กลับไปหน้าบทความทั้งหมด
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย · 21 ต.ค. 2569

จ่าย Rebate ส่วนลดตามเป้าให้ตัวแทนจำหน่าย หัก ณ ที่จ่าย 3% ตาม ป.118/2545 ผู้บริโภคไม่หัก

ผู้ผลิตและผู้ค้าส่งเกือบทุกรายมีโปรแกรมกระตุ้นยอดให้ร้านค้าและตัวแทนจำหน่าย ขายครบเป้ารายไตรมาสได้ส่วนลดย้อนหลัง (Rebate) ช่วยค่าขนส่ง ช่วยค่าโฆษณาหน้าร้าน พาไปสัมมนาต่างจังหวัด หรือจ่ายเงินอุดหนุนต่อชิ้นให้ระบายรุ่นเก่า พอถึงตอนจ่ายจริง ฝ่ายบัญชีมักเจอคำถามเดิมว่าเงินก้อนนี้ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม ร้านค้าที่รับต้องออกใบกำกับภาษีให้หรือเปล่า และผู้ขายจะออกใบลดหนี้ลดภาษีขายได้ไหม คำตอบส่วนใหญ่อยู่ในคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/2 ซึ่งเพิ่มเติมโดยคำสั่งที่ ท.ป.101/2544 และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.118/2545 ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2545 ที่วางแนวปฏิบัติเรื่องการหักภาษี ณ ที่จ่ายและภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายไว้โดยเฉพาะ บทความนี้สรุปว่าจ่ายให้ใครต้องหัก 3% จ่ายให้ใครไม่ต้องหัก หักตอนไหน และเอกสารสองฝั่งควรหน้าตาเป็นอย่างไร

เงินส่งเสริมการขายแบบไหนต้องหัก ณ ที่จ่าย 3%

ข้อ 12/2 ของ ท.ป.4/2528 ให้ผู้จ่ายที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 เมื่อจ่าย "รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย" และ ป.118/2545 ข้อ 1 อธิบายว่าหมายถึงกรณีผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่าย จ่ายเงินอุดหนุน เงินสนับสนุน เงินช่วยเหลือ เงินส่วนลด หรือเงินอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกัน ให้แก่ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่ายที่ซื้อสินค้าไปเพื่อขายต่อ ไม่ว่าจะจ่ายเป็นเงิน เป็นสิ่งของ หรือเป็นใบลดหนี้ และไม่ว่าจะคำนวณจากยอดซื้อ ยอดขาย หรือฐานอื่น กรมสรรพากรจัดเงินก้อนนี้เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ของผู้รับ

