ค่าปรับส่งของช้า ค่าเสียหาย ดอกเบี้ยผิดนัด 5% ลงรายจ่ายได้ไหม มี VAT หัก ณ ที่จ่ายไหม
สัญญาซื้อขายหรือสัญญาจ้างของ SME แทบทุกฉบับมีข้อความว่า "ถ้าส่งมอบล่าช้า ผู้ขายยอมให้ปรับวันละ 0.1% ของมูลค่างาน" หรือ "ถ้าชำระเงินเกินกำหนด ผู้ซื้อยอมเสียดอกเบี้ยผิดนัด" พอเกิดเหตุขึ้นจริง ฝ่ายบัญชีมักเจอคำถามชุดเดิม ค่าปรับที่บริษัทถูกคู่ค้าหักไปลงเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ไหม หรือเป็นรายจ่ายต้องห้ามเหมือนเบี้ยปรับสรรพากร ค่าปรับที่บริษัทเรียกเก็บจากคู่ค้าต้องออกใบกำกับภาษีบวก VAT 7% หรือเปล่า คู่ค้าต้องหัก ณ ที่จ่าย 3% จากค่าปรับไหม และดอกเบี้ยผิดนัดคิดได้กี่เปอร์เซ็นต์ บทความนี้แยกให้เห็นทีละก้อนว่าค่าปรับผิดสัญญา ค่าเสียหาย และดอกเบี้ยผิดนัด มีภาระภาษีต่างกันอย่างไร ตามมาตรา 65 ตรี (6) แห่งประมวลรัษฎากร คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 40/2560 คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 แนววินิจฉัยของกรมสรรพากร และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 มาตรา 224 และมาตรา 383
ค่าปรับแบบไหนห้ามลงรายจ่าย และค่าปรับผิดสัญญาการค้าต่างกันตรงไหน
คำว่า "ค่าปรับ" ในภาษาพูดรวมของหลายอย่างไว้ด้วยกัน แต่ทางภาษีแยกเป็นสองกลุ่มที่ผลต่างกันคนละขั้ว กลุ่มแรกคือค่าปรับที่เป็นบทลงโทษจากรัฐ กลุ่มที่สองคือค่าปรับหรือค่าเสียหายที่คู่สัญญาตกลงกันเองทางแพ่ง
- เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับทางอาญา เป็นรายจ่ายต้องห้าม มาตรา 65 ตรี (6) แห่งประมวลรัษฎากรห้ามนำ "เบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มภาษีอากร ค่าปรับทางอาญา ภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล" มาหักเป็นรายจ่าย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 40/2560 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2560 ขยายความว่าหมายถึงเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับอาญาตามกฎหมายภาษีอากรทุกประเภท รวมถึงค่าปรับที่เป็นโทษทางอาญา และเงินเพิ่มภาษีอากรตามกฎหมายอื่นด้วย ดังนั้นเบี้ยปรับ ภ.พ.30 เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ยื่นช้า ค่าปรับอาญาที่ยื่นแบบเกินกำหนด หรือเงินเพิ่มภาษีศุลกากรและสรรพสามิต ลงบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายได้ แต่ตอนคำนวณ ภ.ง.ด.50 ต้องบวกกลับทั้งจำนวน
