กลับไปหน้าบทความทั้งหมด
พนักงาน/แรงงาน · 6 ต.ค. 2569

จ้างฟรีแลนซ์หรือพนักงาน จ้างทำของกับจ้างแรงงานต่างกันตรงไหน หัก 3% หรือ ภ.ง.ด.1

ธุรกิจเล็กจำนวนมากเลือก "จ้างฟรีแลนซ์" แทนการรับพนักงานประจำ เพราะคิดว่าไม่ต้องขึ้นประกันสังคม ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และจ่ายเงินแล้วหัก 3% จบ แต่ในทางกฎหมาย คำว่าฟรีแลนซ์ไม่มีอยู่จริง สิ่งที่มีคือสัญญา 2 แบบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้แก่ จ้างแรงงาน (มาตรา 575) กับ จ้างทำของ (มาตรา 587) และศาลหรือเจ้าหน้าที่จะดูจากสภาพการทำงานจริง ไม่ใช่ชื่อที่เขียนหัวสัญญา ถ้าจ้างคนมานั่งทำงานที่ออฟฟิศทุกวัน รับคำสั่งจากหัวหน้า จ่ายเงินเดือนคงที่ แต่เรียกว่าฟรีแลนซ์และหัก 3% บริษัทอาจหักภาษีผิดแบบ ขาดส่งประกันสังคม และมีภาระค่าชดเชยที่ไม่ได้ตั้งสำรองไว้ บทความนี้สรุปว่าสองแบบต่างกันตรงไหน และแต่ละแบบบริษัทต้องทำอะไรบ้าง

จ้างแรงงานกับจ้างทำของ ดูที่อะไร

มาตรา 575 นิยามจ้างแรงงานว่า ลูกจ้างตกลงทำงานให้นายจ้าง และนายจ้างตกลงให้สินจ้าง ตลอดเวลาที่ทำงานให้ ส่วนมาตรา 587 นิยามจ้างทำของว่า ผู้รับจ้างตกลงทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จนสำเร็จ และผู้ว่าจ้างให้สินจ้าง เพื่อผลสำเร็จของงานนั้น จุดต่างที่แนวคำพิพากษาศาลฎีกาใช้พิจารณาเป็นหลักคือ อำนาจบังคับบัญชา สัญญาณที่ชี้ว่าเป็นจ้างแรงงาน ได้แก่

  • กำหนดเวลาทำงาน ต้องเข้างานตามเวลา ลงเวลาเข้าออก ขอลาต้องได้รับอนุมัติ
  • สั่งงานและควบคุมวิธีทำ หัวหน้ามอบหมายงานได้เรื่อย ๆ สั่งแก้ กำหนดขั้นตอน และลงโทษทางวินัยได้ถ้าไม่ทำตาม
  • จ่ายตามเวลา ไม่ใช่ตามผลงาน ได้เงินรายเดือนคงที่ไม่ว่าเดือนนั้นจะส่งงานกี่ชิ้น
  • ใช้เครื่องมือและสถานที่ของบริษัท ทำงานที่ออฟฟิศด้วยคอมพิวเตอร์ อีเมล และระบบของบริษัทเป็นหลัก
  • ทำงานให้บริษัทเดียวแบบต่อเนื่อง ไม่มีลูกค้ารายอื่น และรับงานต่อเนื่องโดยไม่มีขอบเขตงานที่จบในตัว

ส่วนจ้างทำของจะมีลักษณะตรงข้าม คือตกลงขอบเขตงานและผลลัพธ์ที่ชัดเจน ผู้รับจ้างกำหนดเวลาและวิธีทำงานเอง ใช้เครื่องมือของตัวเอง รับผิดชอบความเสียหายของงาน และได้เงินเมื่อส่งมอบงานตามงวด ถ้างานของคุณเข้าข่ายข้อแรกหลายข้อ แม้สัญญาจะเขียนว่าจ้างทำของ ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกถือว่าเป็นจ้างแรงงาน

ภาระของบริษัทต่างกันยังไง

เปรียบเทียบ

ภาษีเงินได้: ค่าจ้างเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) บริษัทคำนวณหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50(1) ด้วยอัตราก้าวหน้า นำส่งด้วย ภ.ง.ด.1 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป สรุปทั้งปีด้วย ภ.ง.ด.1ก และออกหนังสือรับรอง 50 ทวิให้พนักงาน