  • ตัวอย่างที่ ป.118/2545 ยกไว้ตรง ๆ ส่วนลดภายหลัง (Rebate) ที่จ่ายเมื่อผู้แทนจำหน่ายขายได้ตามเป้า เงินชดเชยส่วนลดคูปองที่ร้านค้าให้ลูกค้าแทนผู้ผลิต เงินช่วยค่าขนส่งเมื่อตัวแทนไปรับสินค้าเอง เงินช่วยค่าก่อสร้างห้องโชว์สินค้า การจัดสัมมนาพร้อมออกค่าเดินทางและที่พักให้ตัวแทน ส่วนลดรายเดือนตามเปอร์เซ็นต์ของยอดซื้อ และเงินอุดหนุนต่อเครื่องเมื่อตัวแทนระบายสินค้ารุ่นเก่าออกจากสต็อก ทั้งหมดนี้ผู้จ่ายต้องหัก 3%
  • จ่ายเป็นของก็ต้องหัก ข้อ 2 ให้ถือว่าหน้าที่หักภาษีเกิดในวันที่ส่งมอบสิ่งของ โดยคำนวณมูลค่าตามราคาหรือค่าอันพึงมีในวันส่งมอบตามมาตรา 9 ทวิ เช่น ให้ทองคำหรือแพ็กเกจท่องเที่ยวกับร้านค้าที่ทำยอดสูงสุด ต้องเรียกเก็บภาษี 3% ของมูลค่ารางวัลจากร้านค้า หรือถ้าบริษัทออกภาษีให้ ก็ต้องคำนวณออกให้ตามหลักออกภาษีแทน
  • จ่ายเป็นใบลดหนี้ หักตามวันที่ออกใบลดหนี้ ข้อ 3 ระบุว่ากรณีให้ส่วนลดในรูปใบลดหนี้ หน้าที่หักภาษีเกิดตามวันที่ที่ออกใบลดหนี้นั้น แม้ยังไม่มีเงินสดเปลี่ยนมือ บริษัทจึงต้องหักภาษี 3% จากยอดลดหนี้และนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปเหมือนจ่ายเงินสด
  • ของแถมที่แถมไปพร้อมการขาย ไม่ต้องหัก ข้อ 4 ระบุว่าถ้าผู้ขายแถมสินค้าให้ผู้ซื้อพร้อมกับการขาย และมูลค่าของแถมไม่เกินมูลค่าสินค้าที่ขาย ผู้ขายไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับมูลค่าของแถม เช่น ซื้อ 10 ลังแถม 1 ลัง แต่ถ้าให้สินค้าเป็นรางวัลต่างหากจากการขาย เช่น ให้สี 4 ถังแก่ตัวแทนจำหน่ายที่ช่วยรับแลกรางวัลให้ลูกค้า กรมสรรพากรวินิจฉัยในหนังสือที่ กค 0706/8821 ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2549 ว่าต้องหัก 3% ของมูลค่าสินค้านั้น
  • ธุรกิจบริการก็ใช้หลักเดียวกัน ข้อ 7 ให้นำหลักข้อ 1 ถึงข้อ 6 ไปใช้กับผู้ให้บริการที่จ่ายรางวัลหรือส่วนลดให้ผู้รับบริการซึ่งนำบริการนั้นไปขายต่อ เช่น ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตจ่ายเงินสนับสนุนให้ตัวแทนขายแพ็กเกจ

จ่ายให้ใครไม่ต้องหัก ผู้บริโภค ผู้ซื้อไปใช้เอง และส่วนลดเงินสดตามประเพณี

หลัก 3% ใช้กับคนกลางที่ซื้อไปขายต่อเท่านั้น ป.118/2545 จึงเขียนข้อยกเว้นไว้ชัดสามกลุ่ม และมีหนังสือตอบข้อหารือที่ยืนยันแนวนี้ซ้ำในภายหลัง