- ค่าปรับผิดสัญญาและค่าเสียหายทางแพ่ง ไม่อยู่ในรายการต้องห้ามข้อนี้ เงินที่บริษัทจ่ายให้ลูกค้าเพราะส่งของช้า ส่งงานไม่ทัน ยกเลิกสัญญาก่อนกำหนด หรือชดใช้ความเสียหายตามข้อตกลงในสัญญา เป็น "เบี้ยปรับ" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ถึง 383 ที่คู่สัญญากำหนดกันเอง ไม่ใช่โทษตามกฎหมายภาษีอากรและไม่ใช่โทษทางอาญา จึงหักเป็นรายจ่ายได้ตามหลักทั่วไป เมื่อเกิดจากการประกอบกิจการและมีหลักฐานชัดเจน คือสัญญาที่ระบุข้อปรับ หนังสือแจ้งค่าปรับจากคู่ค้า และหลักฐานการจ่ายหรือการหักกลบลบหนี้ ถ้าขาดเอกสารเหล่านี้ เจ้าหน้าที่อาจมองเป็นรายจ่ายที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าเพื่อกิจการตามมาตรา 65 ตรี (13)
- ลงรายจ่ายในรอบบัญชีที่ภาระเกิด ไม่ใช่รอบที่จ่ายเงิน ตามเกณฑ์สิทธิ ถ้าคู่ค้าแจ้งค่าปรับและบริษัทยอมรับแล้วในเดือนธันวาคม แม้จะหักกลบกันตอนจ่ายเงินงวดสุดท้ายปีถัดไป ก็ต้องตั้งค้างจ่ายไว้ในปีที่เกิดภาระ ส่วนค่าปรับที่ยังโต้แย้งกันอยู่และยังไม่ยอมรับ ยังไม่ควรรับรู้จนกว่าจะตกลงกันได้หรือมีคำพิพากษา
- ศาลลดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนได้ แต่จ่ายไปแล้วเรียกคืนไม่ได้ มาตรา 383 ให้ศาลลดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ แต่ถ้าบริษัทชำระเบี้ยปรับไปแล้วก็หมดสิทธิขอลด ดังนั้นถ้าเห็นว่าค่าปรับที่ถูกเรียกไม่สมเหตุสมผล ควรเจรจาหรือโต้แย้งเป็นหนังสือก่อนจ่าย ไม่ใช่จ่ายไปก่อนแล้วค่อยขอคืน
ฝั่งได้รับค่าปรับ ไม่มี VAT ไม่ถูกหัก ณ ที่จ่าย แต่ต้องลงเป็นรายได้
กลับด้านมาดูฝั่งที่บริษัทเป็นผู้เรียกเก็บค่าปรับจากคู่ค้า เช่น ซัพพลายเออร์ส่งเครื่องจักรช้า หรือลูกค้าขอยกเลิกสัญญาเช่าก่อนครบกำหนดและต้องจ่ายเงินชดเชยตามสัญญา กรมสรรพากรวางแนวไว้ค่อนข้างชัดในหนังสือตอบข้อหารือที่ กค 0702/530 ลงวันที่ 25 มกราคม 2560 ซึ่งเป็นกรณีเงินชดเชยจากการยกเลิกสัญญาเช่ารถยนต์ก่อนกำหนด และหนังสือที่ กค 0811/1292 ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2545 ซึ่งแยกค่าเสียหายออกจากค่าบริการ สรุปหลักได้ดังนี้
- ไม่อยู่ในบังคับภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าปรับ ค่าเสียหาย หรือเงินชดเชยจากการผิดสัญญา ไม่ใช่ค่าตอบแทนจากการขายสินค้าหรือการให้บริการตามมาตรา 77/1 (8) (9) และ (10) จึงไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 บริษัทที่ได้รับค่าปรับจึงไม่ต้องออกใบกำกับภาษีและไม่ต้องบวก VAT 7% ออกเพียงใบแจ้งหนี้หรือหนังสือแจ้งค่าปรับและใบเสร็จรับเงินธรรมดา และไม่ต้องนำยอดนี้ไปรวมในรายงานภาษีขายหรือ ภ.พ.30
