ขายของ รับงานราชการ ถูกหัก ณ ที่จ่าย 1% ม.69 ทวิ ตั้งแต่ 500 บาท VAT เต็ม 7% แต้มต่อ SME
SME ที่เริ่มขายสินค้าหรือรับงานให้หน่วยงานราชการครั้งแรก มักตกใจตอนเงินเข้าบัญชีไม่ตรงกับใบแจ้งหนี้ เพราะหน่วยงานหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 1% ทั้งที่ขายสินค้าให้เอกชนไม่เคยถูกหัก หรือรับงานบริการให้เอกชนเคยถูกหัก 3% มาตลอด ความต่างนี้มาจากประมวลรัษฎากร มาตรา 69 ทวิ ที่กำหนดกติกาเฉพาะสำหรับผู้จ่ายเงินที่เป็นรัฐ บทความนี้อธิบายว่าราชการหักจากอะไร หักเมื่อไหร่ VAT ยังต้องคิดเต็มไหม เงินเข้าจริงเท่าไหร่ บันทึกบัญชีและใช้เครดิตภาษีอย่างไร และก่อนไปเสนอราคางานรัฐ SME ควรขึ้นทะเบียนอะไรไว้บ้างเพื่อให้ได้แต้มต่อด้านราคา
ทำไมราชการหัก 1% ไม่ใช่ 3% และหักจากฐานไหน
การหักภาษี ณ ที่จ่ายระหว่างเอกชนด้วยกันใช้อัตราตามประเภทเงินได้ เช่น ค่าบริการและค่าจ้างทำของ 3% ค่าเช่า 5% ค่าขนส่ง 1% ส่วนการขายสินค้าล้วน ๆ ไม่ต้องหัก แต่เมื่อผู้จ่ายเป็นรัฐ กฎหมายใช้คนละมาตรา
- มาตรา 69 ทวิ ผู้รับเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ถ้ารัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 1% ของเงินที่จ่าย และภาษีที่ถูกหักถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลของรอบบัญชีที่ถูกหัก จุดสำคัญคือกฎหมายเขียนว่าเงินได้ตามมาตรา 40 โดยไม่แยกประเภท ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นค่าสินค้า ค่าบริการ ค่าจ้างเหมา ค่าเช่า หรือค่าขนส่ง ราชการหัก 1% เท่ากันหมด การขายสินค้าที่ขายให้เอกชนไม่เคยถูกหักจึงถูกหักด้วย ส่วนค่าบริการที่เอกชนหัก 3% ราชการหักเพียง 1%
- เกณฑ์ขั้นต่ำ 500 บาท แนวปฏิบัติของกรมสรรพากรตามหนังสือตอบข้อหารือที่ กค 0706/10957 ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 ระบุว่าส่วนราชการที่จ่ายเงินให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้หักภาษี 1% ของยอดเงินได้ที่จ่าย สำหรับการจ่ายเงินตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป และเจ้าหน้าที่ผู้จ่ายเงินต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.53 นำส่ง ดังนั้นแม้จะเป็นการซื้อของเล็กน้อยอย่างเครื่องเขียนหรือค่าซ่อมหลักพัน ก็ถูกหัก 1% ได้ ซึ่งต่างจากเกณฑ์ 1,000 บาทที่ใช้ระหว่างเอกชน
- มาตรา 50 (4) ผู้รับเป็นบุคคลธรรมดา ถ้าผู้ขายหรือผู้รับจ้างเป็นร้านค้าบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้จดบริษัท กฎหมายใช้มาตรา 50 (4) คือรัฐที่จ่ายเงินได้ตามมาตรา 40 (5) (6) (7) หรือ (8) ให้ผู้รับรายหนึ่ง ๆ รวมทั้งสิ้นตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป แม้จะแบ่งจ่ายครั้งละไม่ถึง 10,000 บาทก็ตาม ให้หัก 1% ของยอดเงินได้ ยกเว้นการจ่ายค่าซื้อพืชผลทางการเกษตรที่ไม่อยู่ในบังคับนี้ และเงินได้จากการประกวดหรือแข่งขันที่หักตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- หักจากยอดก่อน VAT และ VAT ยังคิดเต็ม 7% ภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ใช่เงินได้ของผู้ขาย ฐานที่ถูกหัก 1% จึงเป็นมูลค่าสินค้าหรือบริการก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วน VAT ผู้ขายที่จดทะเบียนต้องออกใบกำกับภาษีและเรียกเก็บ 7% จากหน่วยงานตามปกติ หน่วยงานราชการไม่ได้รับยกเว้น VAT ในฐานะผู้ซื้อ แนวข้อหารือของกรมสรรพากรก็ยืนยันในทางเดียวกันว่าส่วนที่เป็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่หน่วยงานจ่ายคืนให้ผู้รับเหมาไม่อยู่ในบังคับต้องหัก 1%
- หน่วยงานไหนเข้าข่าย ส่วนราชการ กรม จังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัดและส่วนตำบล รวมถึงองค์การของรัฐบาลที่จัดตั้งตามกฎหมายเฉพาะ เช่น กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยให้การประปาหัก 1% ตามมาตรา 69 ทวิ ส่วนรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งในรูปบริษัท หรือหน่วยงานที่มีสถานะพิเศษ ควรสอบถามฝ่ายการเงินของผู้จ่ายก่อนออกใบแจ้งหนี้ว่าจะหักในอัตราใด เพื่อให้ตั้งลูกหนี้และคาดการณ์เงินเข้าได้ถูกต้อง
ใส่มูลค่าสินค้าหรือค่าบริการที่ขายให้หน่วยงานราชการ (ฐานก่อน VAT) เพื่อดูภาษีที่ราชการจะหักไว้ 1% ตามมาตรา 69 ทวิ
เงินเข้าจริงเท่าไหร่ บันทึกบัญชียังไง และใช้เครดิตภาษีตอนไหน
สมมติบริษัทขายอุปกรณ์สำนักงานให้เทศบาลแห่งหนึ่ง มูลค่าสินค้า 100,000 บาท ใบกำกับภาษีจะแสดง VAT 7,000 บาท รวมเป็น 107,000 บาท เทศบาลหักภาษี ณ ที่จ่าย 1% ของ 100,000 บาท คือ 1,000 บาท เงินที่โอนเข้าบัญชีบริษัทจึงเท่ากับ 106,000 บาท ไม่ใช่ 107,000 บาท ตัวเลขนี้ควรเข้าใจตั้งแต่ตอนเสนอราคา เพื่อไม่ให้ฝ่ายบัญชีตามหาส่วนต่าง 1,000 บาทภายหลัง
- ตอนส่งมอบและออกใบกำกับภาษี เดบิต ลูกหนี้การค้า 107,000 บาท เครดิต รายได้จากการขาย 100,000 บาท และเครดิต ภาษีขาย 7,000 บาท ภาษีขายก้อนนี้ต้องนำไปยื่น ภ.พ.30 ตามจุดความรับผิด ซึ่งกรณีขายสินค้าเกิดเมื่อส่งมอบ แม้หน่วยงานจะจ่ายเงินช้ากว่านั้นหลายสัปดาห์ บริษัทก็ต้องมีเงินนำส่ง VAT ไปก่อน จึงต้องวางกระแสเงินสดเผื่อไว้ ส่วนงานบริการ จุดความรับผิดเกิดเมื่อได้รับชำระเงิน เว้นแต่ออกใบกำกับภาษีก่อน
- ตอนรับเงิน เดบิต เงินฝากธนาคาร 106,000 บาท เดบิต ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย 1,000 บาท เครดิต ลูกหนี้การค้า 107,000 บาท บัญชีภาษีถูกหัก ณ ที่จ่ายเป็นสินทรัพย์ที่จะนำไปหักออกจากภาษีที่ต้องชำระปลายปี ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย
- หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ขอใบ 50 ทวิ จากหน่วยงานผู้จ่ายทุกครั้ง เพราะเป็นหลักฐานหลักในการใช้เครดิตภาษี ถ้าหน่วยงานออกให้ช้า ให้บันทึกภาษีถูกหักไว้ตามใบสำคัญรับเงินหรือหลักฐานการโอนไปก่อน แล้วตามเอกสารมาแนบให้ครบก่อนปิดงบ กรณีหน่วยงานใช้ระบบหักและนำส่งทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้เก็บหลักฐานจากระบบนั้นไว้แทน
- ใช้เครดิตใน ภ.ง.ด.51 และ ภ.ง.ด.50 ภาษีที่ถูกหักไว้นำไปหักจากภาษีที่คำนวณได้ของรอบบัญชีที่ถูกหัก ทั้งในแบบครึ่งปีและแบบสิ้นปี ถ้าถูกหักไว้มากกว่าภาษีที่ต้องเสีย เช่น ปีนั้นกำไรน้อยหรือขาดทุน ส่วนเกินขอคืนได้ตามขั้นตอนขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคล ข้อดีของการค้ากับรัฐคืออัตรา 1% ต่ำกว่า 3% ที่เอกชนหักจากค่าบริการ เงินสดจึงถูกกันไว้ล่วงหน้าน้อยกว่า
บริษัทรับจ้างซ่อมเครื่องปรับอากาศให้องค์การบริหารส่วนตำบล ค่าซ่อม 20,000 บาท บวก VAT 1,400 บาท รวม 21,400 บาท อบต. จะหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าไหร่
ก่อนเสนอราคางานรัฐ SME ควรเตรียมอะไร
นอกจากเรื่องภาษี การค้ากับภาครัฐมีขั้นตอนและเอกสารที่ต่างจากลูกค้าเอกชน การเตรียมไว้ล่วงหน้าช่วยให้ได้รับเงินเร็วขึ้นและมีโอกาสชนะการเสนอราคามากขึ้น
- ลงทะเบียนผู้ค้ากับภาครัฐในระบบ e-GP ของกรมบัญชีกลาง เพื่อเข้าร่วมเสนอราคาและรับเงินผ่านระบบของรัฐ ใช้หนังสือรับรองบริษัท เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และบัญชีธนาคารของบริษัท ควรใช้บัญชีในนามนิติบุคคลเท่านั้น
- ขึ้นทะเบียน THAI SME-GP กับ สสว. ตามกฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563 ผู้ประกอบการ SME ที่ขึ้นทะเบียนไว้จะได้แต้มต่อด้านราคา คือเสนอราคาสูงกว่าราคาต่ำสุดของผู้ประกอบการที่ไม่ใช่ SME ได้ไม่เกิน 10% และยังได้รับคัดเลือก ถ้าสินค้าได้รับการรับรอง Made in Thailand จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยด้วย จะได้แต้มต่อเพิ่มอีก 5% รวมเป็น 15% ทั้งนี้ตามเงื่อนไขของแต่ละวิธีจัดซื้อและประกาศของกรมบัญชีกลางในขณะนั้น
- หลักประกันสัญญา งานที่มีการทำสัญญา หน่วยงานมักเรียกหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาเป็นเงินสด เช็ค หรือหนังสือค้ำประกันของธนาคาร เงินสดที่วางไว้บันทึกเป็นเงินประกันซึ่งเป็นสินทรัพย์ ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย ส่วนค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันที่จ่ายธนาคารเป็นค่าใช้จ่ายตามระยะเวลาค้ำประกัน ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อ 170 กำหนดให้หน่วยงานคืนหลักประกันสัญญาโดยเร็ว อย่างช้าไม่เกิน 15 วันนับจากวันที่คู่สัญญาพ้นข้อผูกพันตามสัญญา ถ้าพ้นกำหนดแล้วยังไม่ได้คืนให้ทำหนังสือทวงถาม
