จำหน่ายหนี้สูญทางภาษี ตัดลูกหนี้เก็บเงินไม่ได้เป็นรายจ่าย ต้องเข้าเงื่อนไขอะไร
ลูกหนี้การค้าที่ทวงเท่าไรก็ไม่จ่าย เป็นปัญหาที่ SME เจอบ่อย หลายกิจการตั้ง "ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ" ในงบตามหลักบัญชี แล้วเข้าใจว่าตัวเลขนั้นนำมาหักภาษีได้เลย ทั้งที่ทางภาษีถือเป็นคนละเรื่องกัน การจะตัดหนี้ที่เก็บไม่ได้มาเป็นรายจ่ายทางภาษีต้องเข้าเงื่อนไข "จำหน่ายหนี้สูญ" ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 374 พ.ศ. 2564) เท่านั้น บทความนี้สรุปให้เจ้าของธุรกิจเห็นว่าต่างจากการตั้งสำรองอย่างไร และแต่ละระดับหนี้ต้องทำอะไรบ้าง
หนี้สงสัยจะสูญ กับ จำหน่ายหนี้สูญ ไม่เหมือนกัน
สองคำนี้ SME มักสับสน แต่ผลทางภาษีต่างกันชัดเจน
- ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ — เป็นการประมาณตามหลักบัญชีว่าลูกหนี้อาจเก็บไม่ได้เท่าไร บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงบการเงิน แต่ทางภาษีถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม (ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี) เพราะยังไม่ได้ตัดหนี้จริง จึงต้องบวกกลับตอนคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี
- จำหน่ายหนี้สูญ — คือการตัดลูกหนี้ออกจากบัญชีจริงเมื่อเข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด อันนี้ถึงจะนำมาเป็นรายจ่ายหักภาษีได้ ในรอบบัญชีที่จำหน่าย
พูดง่าย ๆ คือตั้งสำรองในงบเป็นเรื่องความระมัดระวังทางบัญชี แต่จะประหยัดภาษีได้จริงต้อง "จำหน่ายหนี้สูญ" ให้ครบเงื่อนไขก่อน
เงื่อนไขทั่วไป 2 ข้อ ก่อนจะตัดหนี้สูญได้
ไม่ว่าหนี้จะก้อนเล็กหรือใหญ่ ต้องผ่านเงื่อนไขพื้นฐานตามข้อ 3 ของกฎกระทรวงก่อนเสมอ
- เป็นหนี้จากการประกอบกิจการ หรือ หนี้ที่เคยรวมคำนวณกำไรสุทธิ — เข้าข้อใดข้อหนึ่งก็พอ คือเป็นหนี้ที่เกิดจากหรือเนื่องจากการทำธุรกิจ (เช่น ขายเชื่อ ให้บริการ) หรือเป็นหนี้ที่เคยรับรู้เป็นรายได้เพื่อเสียภาษีมาแล้ว ทั้งนี้ไม่รวมหนี้ของผู้ที่เป็นหรือเคยเป็นกรรมการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการ
- ยังไม่ขาดอายุความและมีหลักฐานชัดแจ้ง — หนี้ต้องยังฟ้องร้องได้ตามกฎหมายและมีหลักฐานโดยชัดแจ้งที่สามารถฟ้องลูกหนี้ได้
บริษัทมีลูกหนี้การค้ารายหนึ่งค้างชำระ 150,000 บาท ตามทวงถามหลายรอบทั้งจดหมายและโทรศัพท์แต่ไม่ได้ผล อยากตัดเป็นหนี้สูญทางภาษี ต้องทำอย่างไร?
เกณฑ์ตามขนาดหนี้ ยิ่งก้อนใหญ่ยิ่งต้องทำมาก
กฎกระทรวงแบ่งเงื่อนไขการจำหน่ายหนี้สูญตามจำนวนหนี้ของลูกหนี้แต่ละราย โดยหนี้ยิ่งมากยิ่งต้องมีขั้นตอนทางกฎหมายเข้มขึ้น
- ไม่เกิน 200,000 บาทต่อราย — ตัดได้โดยไม่ต้องฟ้อง แต่ต้องมีหลักฐานการติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ตามสมควรแก่กรณีแล้วไม่ได้รับชำระ และปรากฏว่าหากจะฟ้องลูกหนี้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่คุ้มกับหนี้ที่จะได้รับชำระ
- เกิน 200,000 แต่ไม่เกิน 2,000,000 บาทต่อราย — ต้องมีการฟ้องคดีแพ่งหรือยื่นคำขอในคดีล้มละลาย และศาลมีคำสั่งรับคำฟ้อง/รับคำขอนั้นแล้ว
- เกิน 2,000,000 บาทต่อราย — เข้มที่สุด นอกจากต้องดำเนินคดีแล้ว ต้องมีขั้นตอนเพิ่ม เช่น ศาลมีคำบังคับหรือหมายบังคับคดีและมีหลักฐานว่าลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินจะชำระ หรือในคดีล้มละลายมีการประนอมหนี้/แบ่งทรัพย์สินครั้งแรกแล้ว
เมื่อเข้าเงื่อนไขครบ ต้องจำหน่ายหนี้สูญภายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และกรณีหนี้ไม่เกิน 2,000,000 บาทที่ดำเนินการฟ้องคดีแพ่งหรือคดีล้มละลายตามข้อ 5 (2) (3) กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการต้องมีคำสั่งอนุมัติให้จำหน่ายหนี้นั้นเป็นหนี้สูญภายใน 30 วันนับแต่วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ไม่ใช่แค่ควรทำ พร้อมเก็บเอกสารหลักฐานการทวงถามและการดำเนินคดีไว้ให้ครบเผื่อสรรพากรขอตรวจ
- เช็กว่าเป็นหนี้จากการค้า ยังไม่ขาดอายุความ และเคยรวมเป็นรายได้เสียภาษีแล้ว
- ดูจำนวนหนี้ต่อราย เพื่อรู้ว่าต้องฟ้องคดีหรือแค่ทวงถามก็พอ
- เก็บหลักฐานการติดตามทวงถาม เช่น จดหมายทวงหนี้ อีเมล บันทึกการติดต่อ
- หนี้เกิน 200,000 บาท เตรียมเอกสารการฟ้อง/คำสั่งศาลรับฟ้องให้ครบ
- จำหน่ายภายในรอบบัญชีที่เข้าเงื่อนไข และมีมติอนุมัติจากผู้มีอำนาจ
การตัดหนี้สูญให้หักภาษีได้จริงต้องอาศัยทั้งการจัดเก็บเอกสารและจับจังหวะรอบบัญชีให้ถูก หากมีลูกหนี้ค้างนานและอยากตัดเป็นรายจ่ายให้ถูกต้องตามเงื่อนไขสรรพากร ปรึกษา CKH Accounting ได้เลย เราช่วยดูตั้งแต่การประเมินหนี้ การเตรียมหลักฐาน ไปจนถึงการบันทึกบัญชีและปรับปรุงกำไรสุทธิให้ครบถ้วน
บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปเพื่ออธิบายหลักการจำหน่ายหนี้สูญทางภาษี (อ้างอิงประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (9) และ 65 ตรี ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 374 พ.ศ. 2564 อัปเดต พ.ศ. 2569) เงื่อนไขและจำนวนเงินอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับประกาศล่าสุดของกรมสรรพากรและปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตก่อนนำไปใช้จริง
มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี
ปรึกษาฟรี