กลับไปหน้าบทความทั้งหมด
ภาษีมูลค่าเพิ่ม · 1 ต.ค. 2569

เปิดสาขาที่ 2 แจ้ง ภ.พ.09 ก่อนเปิด 15 วัน ยื่น ภ.พ.30 แยกหรือรวม ใบกำกับภาษีต้องระบุสาขา

ร้านเบเกอรี่ที่ขายดีจนคิวยาว ร้านอะไหล่ที่ลูกค้าต่างอำเภอขอให้มาเปิดใกล้ ๆ หรือบริษัทซื้อมาขายไปที่ต้องเช่าโกดังเพิ่มเพราะของล้นร้าน ทั้งหมดนี้คือจังหวะที่ SME กำลังจะมี "สถานประกอบการแห่งที่สอง" คำถามที่มักถูกถามหลังเซ็นสัญญาเช่าไปแล้วคือ ต้องแจ้งสรรพากรไหม ภ.พ.30 ต้องยื่นเพิ่มอีกใบหรือเปล่า ใบกำกับภาษีของสาขาต้องหน้าตายังไง และต้องไปแจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากับประกันสังคมด้วยหรือไม่ บทความนี้สรุปลำดับงานทะเบียนและภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องทำเมื่อเปิดสาขา โดยอ้างอิงประมวลรัษฎากรมาตรา 83 มาตรา 85/7 มาตรา 87 และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 199) พร้อมตัวช่วยเปรียบเทียบว่าควรยื่นภาษีแยกสาขาหรือขอยื่นรวม

สรรพากรต้องรู้ก่อนเปิด ยื่น ภ.พ.09 ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน

สำหรับกิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว การเปิดสาขาถือเป็นการ "เปิดสถานประกอบการเพิ่มเติม" ซึ่งมาตรา 85/7 กำหนดให้แจ้งเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ สถานที่ที่จดทะเบียนไว้ ก่อนวันเปิดสถานประกอบการเพิ่มเติมไม่น้อยกว่า 15 วัน เพื่อขอรับใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) สำหรับสาขานั้น จุดที่ต่างจากการแจ้งเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นคือ กรณีนี้ต้องแจ้ง "ก่อน" เปิด ไม่ใช่แจ้ง "หลัง" ภายใน 15 วันเหมือนการเปลี่ยนชื่อหรือปิดสาขา

