กลับไปหน้าบทความทั้งหมด
พนักงาน/แรงงาน · 28 ต.ค. 2569

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 1 ม.ค. 2570 ลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป หักฝ่ายละ 0.25% ส่งช้าเงินเพิ่ม 5%

SME ที่มีพนักงานตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปกำลังจะมีรายการหักเงินเดือนและรายจ่ายประจำเดือนรายการใหม่ คือ "กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง" ซึ่งเป็นกองทุนตามหมวด 13 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (มาตรา 126 ถึง 138) ที่เขียนไว้ในกฎหมายมาตั้งแต่ปี 2541 แต่เพิ่งจะเริ่มจัดเก็บเงินจริง กำหนดเดิมคือ 1 ตุลาคม 2568 เลื่อนเป็น 1 ตุลาคม 2569 และล่าสุดพระราชกฤษฎีกาที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 22 ตุลาคม 2569 เลื่อนวันเริ่มจัดเก็บเป็น 1 มกราคม 2570 เพราะเหตุอุทกภัย หลายกิจการจึงสับสนว่าต้องเริ่มหักเมื่อไหร่ หักเท่าไหร่ ใครได้รับยกเว้น และถ้ามีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้วต้องทำอะไรอีกไหม บทความนี้สรุปหน้าที่ของนายจ้างตามคำชี้แจงของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พร้อมตัวช่วยคำนวณต้นทุนต่อเดือนและสิ่งที่ฝ่ายบัญชีควรเตรียมก่อนงวดเงินเดือนเดือนมกราคม 2570

ใครต้องเข้า ใครได้รับยกเว้น และนับ 10 คนยังไง

หลักคือ นายจ้างที่อยู่ในบังคับกฎหมายคุ้มครองแรงงานซึ่งมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องนำลูกจ้างเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง และนำส่งเงินสะสมที่หักจากค่าจ้างลูกจ้างกับเงินสมทบของนายจ้างเข้ากองทุนทุกงวดที่จ่ายค่าจ้าง จำนวน 10 คนนับรวมลูกจ้างทุกประเภทที่อยู่ภายใต้สัญญาจ้างแรงงาน ทั้งรายเดือน รายวัน และลูกจ้างต่างด้าว ส่วนผู้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำส่งมีดังนี้

  • นายจ้างที่มีลูกจ้างน้อยกว่า 10 คน ยังไม่อยู่ในบังคับ เว้นแต่จะมีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ใช้บังคับในอนาคตตามมาตรา 130 วรรคสาม
  • นายจ้างที่จัดให้ลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว ได้รับยกเว้นเฉพาะลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเท่านั้น ลูกจ้างคนใดที่ยังไม่ได้เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เช่น พนักงานที่ยังไม่ผ่านทดลองงาน หรือพนักงานที่เลือกไม่สมัคร นายจ้างยังต้องนำคนนั้นเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างและนำส่งเงินให้
  • นายจ้างที่จัดสวัสดิการสงเคราะห์เองตามกฎกระทรวง โดยตกลงอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกับลูกจ้าง ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่าอัตราของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ร้อยละ 2 ถึง 15 ของค่าจ้าง) เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารแยกเป็นชื่อลูกจ้างแต่ละคน แจ้งชื่อธนาคารและเลขบัญชีให้ลูกจ้างทราบภายใน 7 วันนับแต่หักครั้งแรก และคืนเงินพร้อมหนังสือยืนยันการสิ้นสภาพการจ้างภายใน 30 วันเมื่อลูกจ้างออกจากงาน ทางเลือกนี้มีภาระงานมากกว่าการส่งเข้ากองทุน SME ส่วนใหญ่จึงไม่เลือก
  • กิจการที่กฎหมายยกเว้นหมวด 13 ไว้ เช่น งานประมง งานบ้านที่ไม่มีธุรกิจรวมอยู่ด้วย งานที่ไม่แสวงหากำไร โรงเรียนเอกชนเฉพาะตำแหน่งผู้อำนวยการ ครูและบุคลากรทางการศึกษา และสถาบันอุดมศึกษาเอกชน

ข้อที่ SME พลาดบ่อยคือคิดว่ามีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้วจบ ทั้งที่ข้อบังคับกองทุนส่วนใหญ่ให้พนักงานเข้าเป็นสมาชิกได้หลังผ่านทดลองงาน ช่วง 119 วันแรกพนักงานใหม่จึงยังไม่อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และตกอยู่ในบังคับของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างทันทีที่เริ่มจัดเก็บ

