จัดชิงโชคจับรางวัลลูกค้า ต้องขอใบอนุญาต หัก ณ ที่จ่าย 5% รางวัลเสีย VAT ไหม ลงรายจ่ายได้
ช่วงปลายปีหลายร้านเริ่มคิดแคมเปญ "ซื้อครบ 500 บาท ลุ้นทอง" หรือ "ส่งใบเสร็จมาจับรางวัลมือถือ" เพื่อกระตุ้นยอดขาย กิจกรรมแบบนี้ดูเรียบง่าย แต่มีกฎหมายเกี่ยวข้องถึง 3 ชั้นที่ SME มักข้ามไป คือ การจับรางวัลด้วยการเสี่ยงโชคต้องขอใบอนุญาตก่อนเริ่ม มูลค่ารางวัลที่มอบให้ผู้โชคดีต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% และถ้ารางวัลเป็นสินค้า ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องนำมูลค่ารางวัลไปรวมเป็นฐานภาษีขายด้วย บทความนี้สรุปทีละชั้นว่าต้องทำอะไร ใช้แบบฟอร์มไหน และกรมสรรพากรเคยตอบข้อหารือไว้อย่างไร เพื่อให้จัดแคมเปญได้โดยไม่กลายเป็นภาระภาษีย้อนหลัง
ชั้นที่ 1 การจับรางวัลเสี่ยงโชคต้องขอใบอนุญาตก่อนเริ่ม
พระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 มาตรา 8 กำหนดว่า "การจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชค โดยวิธีใด ๆ ในการประกอบกิจการค้าหรืออาชีพ จะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตก่อนจึงจะทำได้" จุดตัดสำคัญอยู่ที่คำว่า "เสี่ยงโชค" ถ้าลูกค้าทุกคนที่ซื้อครบตามเงื่อนไขได้ของแถมเหมือนกันหมด ไม่มีการจับฉลากหรือสุ่ม ก็ไม่ใช่การเสี่ยงโชค ไม่ต้องขออนุญาต แต่ทันทีที่มีการจับรางวัล สุ่มหมายเลข หรือเปิดฝาลุ้น กิจกรรมนั้นเข้ามาตรา 8 ทันที
- ยื่นคำขอที่ไหน ในกรุงเทพมหานครยื่นต่อสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง ส่วนต่างจังหวัดยื่นที่ที่ว่าการอำเภอที่จัดกิจกรรม โดยต้องยื่นล่วงหน้าก่อนวันเริ่มรายการ เอกสารหลักคือหนังสือแสดงความประสงค์ของบริษัท หนังสือรับรองนิติบุคคล กติกาและเงื่อนไขการร่วมรายการ รายการและมูลค่าของรางวัล หลักฐานว่าได้จัดเตรียมของรางวัลไว้แล้ว ตัวอย่างสื่อโฆษณาหรือคูปอง และต้องระบุวัน เวลา สถานที่จับรางวัลให้ชัด
- เงื่อนไขของใบอนุญาต ใบอนุญาต 1 ฉบับใช้กับการจับรางวัล 1 ครั้ง ต้องจับตามวัน เวลา และสถานที่ที่ระบุไว้ โอนให้ผู้อื่นใช้ไม่ได้ สินค้าที่ขายต้องเป็นราคาปกติตามท้องตลาด ผู้ซื้อต้องได้รับสินค้าตามราคาที่จ่ายแม้ไม่ถูกรางวัล และห้ามจ่ายเงินสดแทนของรางวัลที่ประกาศไว้ ถ้ารายการมีจับหลายครั้งต้องระบุให้ชัดว่าชิ้นส่วนที่ไม่ถูกรางวัลจะนำมารวมจับครั้งถัดไปหรือไม่
- ถ้าไม่ขอ การจัดโดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษทางอาญาตามบทกำหนดโทษของพระราชบัญญัติการพนัน คือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50 บาทถึง 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัวเลขค่าปรับดูน้อย แต่ประวัติคดีอาญาของกรรมการและการถูกสั่งระงับแคมเปญกลางคันคือต้นทุนที่แท้จริง นอกจากนี้ข้อความโฆษณาส่งเสริมการขายยังอยู่ใต้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งคาดหวังให้ระบุเงื่อนไขการร่วมรายการ ระยะเวลา ของรางวัล และวิธีการจับรางวัลไว้ในโฆษณาอย่างชัดเจน
ชั้นที่ 2 มูลค่ารางวัลต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 5%