  • ใช้แบบ ภ.พ.09 ยื่นที่หน่วยจดทะเบียนของสำนักงานใหญ่ (สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่) ตามตารางสถานที่และกำหนดเวลาการแจ้งเปลี่ยนแปลงทะเบียนของกรมสรรพากร ไม่ต้องไปยื่นที่พื้นที่ของสาขา
  • สาขาได้ ภ.พ.20 ของตัวเอง พร้อมเลขที่สาขา 5 หลัก (สำนักงานใหญ่คือ 00000 สาขาแรกคือ 00001) เลขนี้จะตามไปอยู่บนใบกำกับภาษีและแบบภาษีทุกฉบับของสาขา
  • ต้องแสดง ภ.พ.20 ไว้ ณ ที่เปิดเผยที่สาขา ตามมาตรา 85/4 การไม่แสดงใบทะเบียนมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาทตามมาตรา 90/1 (2) ซึ่งเป็นข้อที่เจ้าหน้าที่ตรวจเจอง่ายที่สุดเวลาลงพื้นที่
  • โกดังก็นับเป็นสถานประกอบการ มาตรา 77/1 (20) นิยามสถานประกอบการว่าเป็นสถานที่ที่ใช้ประกอบกิจการเป็นประจำ และรวมถึงสถานที่ที่ใช้เป็นที่ผลิตหรือเก็บสินค้าเป็นประจำด้วย การเช่าโกดังเก็บสต็อกแยกจากหน้าร้านจึงต้องแจ้งเป็นสาขาเช่นกัน แม้จะไม่มีการขายที่โกดังเลย
  • ถ้ายังไม่ได้จด VAT ไม่ต้องยื่น ภ.พ.09 แต่รายรับของทุกสาขานับรวมกันในการดูเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทต่อปี เพราะเป็นผู้ประกอบการรายเดียวกัน
ลำดับงานก่อนเปิดสาขาวันแรก
  1. คณะกรรมการมีมติเปิดสาขาและกำหนดวันเปิด แล้วเซ็นสัญญาเช่าหรือเตรียมเอกสารสิทธิในสถานที่ พร้อมหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่จากเจ้าของ (ถ้าเช่า)
  2. จดทะเบียนเพิ่มที่ตั้งสำนักงานสาขากับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าด้วยคำขอ บอจ.1 และรายการ บอจ.4 เพื่อให้ที่ตั้งสาขาปรากฏในหนังสือรับรอง เพราะเจ้าหน้าที่สรรพากรมักขอหนังสือรับรองที่มีสาขาแล้วประกอบการยื่น ภ.พ.09
  3. ยื่น ภ.พ.09 แจ้งเปิดสถานประกอบการเพิ่มเติม ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ของสำนักงานใหญ่ ก่อนวันเปิดไม่น้อยกว่า 15 วัน พร้อมแผนที่ ภาพถ่ายสถานที่ สัญญาเช่า และหนังสือรับรองบริษัท
  4. ถ้าต้องการยื่น ภ.พ.30 รวมทุกสาขาในแบบเดียว ให้ยื่นคำขอ ภ.พ.02 ไปพร้อมกัน แล้วรอหนังสืออนุมัติก่อนจึงเริ่มยื่นรวมตั้งแต่เดือนภาษีที่อธิบดีกำหนด
  5. รับ ภ.พ.20 ของสาขา นำไปติดไว้ ณ ที่เปิดเผยที่สาขา และตั้งค่าโปรแกรมบัญชีหรือ POS ให้ใบกำกับภาษีของสาขาแสดงชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และข้อความ "สาขาที่ 00001"
  6. แจ้งเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงนายจ้างต่อสำนักงานประกันสังคมด้วยแบบ สปส.6-15 กรณีเพิ่มสาขา พร้อมแผนที่และภาพถ่ายสถานประกอบการ ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลง และเลือกว่าจะส่งเงินสมทบรวมที่สำนักงานใหญ่หรือแยกสาขา
  7. ติดป้ายชื่อร้านแล้วยื่นแบบภาษีป้ายต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สาขาตั้งอยู่ และตรวจว่าใบอนุญาตเฉพาะกิจการ (เช่น สถานที่จำหน่ายอาหาร) ต้องขอแยกรายสาขาหรือไม่

ภ.พ.30 ต้องยื่นแยกรายสาขา เว้นแต่ขออนุมัติยื่นรวมด้วย ภ.พ.02

มาตรา 83 วรรคสี่ วางหลักว่า ถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้แยกยื่นแบบและชำระภาษีเป็นรายสถานประกอบการ เว้นแต่จะยื่นคำร้องต่ออธิบดีขออนุมัติยื่นแบบและชำระภาษีรวมกัน หมายความว่าค่าเริ่มต้นของกฎหมายคือ "แยก" สาขาแต่ละแห่งต้องมี ภ.พ.30 ของตัวเองทุกเดือน และภาษีซื้อของสาขาหนึ่งจะเอาไปหักภาษีขายของอีกสาขาไม่ได้ SME ส่วนใหญ่จึงเลือกขอยื่นรวมด้วยแบบ ภ.พ.02 ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ของสำนักงานใหญ่ เมื่อได้รับอนุมัติแล้วจะยื่น ภ.พ.30 ใบเดียวที่สำนักงานใหญ่ โดยแนบรายละเอียดภาษีขายและภาษีซื้อของแต่ละสถานประกอบการ

  • เริ่มยื่นรวมได้เมื่อไหร่ ตั้งแต่เดือนภาษีที่ระบุในหนังสืออนุมัติ ก่อนหน้านั้นต้องยื่นแยกตามปกติ อย่าเหมารวมล่วงหน้าเพราะคิดว่ายื่นคำขอไปแล้ว
  • สาขาที่เปิดเพิ่มภายหลัง ตามข้อหารือกรมสรรพากรที่ กค 0706/พ./4974 เมื่อได้รับอนุมัติให้ยื่นรวมแล้ว สาขาที่เพิ่มขึ้นใหม่จะถือว่าได้รับอนุมัติให้ยื่นรวมด้วยโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องยื่น ภ.พ.02 ใหม่ แต่ยังต้องยื่น ภ.พ.09 แจ้งเปิดสาขาตามปกติ
  • ระวังยื่นผิดฝั่ง ข้อหารือฉบับเดียวกันวินิจฉัยว่า บริษัทที่ได้รับอนุมัติยื่นรวมแล้ว แต่กลับไปยื่น ภ.พ.30 ของสาขาแยกต่างหาก ไม่มีสิทธินำภาษีซื้อของสาขานั้นมาเป็นเครดิตของสำนักงานใหญ่ ต้องยื่นแบบเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงให้ถูกต้อง และอาจมีเบี้ยปรับเงินเพิ่มตามมาตรา 89 และ 89/1
  • รายงานยังต้องแยกอยู่ดี แม้จะยื่นแบบรวม มาตรา 87 กำหนดให้รายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ และรายงานสินค้าและวัตถุดิบจัดทำเป็นรายสถานประกอบการ ระบบบัญชีจึงต้องแยกรหัสสาขาตั้งแต่ขั้นบันทึกเอกสาร ไม่ใช่มารวมตอนสิ้นเดือน
เปรียบเทียบ