หักเท่าไหร่ ส่งเมื่อไหร่ และค่าจ้างงวดแรกที่ต้องหักคือเดือนไหน

กฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2567 กำหนดอัตราเริ่มต้นไว้ที่ ฝ่ายละร้อยละ 0.25 ของค่าจ้าง นายจ้างหักจากค่าจ้างลูกจ้างเป็นเงินสะสม 0.25% และจ่ายเงินสมทบเองอีก 0.25% เท่ากัน ทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้าง ตัวอย่างจากคำชี้แจงของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานคือ ลูกจ้างรายเดือน 12,000 บาท หักลูกจ้าง 30 บาท นายจ้างสมทบ 30 บาท รวมนำส่ง 60 บาทต่อคนต่อเดือน ส่วนลูกจ้างรายวัน 400 บาท ทำงาน 26 วัน ค่าจ้าง 10,400 บาท หักฝ่ายละ 26 บาท รวม 52 บาท กฎหมายกำหนดเพดานอัตราไว้ไม่เกินร้อยละ 5 ของค่าจ้าง และกฎกระทรวงฉบับปัจจุบันระบุว่าจะปรับเป็นฝ่ายละ 0.5% ในระยะต่อไป ซึ่งคณะรัฐมนตรีเมื่อ 14 ตุลาคม 2569 รับทราบหลักการร่างกฎกระทรวงใหม่ให้ใช้ 0.25% ตั้งแต่ 1 มกราคม 2570 ถึง 31 ธันวาคม 2574 และ 0.5% ตั้งแต่ 1 มกราคม 2575 แต่ร่างนี้ยังต้องรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา

กำหนดนำส่งคือภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่หักเงินสะสม เมื่อเริ่มจัดเก็บ 1 มกราคม 2570 ค่าจ้างงวดเดือนมกราคม 2570 จึงเป็นงวดแรกที่ต้องหัก และต้องนำส่งภายใน 15 กุมภาพันธ์ 2570 ผ่านระบบ e-Service กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (EwFund) ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งมีไฟล์ Excel แม่แบบสำหรับนำเข้ารายชื่อลูกจ้าง จุดที่ต้องระวังคือแม้นายจ้างจะจ่ายค่าจ้างล่าช้าหรือยังไม่ได้จ่าย กฎหมายก็ถือว่ามีการจ่ายค่าจ้างแล้ว นายจ้างยังมีหน้าที่นำส่งเงินสะสมและเงินสมทบตามกำหนดเดิม

ตัวช่วยคำนวณ

กิจการของคุณต้องหักและนำส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเดือนละเท่าไหร่ และถ้าส่งช้าโดนเงินเพิ่มเท่าไหร่

  • เงินสะสมที่หักจากลูกจ้าง 1 คน อัตรา 0.25% (บาทต่อเดือน)—
  • เงินสมทบที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้าง 1 คน อัตรา 0.25% (บาทต่อเดือน)—
  • ยอดนำส่งรวมทั้งกิจการต่อเดือน เงินสะสมบวกเงินสมทบ (บาท)—
  • ต้นทุนส่วนของนายจ้างต่อปี (บาท)—
  • ยอดนำส่งรวมต่อเดือนเมื่ออัตราปรับขึ้นเป็นฝ่ายละ 0.5% (บาท)—
  • เงินเพิ่มถ้าส่งช้า ร้อยละ 5 ต่อเดือนของยอดที่ไม่ได้นำส่ง (บาท)—

ตัวเลขเป็นการประมาณจากค่าจ้างเฉลี่ย ยอดจริงคำนวณจากค่าจ้างของลูกจ้างแต่ละคนในแต่ละงวด เศษของเดือนที่ส่งช้าตั้งแต่ 15 วันขึ้นไปนับเป็น 1 เดือน น้อยกว่านั้นปัดทิ้ง

ขึ้นทะเบียนยังไง ส่งช้าโดนอะไร และลูกจ้างได้อะไรกลับไป

นายจ้างต้องยื่นแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง (สกล.3) ต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่หรือสำนักงานจังหวัดที่ตั้งกิจการ ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากกำหนดจ่ายค่าจ้างงวดแรก จากนั้นกรมจะออกหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียน (สกล.4) ไว้เป็นหลักฐาน เมื่อมีลูกจ้างเข้าออกให้แจ้งด้วยแบบ สกล.3/2 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ข่าวดีสำหรับฝ่ายบัญชีคือมาตรา 130 วรรคแปดกำหนดว่า นายจ้างที่ยื่นแบบขึ้นทะเบียนนายจ้าง (สปส.1-01) แบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส.1-03) และแบบแจ้งเปลี่ยนแปลง (สปส.6-15) ต่อสำนักงานประกันสังคมแล้ว ให้ถือว่าได้ยื่นแบบ สกล.3 และ สกล.3/2 แล้ว กิจการที่ทำประกันสังคมถูกต้องอยู่แล้วจึงไม่ต้องยื่นเอกสารซ้ำซ้อน แต่ยังต้องเตรียมไฟล์รายชื่อและนำส่งเงินผ่านระบบ EwFund ทุกเดือน