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 9(1) กำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) "เฉพาะที่เป็นรางวัลในการประกวด การแข่งขัน การชิงโชค หรือการอื่นใดอันมีลักษณะทำนองเดียวกัน" หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 5.0 ไม่ว่าผู้รับจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล และตามข้อ 12/7 ของคำสั่งเดียวกัน การจ่ายที่ต้องหักต้องมีจำนวนตามสัญญารายหนึ่ง ๆ ตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป รางวัลปลอบใจมูลค่าต่ำกว่านั้นจึงไม่ต้องหัก
- รางวัลเป็นสิ่งของ หักยังไง ภาษีคิดจากมูลค่าของรางวัล เช่น ราคาที่ประกาศไว้ในโฆษณาหรือราคาที่ซื้อมา ในทางปฏิบัติบริษัทจะแจ้งให้ผู้โชคดีนำเงินสดเท่ากับ 5% ของมูลค่ารางวัลมาชำระก่อนรับของ แล้วออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ทันที กรมสรรพากรยืนยันแนวนี้ในข้อหารือหลายฉบับ เช่น กรณีรางวัลทองคำหนัก 100 บาท มูลค่า 840,000 บาท ที่บริษัทหัก 5% เป็นเงิน 42,000 บาท (กค 0709/2886 ลงวันที่ 5 เมษายน 2549) และกรณีรางวัลแพ็กเกจทัวร์ที่ "บริษัทมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 5.0 ของมูลค่าของรางวัลนั้น" (กค 0702/4122 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2552)
- นำส่งด้วยแบบไหน ผู้รับเป็นบุคคลธรรมดายื่น ภ.ง.ด.3 ผู้รับเป็นนิติบุคคลยื่น ภ.ง.ด.53 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่มอบรางวัล และต้องมีชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้โชคดีครบถ้วน จึงควรเก็บสำเนาบัตรประชาชนไว้ตั้งแต่วันรับรางวัล
- ถ้าบริษัทอยากออกภาษีให้ผู้โชคดี ทำได้ แต่โดยหลักภาษีที่ผู้จ่ายออกให้ถือเป็นประโยชน์เพิ่มของผู้รับด้วย จึงต้องคำนวณแบบรวมภาษีเข้าไปในมูลค่ารางวัล (คิดคร่าว ๆ ภาษีที่ต้องนำส่งเท่ากับมูลค่ารางวัลคูณ 5 หาร 95) ไม่ใช่แค่ 5% ของมูลค่ารางวัล และควรระบุไว้ในกติกาตั้งแต่ต้นว่าใครรับภาระภาษี
- ฝั่งผู้โชคดีไม่ได้จบแค่ 5% รางวัลชิงโชคเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) ผู้รับต้องนำมูลค่ารางวัลไปรวมยื่น ภ.ง.ด.90 ปลายปี โดยใช้ 5% ที่ถูกหักเป็นเครดิตภาษี และกรมสรรพากรเคยตอบว่าเงินได้ประเภทนี้หักค่าใช้จ่ายได้เฉพาะตามจริงและสมควร ไม่มีอัตราเหมา (กค 0811/16540 ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2541) บริษัทควรแจ้งผู้โชคดีให้ทราบล่วงหน้าเพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทภายหลัง
- อย่าสับสนกับรางวัลตามยอดซื้อ ถ้าให้รางวัลหรือส่วนลดแก่ทุกคนที่ทำยอดถึงเป้าโดยไม่มีการเสี่ยงโชค จะไม่เข้าข้อ 9 แต่ไปดูข้อ 12/2 แทน ซึ่งกำหนดให้หัก 3% เมื่อผู้รับเป็นตัวแทนจำหน่ายที่ซื้อไปขายต่อ และไม่ต้องหักเลยเมื่อผู้รับเป็นผู้บริโภคที่ซื้อไปใช้เอง (กค 0702/1247 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552)
ใส่มูลค่ารางวัลต่อรางวัลและจำนวนรางวัล เพื่อดูภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ต้องนำส่ง ทั้งกรณีผู้โชคดีรับภาระเองและกรณีบริษัทออกภาษีให้ พร้อมภาษีขายโดยประมาณถ้ารางวัลเป็นสินค้า