  • ผู้บริโภคโดยตรง ข้อ 6 (1) ระบุว่าถ้าผู้ขายทราบโดยชัดแจ้งว่าขายให้ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้บริโภคโดยตรงที่ไม่ได้ซื้อไปขายต่อ เช่น ซื้อในปริมาณเล็กน้อย ส่วนลดหรือเงินคืนที่ให้ผู้บริโภคไม่ต้องหัก ณ ที่จ่าย ส่วนรางวัลที่ผู้บริโภคได้จากการจับฉลากชิงโชคเป็นคนละเรื่อง ต้องหัก 5% ตามข้อ 9 (1) ของ ท.ป.4/2528
  • ผู้ประกอบการที่ซื้อไปใช้ในกิจการตัวเอง ข้อ 6 (2) ยกตัวอย่างอาหารสัตว์ที่ขายให้ผู้เลี้ยงสัตว์ หนังสือที่ กค 0702/4922 ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2563 ก็วินิจฉัยกรณีผู้ขายเครื่องดื่มว่า เงินหรือสินค้าที่ให้ร้านอาหาร โรงแรม ผับ และลานเบียร์ ซึ่งซื้อไปใช้ในกิจการของตนโดยตรงและไม่ใช่ผู้แทนจำหน่าย ผู้จ่ายไม่มีหน้าที่หักภาษีตามข้อ 12/2 แต่ที่ให้ผู้แทนจำหน่ายและร้านค้าที่ซื้อไปขายต่อต้องหัก 3% จุดสำคัญคือผู้ขายต้องรู้สถานะผู้ซื้อ ถ้าแยกไม่ได้ว่ารายไหนซื้อไปขายต่อ ความเสี่ยงอยู่ฝั่งผู้จ่าย
  • ตัวแทนจำหน่ายที่ซื้อไปใช้เองไม่ได้รับยกเว้น ข้อ 6 ระบุไว้ท้ายข้อว่าข้อยกเว้นนี้ไม่ใช้กับกรณีผู้ซื้อเป็นผู้แทนจำหน่ายของผู้ขายอยู่แล้ว แม้ครั้งนั้นจะซื้อไปใช้เอง ผู้ขายก็ยังต้องหัก 3% ตามปกติ
  • ส่วนลดเงินสดตามประเพณีการค้าที่ระบุเงื่อนไขไว้ในเอกสาร ข้อ 5 ระบุว่าส่วนลดที่ให้เพราะผู้ซื้อชำระเงินเร็วตามเงื่อนไขที่ระบุชัดเจนในใบส่งของ ใบแจ้งหนี้ หรือใบกำกับภาษี ไม่ถือเป็นรางวัลส่งเสริมการขาย ตัวอย่างในคำสั่งคือขายคอมพิวเตอร์พร้อมติดตั้ง 350,000 บาท ให้ส่วนลด 2,000 บาทถ้าชำระภายใน 2 เดือน ผู้ขายไม่ต้องหักภาษี แต่ถ้าเงื่อนไขไม่ได้เขียนไว้ในเอกสารแล้วมาลดให้ทีหลัง จะกลายเป็นส่วนลดส่งเสริมการขายที่ต้องหัก
  • ส่วนลดการค้าที่หักในใบกำกับภาษีตั้งแต่ตอนขาย เป็นการลดราคาขาย ไม่ใช่การจ่ายเงินให้ผู้ซื้อ คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.86/2542 ข้อ 14 (1) ให้ระบุส่วนลดไว้ในใบกำกับภาษีให้เห็นชัดแจ้งและคำนวณ VAT จากราคาหลังหักส่วนลด แนวปฏิบัติทั่วไปจึงไม่หัก ณ ที่จ่ายจากส่วนลดประเภทนี้ ต่างจากส่วนลดย้อนหลังที่คำนวณเมื่อครบเป้าแล้วค่อยจ่ายหรือออกใบลดหนี้ในภายหลัง
คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายจาก Rebate ให้ตัวแทนจำหน่าย

ใส่ยอดซื้อของตัวแทนในไตรมาส (ก่อน VAT) และอัตรา Rebate ที่ตกลงกัน เพื่อดูยอดส่วนลดย้อนหลัง ภาษีที่ต้องหัก 3% และเงินที่ตัวแทนจะได้รับจริง โดยใบกำกับภาษีค่าสินค้าเดิมไม่เปลี่ยน

  • Rebate ที่ตัวแทนมีสิทธิได้รับ (เงินได้มาตรา 40 (8) ของตัวแทน)—
  • ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% นำส่ง ภ.ง.ด.53 หรือ ภ.ง.ด.3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป—
  • เงินที่โอนให้ตัวแทนจริง พร้อมหนังสือรับรอง 50 ทวิ—
  • ภาษีขายของยอดขายเดิมยังเต็มจำนวน (ไม่ออกใบลดหนี้ VAT จาก Rebate)—

ถ้าจ่าย Rebate ให้ผู้ซื้อที่เป็นผู้บริโภคหรือผู้ประกอบการที่ซื้อไปใช้เองตาม ป.118/2545 ข้อ 6 ไม่ต้องหัก 3% และถ้าบริษัทตกลงออกภาษีให้ตัวแทน ยอดที่ต้องนำส่งจะสูงกว่านี้เพราะต้องคำนวณแบบออกภาษีแทน