VAT และอากรแสตมป์: การให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงานได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81(1)(ฐ) และสัญญาจ้างแรงงานไม่อยู่ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ต้องปิดอากร

ประกันสังคม: ต้องขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วันนับแต่วันเข้าทำงาน หักเงินสมทบจากค่าจ้างและสมทบฝ่ายนายจ้างฝ่ายละ 5% ตามเพดานค่าจ้างที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด นำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป และต้องจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปีละครั้ง

กฎหมายแรงงาน: อยู่ใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มีสิทธิค่าจ้างขั้นต่ำ วันหยุด วันลา ค่าล่วงเวลา และค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างตามมาตรา 118 บริษัทจึงควรตั้งสำรองผลประโยชน์พนักงานในงบการเงิน

เอกสารและบัญชี: สัญญาจ้าง สลิปเงินเดือน ทะเบียนลูกจ้าง บันทึกเป็นเงินเดือนและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานตามงวดที่ทำงาน

ภาษีเงินได้: ค่าจ้างทำของเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(7) หรือ 40(8) บริษัทหัก ณ ที่จ่าย 3% ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 8 ไม่ว่าผู้รับจ้างจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล นำส่งด้วย ภ.ง.ด.3 (บุคคลธรรมดา) หรือ ภ.ง.ด.53 (นิติบุคคล) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป และออก 50 ทวิทุกครั้งที่จ่าย ส่วนค่าตอบแทนจากการรับทำงานให้ตามมาตรา 40(2) เช่น ค่านายหน้าหรือค่าที่ปรึกษาที่จ่ายให้บุคคลธรรมดา ให้คำนวณหักตามมาตรา 50(1) เหมือนเงินเดือน แต่นำส่งด้วย ภ.ง.ด.3

VAT และอากรแสตมป์: ผู้รับจ้างที่มีรายรับจากการให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและออกใบกำกับภาษี สัญญาจ้างทำของต้องปิดอากรแสตมป์ 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาท โดยผู้รับจ้างเป็นผู้มีหน้าที่เสียอากร

ประกันสังคม: ไม่ใช่ลูกจ้าง บริษัทไม่ต้องขึ้นทะเบียนและไม่ต้องสมทบ ผู้รับจ้างดูแลตัวเองผ่านผู้ประกันตนมาตรา 40 ได้ถ้าต้องการ

กฎหมายแรงงาน: ไม่อยู่ใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ไม่มีค่าชดเชย ค่าล่วงเวลา หรือวันลา ความสัมพันธ์เป็นไปตามสัญญาและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้รับจ้างรับผิดในความชำรุดบกพร่องของงาน

เอกสารและบัญชี: สัญญาหรือใบสั่งจ้างที่ระบุขอบเขตงานและงวดส่งมอบ ใบแจ้งหนี้และใบเสร็จรับเงินจากผู้รับจ้าง บันทึกเป็นค่าจ้างทำของหรือค่าบริการเมื่อรับมอบงาน

จ้างผิดแบบ เสี่ยงอะไรบ้าง

  • ประกันสังคมเรียกเก็บย้อนหลัง ถ้าเจ้าหน้าที่หรือศาลชี้ว่าสภาพจริงเป็นลูกจ้าง นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบย้อนหลังทั้งส่วนของตนและส่วนที่ไม่ได้หักจากลูกจ้าง พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือนของเงินสมทบที่ค้างตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม
  • ค่าชดเชยที่ไม่ได้เตรียมไว้ เมื่อเลิกสัญญากับ "ฟรีแลนซ์" ที่แท้จริงเป็นลูกจ้าง อีกฝ่ายฟ้องศาลแรงงานเรียกค่าชดเชยตามอายุงาน สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างวันหยุดพักผ่อนที่ไม่ได้ใช้ได้
  • หักภาษีผิดแบบ หัก 3% แทนที่จะคำนวณตามมาตรา 50(1) และยื่น ภ.ง.ด.3 แทน ภ.ง.ด.1 ถ้าถูกประเมินว่าหักขาด บริษัทต้องรับผิดในภาษีส่วนที่ขาดพร้อมเงินเพิ่ม
  • ความเสี่ยงกลับด้าน ถ้าจ้างทำของจริง เช่น จ้างออกแบบโลโก้งานเดียว แต่บริษัทไปขึ้นทะเบียนประกันสังคมและยื่น ภ.ง.ด.1 ให้ ก็ทำให้เอกสารชี้ว่าเป็นลูกจ้าง และสร้างภาระที่ไม่จำเป็นเช่นกัน
ทดสอบความเข้าใจ