- ผู้จ่ายไม่ต้องหัก ณ ที่จ่าย กรมสรรพากรจัดเงินชดเชยจากการผิดสัญญาเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) และเห็นว่าค่าเสียหายไม่ใช่ค่าจ้างทำของหรือค่าบริการตาม ท.ป.4/2528 ข้อ 8 จึงไม่อยู่ในบังคับต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย คู่ค้าที่หักค่าปรับ 3% ไว้เพราะเข้าใจว่าเป็นค่าบริการ จึงเป็นการหักเกินที่บริษัทผู้รับต้องไปขอคืนภายหลัง ควรทักท้วงตั้งแต่ตอนรับเงิน
- แต่เป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่มี VAT และไม่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องเสียภาษี ค่าปรับที่ได้รับเป็นรายได้อื่นของกิจการที่ต้องรวมคำนวณกำไรสุทธิใน ภ.ง.ด.50 ตามเกณฑ์สิทธิในรอบที่มีสิทธิเรียกเก็บ และถ้าเป็นเงินที่หักกลบจากหนี้ค่าสินค้าโดยไม่ได้รับเงินสด ก็ยังต้องบันทึกรายได้เต็มจำนวนเช่นกัน
- ค่าปรับที่หักกลบไม่ใช่เหตุออกใบลดหนี้ กรณีบริษัทเป็นผู้ขายที่ถูกลูกค้าหักค่าปรับส่งช้าออกจากค่าสินค้า มาตรา 82/10 ให้ออกใบลดหนี้ได้เฉพาะเหตุที่กำหนด เช่น ลดราคาเพราะสินค้าผิดข้อกำหนด ชำรุด ขาดจำนวน คำนวณราคาผิด รับคืนสินค้า หรือเลิกสัญญาบริการตามเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด การถูกปรับเพราะส่งมอบล่าช้าไม่ได้ทำให้มูลค่าสินค้าที่ขายลดลง ใบกำกับภาษีและภาษีขายจึงยังเต็มจำนวนเดิม แล้วบันทึกค่าปรับเป็นรายจ่ายแยกต่างหากและหักกลบลบหนี้กันในบัญชีลูกหนี้ ถ้าเอาค่าปรับไปออกใบลดหนี้ลด VAT ฝั่งผู้ขายจะนำส่งภาษีขายขาด และฝั่งผู้ซื้อก็ใช้ภาษีซื้อผิดไปด้วย
ใส่มูลค่างานตามสัญญา อัตราค่าปรับต่อวัน และจำนวนวันที่ล่าช้า เพื่อดูค่าปรับ และยอดที่ผู้ซื้อจะโอนจริงเมื่อหักกลบค่าปรับจากค่าสินค้ารวม VAT
- ค่าปรับที่ผู้ขายต้องจ่าย (ไม่มี VAT ไม่ต้องหัก ณ ที่จ่าย)—
- ค่าปรับคิดเป็นสัดส่วนของมูลค่างาน—
- ใบกำกับภาษีค่าสินค้ายังเต็มจำนวนรวม VAT 7% (ไม่ออกใบลดหนี้)—
- ยอดที่ผู้ซื้อโอนจริงหลังหักกลบค่าปรับ—
ตัวอย่างนี้เป็นการซื้อขายสินค้าจึงไม่มีหัก ณ ที่จ่ายจากค่าสินค้า ถ้าเป็นค่าจ้างทำของหรือค่าบริการ ผู้จ่ายยังต้องหัก ณ ที่จ่าย 3% จากค่าบริการก่อน VAT ตามปกติ แต่ไม่หักจากค่าปรับ
ตัวอย่าง: บริษัทสั่งซื้อเครื่องจักรมูลค่า 1,000,000 บาท สัญญาระบุค่าปรับวันละ 0.1% ของมูลค่างาน ซัพพลายเออร์ส่งช้า 20 วัน ค่าปรับเท่ากับ 20,000 บาท ซัพพลายเออร์ยังออกใบกำกับภาษี 1,000,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 70,000 บาท รวม 1,070,000 บาทตามเดิม บริษัทบันทึกภาษีซื้อ 70,000 บาทเต็ม บันทึกรายได้อื่น 20,000 บาทจากค่าปรับ และโอนเงินจริง 1,050,000 บาท โดยไม่หัก ณ ที่จ่ายจากค่าปรับ และไม่ต้องขอใบลดหนี้