บทลงโทษแบ่งเป็นสามชั้น ทางแพ่ง ตามมาตรา 131 ถ้าไม่นำส่งหรือส่งไม่ครบภายในกำหนด ต้องจ่ายเงินเพิ่มร้อยละ 5 ต่อเดือนของเงินที่ไม่ได้นำส่งหรือยังขาดอยู่ เศษของเดือนตั้งแต่ 15 วันนับเป็น 1 เดือน และจะอ้างว่าลืมหักค่าจ้างลูกจ้างหรือหักไม่ครบเพื่อพ้นความรับผิดไม่ได้ ทางปกครอง พนักงานตรวจแรงงานมีคำเตือนเป็นหนังสือให้นำเงินมาชำระภายในเวลาที่กำหนดไม่น้อยกว่า 30 วัน ถ้ายังไม่ส่งอาจสั่งยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของนายจ้างได้ตามมาตรา 132 และ 136 และถ้าไม่ทราบยอดแน่ชัดพนักงานตรวจแรงงานประเมินยอดเองได้ ทางอาญา การไม่ยื่นแบบรายการหรือไม่แจ้งเปลี่ยนแปลงภายในกำหนดตามมาตรา 130 มีโทษตามมาตรา 156 จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ในมุมของลูกจ้าง เงินนี้ไม่ได้หายไปไหน มาตรา 133 กำหนดให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจ่ายเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลของเงินดังกล่าวคืนให้ลูกจ้างเมื่อ ออกจากงานไม่ว่าด้วยเหตุใด ทั้งนายจ้างเลิกจ้าง (แม้เลิกจ้างเพราะลูกจ้างทำผิดวินัย) เกษียณอายุ ลาออก ตกลงเลิกสัญญา หรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง ต่างจากค่าชดเชยที่ลูกจ้างลาออกเองจะไม่ได้รับ กรณีลูกจ้างตาย เงินจะตกแก่บุคคลที่ลูกจ้างระบุไว้ในแบบ สกล.5 ถ้าไม่ได้ระบุไว้ให้จ่ายแก่บุตร คู่สมรส บิดา มารดา ที่ยังมีชีวิตอยู่คนละส่วนเท่ากัน และถ้าไม่มีผู้มีสิทธิเลยเงินจึงตกเป็นของกองทุน นายจ้างจึงควรให้พนักงานกรอกแบบ สกล.5 ระบุผู้รับประโยชน์ไว้ตั้งแต่ต้น

เปรียบเทียบ

กฎหมาย: พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวด 13 มาตรา 126 ถึง 138 บังคับใช้กับนายจ้างที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป

สมัครใจหรือบังคับ: บังคับ เริ่มจัดเก็บ 1 มกราคม 2570 เว้นแต่ลูกจ้างคนนั้นเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว

อัตรา: ลูกจ้างและนายจ้างฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้างในระยะแรก ก่อนปรับเป็นฝ่ายละ 0.5% ตามกฎกระทรวง

ผู้บริหารเงิน: กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ภายใต้คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง นำส่งผ่านระบบ EwFund ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

ลูกจ้างได้รับเมื่อ: ออกจากงานไม่ว่าด้วยเหตุใด หรือตาย ได้เงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลเต็มจำนวน

กฎหมาย: พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจัดตั้ง จดทะเบียนกับสำนักงาน ก.ล.ต.

สมัครใจหรือบังคับ: สมัครใจ นายจ้างเลือกจัดตั้งหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้าจัดตั้งและให้ลูกจ้างทุกคนเป็นสมาชิก จะได้รับยกเว้นจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

อัตรา: เงินสะสมลูกจ้างและเงินสมทบนายจ้างฝ่ายละ 2% ถึง 15% ของค่าจ้าง ตามข้อบังคับกองทุน

ผู้บริหารเงิน: บริษัทจัดการกองทุนที่ได้รับอนุญาต ลูกจ้างเลือกนโยบายการลงทุนได้ตามที่กองทุนเปิดให้

ลูกจ้างได้รับเมื่อ: ออกจากงานหรือเกษียณ ส่วนเงินสมทบของนายจ้างและผลประโยชน์อาจได้ตามอายุงานที่ข้อบังคับกำหนด

