให้นักบัญชีตั้งแต่วันแรก
สรุปคือ อัตราดอกเบี้ยแบบเงินต้นคงที่และแบบลดต้นลดดอกเป็นตัวเลขคนละภาษา เทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ เจ้าของกิจการควรแปลงทุกข้อเสนอให้เป็น Effective Rate หรือดอกเบี้ยรวมเป็นบาทก่อนตัดสินใจ และมองต้นทุนทั้งหมดของเงินกู้ ไม่ใช่เฉพาะตัวเลขที่ดูต่ำที่สุดในโฆษณา
ถ้ากำลังเทียบข้อเสนอสินเชื่อรถ เครื่องจักร หรือเงินกู้ธุรกิจ และอยากให้ช่วยถอดตัวเลขเป็นอัตราที่แท้จริง วางแผนกระแสเงินสดรองรับค่างวด หรือบันทึกบัญชีสัญญาเช่าซื้อให้ถูกต้อง ปรึกษา CKH Accounting ได้เลย เราช่วยวิเคราะห์ต้นทุนเงินกู้และวางแผนการเงินให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ
บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปเพื่อความเข้าใจภาพรวมของวิธีคิดดอกเบี้ยแบบเงินต้นคงที่และแบบลดต้นลดดอก (อัปเดต พ.ศ. 2569) อ้างอิงคำอธิบายจากธนาคารแห่งประเทศไทย ตัวเลขจากเครื่องมือเป็นการประมาณเชิงบริหารตามสมมติฐานที่ระบุ เงื่อนไขจริงของแต่ละสัญญาและแต่ละสถาบันการเงินแตกต่างกัน โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือที่ปรึกษาการเงินก่อนนำไปใช้จริง
มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี
ปรึกษาฟรี