ดอกเบี้ยผิดนัด 5% ต่อปี ภาษีไม่เหมือนค่าปรับ
อีกก้อนที่มักปนกับค่าปรับคือดอกเบี้ยที่คิดจากลูกหนี้ที่จ่ายเงินช้า หรือที่บริษัทต้องจ่ายให้เจ้าหนี้เมื่อตัวเองจ่ายช้า กฎหมายแพ่งเรียกว่าดอกเบี้ยระหว่างผิดนัด ซึ่งทั้งอัตราและภาระภาษีต่างจากค่าปรับผิดสัญญา
- อัตราตามกฎหมายคือ 5% ต่อปี พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ปรับมาตรา 7 ให้ดอกเบี้ยที่ไม่ได้กำหนดอัตราไว้เท่ากับ 3% ต่อปี และมาตรา 224 ให้ดอกเบี้ยผิดนัดเท่ากับอัตราตามมาตรา 7 บวกอีก 2% ต่อปี รวมเป็น 5% ต่อปี จากเดิม 7.5% ถ้าสัญญากำหนดอัตราไว้สูงกว่านี้โดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น ตกลงดอกเบี้ยผิดนัด 10% ต่อปี ก็ใช้ตามสัญญาได้ และมาตรา 224 วรรคสองห้ามคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยระหว่างผิดนัด อัตรา 3% ตามมาตรา 7 อาจถูกปรับได้ด้วยพระราชกฤษฎีกา จึงควรเช็กอัตราปัจจุบันก่อนคิดดอกเบี้ยกับลูกหนี้
- ถ้าลูกหนี้ผ่อนเป็นงวด คิดดอกเบี้ยได้เฉพาะงวดที่ผิดนัด มาตรา 224 วรรคสี่ระบุว่าเมื่อลูกหนี้ผิดนัดงวดใด เจ้าหนี้เรียกดอกเบี้ยผิดนัดได้เฉพาะจากต้นเงินของงวดนั้น ไม่ใช่ยอดหนี้ทั้งก้อน และข้อตกลงที่ขัดกับเรื่องนี้เป็นโมฆะ สัญญาเก่าที่เขียนว่า "ถ้าผิดนัดงวดใดให้ถือว่าหนี้ทั้งหมดถึงกำหนดและคิดดอกเบี้ยผิดนัดจากยอดคงค้างทั้งหมด" ควรให้ที่ปรึกษากฎหมายทบทวน
- เป็นเงินได้ประเภทดอกเบี้ย ผู้จ่ายที่เป็นนิติบุคคลต้องหัก ณ ที่จ่าย 1% กรมสรรพากรมองว่าดอกเบี้ยจากการชำระเงินล่าช้าเป็นเงินได้ทำนองเดียวกับดอกเบี้ยตามมาตรา 40 (4) (ก) ตามหนังสือที่ กค 0811/1292 เมื่อบริษัทจ่ายดอกเบี้ยผิดนัดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในไทย จึงต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1.0 ตาม ท.ป.4/2528 ข้อ 4 และนำส่งด้วย ภ.ง.ด.53 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ซึ่งต่างจากค่าปรับผิดสัญญาที่ไม่ต้องหัก ถ้าผู้รับดอกเบี้ยเป็นบุคคลธรรมดา อัตราและแบบที่ใช้จะต่างออกไป ควรตรวจกับผู้สอบบัญชีก่อนจ่าย
- ไม่มี VAT และไม่มีภาษีธุรกิจเฉพาะ หนังสือที่ กค 0706/6225 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2550 วินิจฉัยว่าดอกเบี้ยผิดนัดที่บริษัทได้รับจากลูกค้าที่ชำระค่าบริการเกินกำหนด ไม่ใช่การขายสินค้าหรือให้บริการ จึงไม่อยู่ในบังคับภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 และไม่ใช่รายรับจากการประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (5) ด้วย บริษัทที่เรียกเก็บดอกเบี้ยผิดนัดจึงออกใบแจ้งหนี้และใบเสร็จธรรมดา ไม่ออกใบกำกับภาษี