บริษัทจ้างกราฟิกดีไซเนอร์ในชื่อ "ฟรีแลนซ์" ให้มาทำงานที่ออฟฟิศวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 9.00 ถึง 18.00 น. รับงานจากหัวหน้าทีมทุกวัน ใช้คอมพิวเตอร์ของบริษัท และได้เงินเดือนละ 25,000 บาทคงที่ ข้อใดถูกต้องที่สุด

จะจ้างทำของจริง ต้องจัดให้เป็นจ้างทำของจริง

ถ้าธุรกิจต้องการใช้ผู้รับจ้างอิสระ หัวใจคือทำให้ทั้งสัญญาและการทำงานจริงสอดคล้องกับมาตรา 587 ไม่ใช่แค่เปลี่ยนชื่อสัญญา

เช็กลิสต์สัญญาจ้างทำของที่ป้องกันความเสี่ยง
ตรวจให้ครบก่อนเริ่มจ้าง เพื่อให้สภาพจริงตรงกับสัญญา0/8
  • ระบุขอบเขตงานและผลงานที่ต้องส่งมอบให้ชัด (เช่น จำนวนชิ้น สเปก เกณฑ์ตรวจรับ) ไม่ใช่ "ทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย"
  • กำหนดค่าจ้างผูกกับงวดส่งมอบหรือผลงาน ไม่ใช่เงินเดือนคงที่ที่จ่ายทุกสิ้นเดือนโดยไม่ดูผลงาน
  • ไม่กำหนดเวลาเข้างาน ไม่ลงเวลา ไม่ต้องขออนุมัติลา ผู้รับจ้างเลือกเวลาและสถานที่ทำงานเองได้
  • ผู้รับจ้างใช้เครื่องมือและซอฟต์แวร์ของตัวเองเป็นหลัก และรับผิดชอบแก้ไขงานที่ชำรุดบกพร่อง
  • ไม่นำผู้รับจ้างเข้าโครงสร้างองค์กร ไม่ให้ตำแหน่ง ไม่ให้สวัสดิการพนักงาน และไม่ใช้ระเบียบวินัยพนักงานกับผู้รับจ้าง
  • ปิดอากรแสตมป์บนสัญญา 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาท และเก็บสัญญาที่ปิดอากรแล้วไว้เป็นหลักฐาน
  • ทุกครั้งที่จ่าย หัก ณ ที่จ่าย 3% ออก 50 ทวิ และนำส่ง ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 ภายในกำหนด
  • ขอใบแจ้งหนี้และใบเสร็จรับเงินจากผู้รับจ้าง (ใบกำกับภาษีด้วยถ้าผู้รับจ้างจด VAT) เพื่อใช้เป็นหลักฐานรายจ่าย

ถ้าคุณมีคนที่เรียกว่าฟรีแลนซ์แต่ทำงานเหมือนพนักงานประจำ หรือกำลังจะจ้างคนใหม่และยังไม่แน่ใจว่าควรใช้สัญญาแบบไหน ปรึกษา CKH Accounting เราช่วยทบทวนสภาพการจ้างจริง เลือกรูปแบบสัญญาและแบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกต้อง จัดการขึ้นทะเบียนประกันสังคม และตั้งสำรองผลประโยชน์พนักงานในงบการเงินให้ครบ

บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปเพื่อความเข้าใจความต่างระหว่างสัญญาจ้างแรงงานกับสัญญาจ้างทำของ (อัปเดต พ.ศ. 2569) อ้างอิงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 และ 587 ประมวลรัษฎากร มาตรา 40 มาตรา 50(1) มาตรา 81(1)(ฐ) บัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะ 4 คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 8 พระราชบัญญัติประกันสังคม มาตรา 34 และ 49 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 118 การวินิจฉัยว่าเป็นสัญญาแบบใดขึ้นกับข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี อัตราและเพดานเงินสมทบประกันสังคมอาจเปลี่ยนตามประกาศ โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือนักกฎหมายแรงงานก่อนนำไปใช้จริง

มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี

ปรึกษาฟรี