ตัวอย่าง: บริษัทผู้ผลิตตกลงให้ Rebate 2% ของยอดซื้อเมื่อตัวแทนซื้อครบ 2,000,000 บาทต่อไตรมาส พอครบเป้า ตัวแทนมีสิทธิได้ 40,000 บาท บริษัทหักภาษี ณ ที่จ่าย 1,200 บาท โอนจริง 38,800 บาท ออก 50 ทวิให้ตัวแทน และนำส่ง ภ.ง.ด.53 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ใบกำกับภาษีค่าสินค้า 2,000,000 บาทและภาษีขาย 140,000 บาทที่ออกไปแล้วคงเดิมทั้งหมด

VAT ใบลดหนี้ และเอกสารที่ทั้งสองฝั่งควรใช้

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือฝั่งร้านค้าออกใบกำกับภาษีค่า "ส่งเสริมการขาย" บวก VAT 7% มาเรียกเก็บ หรือฝั่งผู้ขายออกใบลดหนี้เพื่อลดภาษีขาย ซึ่งทั้งสองทางไม่ตรงกับแนวที่กรมสรรพากรวางไว้

  • ผู้รับไม่ต้องนำ Rebate มาเสีย VAT ป.118/2545 ข้อ 8 ระบุว่ารางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายตามข้อ 1 ไม่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนจากการขายสินค้าหรือการให้บริการตามมาตรา 77/1 (8) และ (10) ผู้รับจึงไม่ต้องนำไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 ร้านค้าที่ได้รับ Rebate จึงไม่ออกใบกำกับภาษี ไม่บวก VAT และไม่ลงรายงานภาษีขาย ออกเพียงใบเสร็จรับเงินหรือใบแจ้งหนี้ธรรมดา ถ้าร้านค้าเผลอออกใบกำกับภาษีมา ผู้จ่ายก็ไม่ควรนำไปใช้เป็นภาษีซื้อ
  • ผู้ขายไม่ลดภาษีขายด้วยใบลดหนี้ ป.86/2542 ข้อ 14 (2) ระบุว่าส่วนลดที่ให้ภายหลังการขาย เช่น ส่วนลดเงินสด ไม่นำมาหักจากราคาสินค้าในใบกำกับภาษี ต้องคำนวณ VAT จากราคาเต็ม และใบลดหนี้ตามมาตรา 82/10 ออกได้เฉพาะเหตุที่กฎหมายและประกาศอธิบดีกำหนด เช่น สินค้าชำรุด ผิดข้อกำหนด รับคืนสินค้า หรือคำนวณราคาผิด การขายครบเป้าแล้วให้ส่วนลดย้อนหลังไม่ใช่เหตุเหล่านั้น ดังนั้นแม้ ป.118/2545 จะพูดถึงการให้ Rebate ในรูปใบลดหนี้ เอกสารนั้นก็เป็นใบลดหนี้ทางการค้าที่ใช้หักกลบกับยอดค้างชำระของตัวแทน ไม่ใช่ใบลดหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะเอาไปลดยอด ภ.พ.30
  • เอกสารฝั่งผู้จ่าย ควรมีเงื่อนไขโปรแกรมส่งเสริมการขายเป็นลายลักษณ์อักษร รายงานยอดซื้อหรือยอดขายของตัวแทนที่ใช้คำนวณ หนังสือแจ้งยอด Rebate หรือใบลดหนี้ทางการค้า หนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่าย 50 ทวิ และหลักฐานการโอนเงินหรือการหักกลบลบหนี้ ชุดนี้คือสิ่งที่ผู้สอบบัญชีและเจ้าหน้าที่จะขอดูเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการ ไม่ใช่รายจ่ายที่พิสูจน์ผู้รับไม่ได้ตามมาตรา 65 ตรี (18)
  • การบันทึกบัญชี ฝั่งผู้จ่ายบันทึก Rebate เป็นค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขายหรือรายการหักจากรายได้ตามนโยบายบัญชีของกิจการในงวดที่ตัวแทนทำยอดครบเงื่อนไข ไม่ใช่งวดที่โอนเงิน และตั้งภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่งไว้ ฝั่งตัวแทนบันทึกเป็นรายได้อื่นหรือรายการลดต้นทุนซื้อ แล้วใช้ 50 ทวิเป็นเครดิตภาษีตอนยื่น ภ.ง.ด.50 หรือ ภ.ง.ด.90
  • ผู้จ่ายที่ไม่หักต้องร่วมรับผิด มาตรา 54 ให้ผู้จ่ายที่ไม่หักหรือหักไม่ครบร่วมรับผิดในภาษีจำนวนนั้นกับผู้รับ พร้อมเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่นำส่งช้า โปรแกรม Rebate ที่จ่ายให้ตัวแทนหลายสิบรายทุกไตรมาสจึงเป็นรายการที่เจ้าหน้าที่ตรวจง่ายและยอดรวมสูง
ทดสอบความเข้าใจ