บริษัท ก จ้างบริษัท ข ติดตั้งระบบไฟฟ้าในโรงงาน มูลค่างาน 500,000 บาท ข ส่งงานช้า 10 วัน สัญญาปรับวันละ 0.2% ของมูลค่างาน รวมค่าปรับ 10,000 บาท ข ออกใบกำกับภาษี 500,000 บาท VAT 35,000 บาท ตอนจ่ายเงิน ก ควรทำอย่างไร
จุดที่ SME มักพลาดเวลามีค่าปรับและดอกเบี้ยผิดนัดในสัญญา
นอกจากเรื่องภาษีในแต่ละก้อนแล้ว ยังมีประเด็นเอกสารและการบันทึกบัญชีที่ทำให้ตัวเลขใน ภ.พ.30 ภ.ง.ด.53 และ ภ.ง.ด.50 ไม่ตรงกันจนถูกถามภายหลัง
- เอาค่าปรับไปใส่ในใบกำกับภาษีหรือใบลดหนี้ ฝั่งผู้รับค่าปรับบางรายออกใบกำกับภาษีบวก VAT เพราะกลัวผิด ทำให้นำส่งภาษีขายเกินและคู่ค้าใช้ภาษีซื้อที่ไม่ควรใช้ ฝั่งผู้ถูกปรับบางรายออกใบลดหนี้เพื่อลดภาษีขาย ซึ่งไม่ใช่เหตุตามมาตรา 82/10 ทางที่ถูกคือเอกสารค่าปรับแยกจากเอกสารค่าสินค้าเสมอ
- หัก ณ ที่จ่ายสลับกัน ค่าปรับผิดสัญญาไม่หัก แต่ดอกเบี้ยผิดนัดที่จ่ายให้นิติบุคคลต้องหัก 1% หลายบริษัทหัก 3% จากค่าปรับเพราะคิดว่าเป็นค่าบริการ และลืมหัก 1% จากดอกเบี้ยเพราะคิดว่าเป็นค่าปรับ ผู้จ่ายที่ไม่หักต้องร่วมรับผิดในภาษีที่ไม่ได้หักตามมาตรา 54 ส่วนผู้รับที่ถูกหักเกินต้องเสียเวลาขอคืน
- ลืมบวกกลับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีใน ภ.ง.ด.50 โปรแกรมบัญชีมักตั้งบัญชี "ค่าปรับ" ไว้บัญชีเดียว ทำให้เบี้ยปรับสรรพากรกับค่าปรับผิดสัญญาการค้าปนกัน ควรแยกบัญชี "เบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีอากร" ที่ต้องบวกกลับ ออกจาก "ค่าปรับผิดสัญญา" ที่หักได้ ตั้งแต่ผังบัญชี
- ตัดสินทรัพย์เสียหายเป็นรายจ่ายทั้งที่ยังเรียกค่าเสียหายจากคู่สัญญาได้ มาตรา 65 ตรี (12) ห้ามหักผลเสียหายอันอาจได้กลับคืนเนื่องจากการประกันหรือสัญญาคุ้มกันใด ๆ ถ้าสินค้าเสียหายระหว่างขนส่งและบริษัทมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากผู้ขนส่งหรือประกันภัย ต้องรอให้ได้ข้อสรุปเรื่องค่าชดเชยก่อน ส่วนต่างที่ไม่ได้รับชดใช้จึงหักเป็นรายจ่ายได้ และถ้าได้รับชดใช้มากกว่าความเสียหาย ส่วนเกินเป็นรายได้
- ข้อปรับในสัญญาคลุมเครือ ถ้าสัญญาเขียนแค่ "ปรับตามความเหมาะสม" หรือไม่ระบุฐานคำนวณ ฝั่งที่ถูกปรับจะโต้แย้งได้และอาจเข้ามาตรา 383 เรื่องเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ควรระบุฐาน อัตรา เพดานสูงสุด วิธีแจ้ง และวิธีชำระหรือหักกลบไว้ในสัญญาให้ครบ จะได้ไม่ต้องตีความตอนมีปัญหา