- มูลค่ารางวัลรวมทั้งแคมเปญ—
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5% กรณีผู้โชคดีจ่ายเองก่อนรับรางวัล (นำส่ง ภ.ง.ด.3/53)—
- ภาษีที่ต้องนำส่ง กรณีบริษัทออกภาษีให้ (คำนวณแบบรวมภาษี มูลค่า × 5/95)—
- ภาษีขายโดยประมาณ 7% ถ้ารางวัลเป็นสินค้าและใช้มูลค่ารางวัลเป็นฐานภาษี—
- ต้นทุนรวมของแคมเปญเมื่อบริษัทรับภาระทั้งภาษีหัก ณ ที่จ่ายและภาษีขาย—
ชั้นที่ 3 รางวัลที่เป็นสินค้าต้องเสียภาษีขาย ส่วนภาษีซื้อขอคืนได้
สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม การมอบสินค้าเป็นรางวัลถือเป็น "ขาย" ตามมาตรา 77/1(8) เพราะนิยามการขายรวมถึงการจำหน่าย จ่าย โอนสินค้าไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ และรางวัลจับฉลากไม่เข้าข้อยกเว้นเรื่องของแถมพร้อมการขาย เพราะผู้โชคดีไม่ได้รับรางวัลคู่กับการซื้อในวันนั้น กรมสรรพากรจึงตอบข้อหารือว่า "ต้องนำมูลค่าของรางวัลที่จ่ายนั้นไปรวมเป็นมูลค่าของฐานภาษี" ตามมาตรา 79 (กค 0811(กม)/466 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2541) และย้ำอีกครั้งในกรณีให้สินค้าของบริษัทเป็นรางวัลแก่ตัวแทนจำหน่ายว่า "ไม่ใช่การแถมสินค้า เข้าลักษณะเป็นการขายสินค้า" (กค 0702/3371 ลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2553)
- รางวัลเป็นบริการ เช่น แพ็กเกจทัวร์หรือบัตรกำนัลโรงแรม ถือเป็นการให้บริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นกัน โดยในข้อหารือ กค 0702/4122 กรมสรรพากรให้ใช้ "ต้นทุนสินค้าหรือค่าบริการที่ได้ซื้อมา" เป็นฐานภาษี ไม่ใช่มูลค่าที่บริษัทโฆษณา
- รางวัลเป็นเงินสด เงินไม่ใช่สินค้าหรือบริการ จึงไม่มีประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่ม เหลือเฉพาะภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5%
- ภาษีซื้อของรางวัลที่ซื้อมา ขอคืนหรือเครดิตได้ เพราะเป็นภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ ตามแนวข้อหารือ กค 0811(กม)/466 เงื่อนไขคือต้องได้ใบกำกับภาษีเต็มรูปในนามบริษัท และไม่ใช่รายการต้องห้าม เช่น รถยนต์นั่งหรือรถจักรยานยนต์บางประเภทที่กฎหมายห้ามขอคืนภาษีซื้ออยู่แล้ว ควรเช็กก่อนเลือกของรางวัล
- บันทึกเมื่อไหร่ ภาษีขายของรางวัลเกิดเมื่อส่งมอบรางวัลให้ผู้โชคดี จึงต้องนำไปรวมใน ภ.พ.30 ของเดือนที่ส่งมอบ และลงรายงานภาษีขายโดยระบุว่าเป็นรางวัลส่งเสริมการขาย ส่วนรางวัลที่หยิบจากสต็อกสินค้าของบริษัทเองต้องตัดออกจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบด้วย
ลงเป็นรายจ่ายได้ และหลักฐานที่ผู้สอบบัญชีจะขอดู
ข่าวดีคือค่าใช้จ่ายซื้อของรางวัลเพื่อส่งเสริมการขายไม่ใช่ค่ารับรองและไม่ใช่รายจ่ายต้องห้าม กรมสรรพากรตอบในข้อหารือ กค 0702/4122 ว่ารายจ่ายซื้อรางวัลเพื่อส่งเสริมกิจกรรมการขายเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ "ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13)" จึงหักได้เต็มจำนวนโดยไม่ติดเพดานค่ารับรอง เงื่อนไขคือกิจกรรมต้องเปิดให้ลูกค้าทั่วไปร่วมตามกติกาที่ประกาศ ไม่ใช่เลือกให้เฉพาะราย และต้องมีหลักฐานครบ
- ใบอนุญาตจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชค และกติกาที่ประกาศต่อสาธารณะ
- ใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จค่าซื้อของรางวัล หรือเอกสารเบิกสินค้าจากสต็อกพร้อมราคาทุน
- บันทึกการจับรางวัล วันเวลา สถานที่ พยาน และรายชื่อผู้โชคดีที่ประกาศผล
- หลักฐานการส่งมอบรางวัล สำเนาบัตรประชาชนผู้รับ สำเนาหนังสือรับรอง 50 ทวิ และใบเสร็จนำส่ง ภ.ง.ด.3/53
- รายงานภาษีขายและ ภ.พ.30 ของเดือนที่ส่งมอบรางวัล ที่แสดงมูลค่ารางวัลในฐานภาษี
ทางบัญชี บันทึกมูลค่ารางวัลเป็นค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขายในงวดที่ส่งมอบ ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่เก็บจากผู้โชคดีเป็นหนี้สินรอนำส่ง และถ้าบริษัทออกภาษีให้ ส่วนภาษีที่ออกให้ก็เป็นค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขายเพิ่มเติม ส่วนรางวัลที่ประกาศแล้วแต่ยังไม่ถึงวันจับ ควรตั้งประมาณการหนี้สินไว้ตามมูลค่าที่ผูกพันแล้ว เพื่อให้งบรายเดือนไม่แสดงกำไรสูงเกินจริงในช่วงแคมเปญ
- มีการเสี่ยงโชคจริง (จับฉลาก สุ่ม ลุ้น) จึงยื่นขอใบอนุญาตตามมาตรา 8 ล่วงหน้าก่อนเริ่มรายการ
- กติกาในโฆษณาระบุระยะเวลา ของรางวัล มูลค่า วิธีการและวันเวลาสถานที่จับรางวัล ตรงกับที่ขออนุญาต
- ระบุในกติกาว่าผู้โชคดีต้องชำระภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5% ของมูลค่ารางวัลก่อนรับ หรือบริษัทออกให้แบบคำนวณรวมภาษี
- เตรียมเก็บสำเนาบัตรประชาชนและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้โชคดีทุกคนที่รางวัลตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป
- ออก 50 ทวิ ทันทีในวันส่งมอบ และยื่น ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป
- ของรางวัลที่เป็นสินค้าหรือบริการ นำมูลค่าไปรวมฐานภาษีใน ภ.พ.30 ของเดือนที่ส่งมอบ
- ใบกำกับภาษีค่าซื้อของรางวัลออกในนามบริษัท และตรวจแล้วว่าไม่ใช่ภาษีซื้อต้องห้าม
- มีบันทึกการจับรางวัล พยาน และประกาศผลตามวันเวลาที่ระบุในใบอนุญาต
- แจ้งผู้โชคดีว่าต้องนำมูลค่ารางวัลไปรวมยื่น ภ.ง.ด.90 ปลายปี โดยใช้ 5% ที่ถูกหักเป็นเครดิต
ถ้ากำลังวางแผนแคมเปญชิงโชคหรือจับรางวัลและต้องการให้ช่วยวางเอกสาร คำนวณภาระภาษี หรือจัดระบบการนำส่ง ภ.ง.ด.3/53 และ ภ.พ.30 ให้ครบ ปรึกษาทีม CKH Accounting ได้
บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปตามพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 ประมวลรัษฎากร คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 และแนวตอบข้อหารือของกรมสรรพากร (อัปเดต พ.ศ. 2569) เงื่อนไขการขอใบอนุญาต ฐานภาษีของรางวัลแต่ละประเภท และวิธีคำนวณกรณีบริษัทออกภาษีให้ขึ้นกับข้อเท็จจริงของแต่ละกิจการ โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่ก่อนนำไปใช้จริง
มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี
ปรึกษาฟรี