บริษัทผู้นำเข้าเครื่องกรองน้ำจัดโปรแกรมไตรมาสนี้ (1) ให้ส่วนลดย้อนหลัง 3% แก่ตัวแทนจำหน่ายที่ซื้อครบเป้า (2) คืนเงิน 500 บาทให้ลูกค้าทั่วไปที่ซื้อเครื่องไปใช้ที่บ้านและลงทะเบียนรับประกัน (3) ให้ไส้กรอง 1 ชุดแก่โรงแรมที่ซื้อเครื่อง 20 เครื่องไปติดตั้งในห้องพัก บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายรายการไหน

จุดที่ SME ผู้ผลิตและผู้ค้าส่งมักพลาดกับโปรแกรมส่งเสริมการขาย

ประเด็นที่พบบ่อยตอนตรวจสอบไม่ใช่เรื่องอัตราภาษี แต่เป็นเรื่องการแยกประเภทผู้รับ จังหวะเวลา และเอกสารที่ไม่สอดคล้องกันระหว่างฝ่ายขายกับฝ่ายบัญชี

  • ฝ่ายขายตกลงโปรแกรมโดยไม่บอกบัญชี เซลส์สัญญากับร้านค้าว่า "ครบล้านคืน 2%" แล้วไปหักกลบกับบิลงวดถัดไปเอง ทำให้ไม่มีการหักภาษี ไม่มี 50 ทวิ และยอดลูกหนี้กับยอดขายไม่ตรงกัน โปรแกรมทุกตัวควรผ่านการอนุมัติเป็นเอกสารและกำหนดวิธีจ่ายไว้ล่วงหน้า
  • เอา Rebate ไปออกใบลดหนี้ลด VAT ผู้ขายนำส่งภาษีขายขาดและตัวแทนใช้ภาษีซื้อผิดไปด้วย เมื่อถูกตรวจจะโดนทั้งสองฝั่ง ทางที่ถูกคือใบลดหนี้ทางการค้าหรือหนังสือแจ้ง Rebate แยกจากระบบ VAT และไม่ลงรายงานภาษีขาย
  • ไม่แยกว่าลูกค้ารายไหนซื้อไปขายต่อ ผู้ขายที่มีทั้งตัวแทนจำหน่ายและลูกค้าที่ซื้อไปใช้เอง ควรระบุสถานะในทะเบียนลูกค้าตั้งแต่เปิดบัญชี เพราะข้อยกเว้นตามข้อ 6 ใช้ได้ต่อเมื่อผู้ขาย "ทราบโดยชัดแจ้ง" ถ้าตอบไม่ได้ว่าทำไมไม่หัก ความรับผิดตามมาตรา 54 ตกอยู่ที่ผู้จ่าย
  • หักช้ากว่าวันที่ออกใบลดหนี้ ออกใบลดหนี้ให้ตัวแทนเดือนมีนาคม แต่ไปหักภาษีตอนหักกลบเงินจริงเดือนพฤษภาคม ทำให้นำส่งล่าช้าและมีเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ข้อ 3 ของ ป.118/2545 กำหนดให้ใช้วันที่ออกใบลดหนี้เป็นวันที่หัก
  • รางวัลที่ให้ตัวแทนเป็นทริปหรือสิ่งของแล้วไม่ตีมูลค่า การพาตัวแทนไปสัมมนาต่างประเทศโดยออกค่าเดินทางและที่พักให้ เป็นประโยชน์ที่ ป.118/2545 ยกเป็นตัวอย่างชัดเจน ต้องตีมูลค่าและหัก 3% หรือออกภาษีให้ ไม่ใช่ลงเป็นค่ารับรองเฉย ๆ ซึ่งยังติดเพดานค่ารับรองอีกชั้น
เช็กลิสต์ก่อนจ่ายเงินส่งเสริมการขายให้ร้านค้าหรือตัวแทน
ตรวจให้ครบก่อนโอนเงินหรือออกใบลดหนี้0/7
  • ระบุสถานะผู้รับได้ชัดว่าเป็นผู้แทนจำหน่ายที่ซื้อไปขายต่อ (หัก 3%) ผู้บริโภคโดยตรง หรือผู้ประกอบการที่ซื้อไปใช้เอง (ไม่หัก) และมีหลักฐานประกอบในทะเบียนลูกค้า