- ค่าปรับและอากรแสตมป์ สัญญากับรัฐกำหนดค่าปรับรายวันเมื่อส่งมอบล่าช้า ค่าปรับนี้เป็นค่าเสียหายตามสัญญาทางแพ่ง ลงเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ต่างจากค่าปรับทางอาญาที่ต้องห้าม และสัญญาจ้างทำของต้องติดอากรแสตมป์ 1 บาทต่อทุก 1,000 บาทของสินจ้าง โดยผู้รับจ้างเป็นผู้เสียอากร หน่วยงานจะตรวจเรื่องนี้ก่อนเบิกจ่าย
- เอกสารเบิกจ่าย หน่วยงานมักขอใบส่งของหรือใบส่งมอบงานที่มีผู้รับมอบลงนาม ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี และใบเสร็จรับเงินในนามหน่วยงานที่ถูกต้องครบถ้วน เอกสารตกหล่นแม้จุดเดียวทำให้ฎีกาเบิกจ่ายถูกตีกลับและเงินเข้าช้าออกไปอีก
- ลงทะเบียนผู้ค้ากับภาครัฐในระบบ e-GP ด้วยข้อมูลและบัญชีธนาคารในนามบริษัทเรียบร้อย
- ขึ้นทะเบียน THAI SME-GP กับ สสว. และขอการรับรอง Made in Thailand ถ้าสินค้าเข้าเงื่อนไข เพื่อใช้แต้มต่อด้านราคา
- ตอนเสนอราคา คำนวณไว้แล้วว่าจะถูกหัก 1% จากฐานก่อน VAT และเงินเข้าจริงเท่ากับยอดรวม VAT ลบภาษีที่ถูกหัก
- ถ้าผู้จ่ายเป็นรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานที่มีสถานะพิเศษ สอบถามฝ่ายการเงินของผู้จ่ายแล้วว่าจะหักอัตราใด
- วางกระแสเงินสดสำหรับนำส่ง VAT ตามจุดความรับผิด เผื่อกรณีหน่วยงานจ่ายเงินช้ากว่ากำหนดยื่น ภ.พ.30
- มีระบบติดตามใบ 50 ทวิ จากทุกหน่วยงาน และกระทบยอดกับบัญชีภาษีถูกหัก ณ ที่จ่ายก่อนยื่น ภ.ง.ด.51 และ ภ.ง.ด.50
- บันทึกหลักประกันสัญญาเป็นสินทรัพย์ ทำทะเบียนวันครบกำหนดคืน และติดอากรแสตมป์สัญญาจ้างทำของให้ครบก่อนส่งเบิก
หากบริษัทของคุณกำลังจะเสนอราคางานหน่วยงานราชการ หรือรับงานมาแล้วแต่เงินเข้าไม่ตรงใบแจ้งหนี้และไม่แน่ใจว่าจะบันทึกบัญชี ยื่น VAT และใช้เครดิตภาษีที่ถูกหัก 1% อย่างไร ปรึกษาทีม CKH Accounting เพื่อช่วยวางระบบเอกสารและกระแสเงินสดสำหรับงานภาครัฐให้ครบตั้งแต่ก่อนเซ็นสัญญา
บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ขายสินค้าหรือให้บริการแก่หน่วยงานของรัฐ (อัปเดต พ.ศ. 2569) อ้างอิงประมวลรัษฎากร มาตรา 50 (4) และมาตรา 69 ทวิ หนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากรที่ กค 0706/10957 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อ 170 และกฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563 อัตราแต้มต่อและขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างอาจเปลี่ยนตามประกาศของกรมบัญชีกลางและ สสว. และการหักภาษีของรัฐวิสาหกิจบางประเภทขึ้นกับสถานะทางกฎหมายของผู้จ่ายแต่ละราย โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนนำไปใช้จริง
มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี
ปรึกษาฟรี