ฝ่ายบัญชี SME ควรเตรียมอะไรก่อนงวดเงินเดือนมกราคม 2570

  • นับลูกจ้างและแยกกลุ่ม ตรวจว่าในวันที่ 1 มกราคม 2570 กิจการมีลูกจ้างถึง 10 คนหรือไม่ ถ้ามีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ให้ทำรายชื่อลูกจ้างที่ยังไม่เป็นสมาชิกแยกไว้ เพราะกลุ่มนี้ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
  • ตั้งค่าระบบเงินเดือน เพิ่มรายการหักเงินสะสม 0.25% และรายการเงินสมทบนายจ้าง 0.25% ให้มีผลกับค่าจ้างงวดมกราคม 2570 และแสดงรายการหักในสลิปเงินเดือน หากตั้งค่าไว้ล่วงหน้าสำหรับงวดตุลาคมถึงธันวาคม 2569 ตามกำหนดเดิม ให้ตรวจว่าไม่ได้หักลูกจ้างไปแล้ว เพราะพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่มีผลย้อนหลังตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ทำให้ยังไม่มีหน้าที่จัดเก็บในช่วงนั้น
  • แจ้งพนักงานล่วงหน้า ทำหนังสือแจ้งว่าจะเริ่มหักเงินสะสมตามกฎหมาย เงินนี้เป็นเงินออมของพนักงานที่จะได้คืนพร้อมเงินสมทบและดอกผลเมื่อออกจากงาน และให้พนักงานกรอกแบบ สกล.5 ระบุผู้รับประโยชน์
  • บันทึกบัญชีให้ถูกฝั่ง เงินสะสมที่หักจากลูกจ้างเป็นหนี้สินรอนำส่ง ไม่ใช่รายได้หรือค่าใช้จ่ายของกิจการ ส่วนเงินสมทบของนายจ้างเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานของงวดนั้น ทั้งสองรายการตั้งค้างจ่ายไว้ ณ สิ้นเดือน แล้วล้างเมื่อนำส่งผ่าน EwFund
  • ล็อกปฏิทินนำส่ง งวดแรกภายใน 15 กุมภาพันธ์ 2570 และทุกวันที่ 15 ของเดือนถัดไป กำหนดผู้รับผิดชอบและผู้ตรวจทานสองคน เพราะเงินเพิ่มร้อยละ 5 ต่อเดือนสูงกว่าเงินเพิ่มของประกันสังคมและภาษีมาก
ทดสอบความเข้าใจ

บริษัท ก มีพนักงาน 25 คน และมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ให้พนักงานสมัครเป็นสมาชิกได้หลังผ่านทดลองงาน 119 วัน ในเดือนมกราคม 2570 มีพนักงานใหม่ 3 คนที่ยังอยู่ระหว่างทดลองงาน บริษัทต้องทำอย่างไรกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมีอัตราเริ่มต้นที่ไม่สูง แต่เป็นหน้าที่รายเดือนใหม่ที่มีเงินเพิ่มร้อยละ 5 ต่อเดือนรออยู่ และมีรายละเอียดเรื่องพนักงานทดลองงานกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ทำให้หลายกิจการเข้าใจผิดว่าตัวเองได้รับยกเว้น หากต้องการให้ CKH Accounting ช่วยตรวจว่ากิจการของคุณอยู่ในบังคับหรือไม่ ตั้งค่าระบบเงินเดือน วางผังบัญชีสำหรับเงินสะสมและเงินสมทบ หรือดูแลการนำส่งผ่าน EwFund ให้ตรงเวลาทุกเดือน ติดต่อปรึกษาเราได้ที่นี่

บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปเพื่อความเข้าใจภาพรวมของหน้าที่นายจ้างต่อกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (อัปเดต พ.ศ. 2569) อ้างอิงพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวด 13 มาตรา 126 ถึง 138 โดยเฉพาะมาตรา 130 131 132 133 136 และ 156 พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2569 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนที่ 65 ก วันที่ 22 ตุลาคม 2569) กฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2567 กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือตาย พ.ศ. 2567 และคำชี้แจงของกองนิติการ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (ธันวาคม 2567) ช่วงเวลาของอัตราร้อยละ 0.25 และ 0.5 ที่ปรับตามวันเริ่มจัดเก็บใหม่ยังเป็นร่างกฎกระทรวงตามมติคณะรัฐมนตรี 14 ตุลาคม 2569 ที่ต้องรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา อัตรา กำหนดเวลา และแบบฟอร์มอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบประกาศล่าสุดของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงานก่อนนำไปใช้จริง

มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี

ปรึกษาฟรี