  • มีเงื่อนไขโปรแกรมส่งเสริมการขายเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมรายงานยอดซื้อหรือยอดขายที่ใช้คำนวณ Rebate ของแต่ละราย
  • ส่วนลดเงินสดที่ไม่ต้องการให้ถูกมองเป็นส่วนลดส่งเสริมการขาย ระบุเงื่อนไขไว้ในใบส่งของ ใบแจ้งหนี้ หรือใบกำกับภาษีแล้วตามข้อ 5
  • หักภาษี 3% ตามวันที่จ่ายเงิน วันที่ส่งมอบสิ่งของ หรือวันที่ออกใบลดหนี้ แล้วแต่กรณี และออกหนังสือรับรอง 50 ทวิทุกครั้ง
  • นำส่งด้วย ภ.ง.ด.53 (ผู้รับเป็นนิติบุคคล) หรือ ภ.ง.ด.3 (ผู้รับเป็นบุคคลธรรมดา) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป
  • ไม่ออกใบลดหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มจาก Rebate และไม่รับใบกำกับภาษีค่าส่งเสริมการขายจากร้านค้ามาใช้เป็นภาษีซื้อ
  • บันทึก Rebate ค้างจ่ายในงวดที่ตัวแทนทำยอดครบเงื่อนไข แยกบัญชีจากค่ารับรองและส่วนลดการค้าในใบกำกับภาษี

กำลังออกแบบโปรแกรม Rebate หรือเงินสนับสนุนร้านค้า และไม่แน่ใจว่ารายไหนต้องหัก 3% รายไหนไม่ต้องหัก หรือจะวางเอกสารยังไงไม่ให้กระทบ ภ.พ.30 ปรึกษา CKH Accounting ได้เลย เราช่วยจัดประเภทลูกค้า วางผังบัญชีแยกส่วนลดแต่ละแบบ และเตรียมชุดเอกสารให้พร้อมสำหรับผู้สอบบัญชีและสรรพากร

บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จ่ายรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์อื่นเนื่องจากการส่งเสริมการขายให้ลูกค้าในประเทศ (อัปเดต พ.ศ. 2569) อ้างอิงประมวลรัษฎากร มาตรา 3 เตรส มาตรา 9 ทวิ มาตรา 40 (8) มาตรา 54 มาตรา 65 ตรี (18) มาตรา 77/1 (8) และ (10) มาตรา 79 และมาตรา 82/10 คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 9 (1) และข้อ 12/2 (เพิ่มเติมโดย ท.ป.101/2544) คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.118/2545 และ ป.86/2542 ข้อ 14 และหนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากรที่ กค 0702/4922 และ กค 0706/8821 ข้อเท็จจริงของแต่ละโปรแกรมและแนววินิจฉัยของเจ้าหน้าที่อาจทำให้ผลต่างกันไป โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนนำไปใช้จริง

มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี

ปรึกษาฟรี