- แยกให้ชัดว่าเงินก้อนนี้เป็นเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษี (บวกกลับใน ภ.ง.ด.50) ค่าปรับผิดสัญญาการค้า (หักได้) หรือดอกเบี้ยผิดนัด (หัก ณ ที่จ่าย 1% ถ้าผู้รับเป็นนิติบุคคล)
- มีสัญญาที่ระบุข้อปรับ หนังสือแจ้งค่าปรับหรือใบแจ้งหนี้จากคู่ค้า และหลักฐานการจ่ายหรือใบหักกลบลบหนี้ครบถ้วน
- ค่าปรับและค่าเสียหายออกเป็นเอกสารแยกจากใบกำกับภาษี ไม่บวก VAT และไม่ออกใบลดหนี้เพื่อลดภาษีขาย
- ไม่หัก ณ ที่จ่ายจากค่าปรับผิดสัญญา แต่หัก 1% จากดอกเบี้ยผิดนัดที่จ่ายให้นิติบุคคล และนำส่ง ภ.ง.ด.53 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป
- ค่าปรับที่ได้รับบันทึกเป็นรายได้อื่นเต็มจำนวนในรอบที่มีสิทธิเรียกเก็บ แม้จะหักกลบจากหนี้ค่าสินค้าโดยไม่ได้รับเงินสด
- ดอกเบี้ยผิดนัดที่คิดกับลูกหนี้ไม่เกินอัตราตามสัญญา หรือ 5% ต่อปีตามมาตรา 224 ถ้าสัญญาไม่ได้กำหนด และไม่คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย
- ผลเสียหายที่ยังเรียกคืนจากคู่สัญญาหรือประกันภัยได้ ยังไม่ตัดเป็นรายจ่ายจนกว่าจะได้ข้อสรุปเรื่องค่าชดเชย
ถูกคู่ค้าหักค่าปรับ หรือกำลังจะเรียกค่าปรับและดอกเบี้ยผิดนัดจากลูกค้า และไม่แน่ใจว่าต้องออกเอกสารแบบไหน หักภาษีหรือไม่ และบวกกลับใน ภ.ง.ด.50 เท่าไหร่ ปรึกษา CKH Accounting ได้เลย เราช่วยตรวจข้อสัญญาในมุมภาษี วางผังบัญชีแยกค่าปรับแต่ละประเภท และเตรียมเอกสารประกอบให้พร้อมสำหรับผู้สอบบัญชีและสรรพากร
บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จ่ายหรือได้รับค่าปรับผิดสัญญา ค่าเสียหาย และดอกเบี้ยผิดนัดจากคู่ค้าในประเทศ (อัปเดต พ.ศ. 2569) อ้างอิงประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ก) และ (8) มาตรา 54 มาตรา 65 ตรี (6) (12) และ (13) มาตรา 77/1 มาตรา 77/2 มาตรา 82/10 และมาตรา 91/2 คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 40/2560 คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 4 และข้อ 8 หนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากรที่ กค 0702/530 กค 0811/1292 และ กค 0706/6225 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 มาตรา 224 และมาตรา 379 ถึง 383 ข้อเท็จจริงของสัญญาแต่ละฉบับและแนววินิจฉัยของเจ้าหน้าที่อาจทำให้ผลต่างกันไป โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนนำไปใช้จริง
มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี
ปรึกษาฟรี