วิธีทำงาน: แต่ละสาขายื่น ภ.พ.30 และชำระภาษีของตัวเองทุกเดือนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (ยื่นผ่านอินเทอร์เน็ตขยายเวลาให้อีก 8 วัน) ภาษีซื้อและภาษีขายคำนวณปิดในสาขาเดียวกัน

ข้อดี: เห็นภาระภาษีของแต่ละสาขาชัดเจน เหมาะกับสาขาที่ผู้จัดการรับผิดชอบกำไรขาดทุนของตัวเอง หรือสาขาที่อยู่คนละภูมิภาคและมีทีมบัญชีประจำ

ข้อเสีย: งานยื่นแบบคูณตามจำนวนสาขา สาขาที่เพิ่งเปิดมักมีภาษีซื้อสูงจากค่าตกแต่งและอุปกรณ์ แต่ภาษีขายยังน้อย ส่วนเกินนั้นต้องยกไปเครดิตในสาขาเดิมเดือนถัดไปหรือขอคืน จะเอามาหักภาษีขายของสำนักงานใหญ่ไม่ได้ และถ้าสาขาใดยื่นช้าแม้ใบเดียวก็โดนเบี้ยปรับเงินเพิ่มแยกใบ

วิธีทำงาน: ยื่นคำขอ ภ.พ.02 ต่ออธิบดีผ่านสำนักงานสรรพากรพื้นที่ของสำนักงานใหญ่ เมื่ออนุมัติแล้วยื่น ภ.พ.30 ฉบับเดียวตั้งแต่เดือนภาษีที่กำหนด โดยแนบรายละเอียดภาษีขายและภาษีซื้อแยกรายสถานประกอบการ

ข้อดี: ภาษีซื้อของสาขาใหม่หักกับภาษีขายของสำนักงานใหญ่ได้ในเดือนเดียวกัน ลดเงินสดที่จมในภาษี ยื่นแบบและชำระครั้งเดียว ความเสี่ยงยื่นช้าลดลง และสาขาที่เปิดเพิ่มทีหลังเข้าระบบยื่นรวมอัตโนมัติ

ข้อเสีย: ต้องรอหนังสืออนุมัติก่อนจึงเริ่มใช้ได้ ระหว่างรอต้องยื่นแยก และยังต้องจัดทำรายงานภาษีขาย ภาษีซื้อ และรายงานสินค้าและวัตถุดิบแยกรายสาขาตามมาตรา 87 เหมือนเดิม ถ้าระบบบัญชีไม่แยกรหัสสาขา รายละเอียดแนบท้ายจะทำไม่ได้

ใบกำกับภาษีและรายงานของสาขาต้องระบุ "สาขาที่" ให้ถูก

ตั้งแต่ 1 มกราคม 2558 ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 199) กำหนดให้ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามมาตรา 86/4 ต้องระบุข้อความเกี่ยวกับสถานประกอบการตามที่ปรากฏในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งฝั่งผู้ขายและฝั่งผู้ซื้อที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน คือ "สำนักงานใหญ่" หรือ "สาขาที่ .." ตามด้วยเลขที่สาขา จะพิมพ์จากคอมพิวเตอร์ ประทับตรายาง เขียนด้วยลายมือ หรือพิมพ์ดีดก็ได้ และใช้ตัวย่อได้ เช่น สนญ HO HQ Branch No. หรือจะใช้เลข 5 หลัก 00000 กับ 00001 แทนก็ได้ สาขาที่เป็นผู้ขายสินค้าหรือให้บริการจึงต้องออกใบกำกับภาษีที่ระบุว่าออกจากสาขานั้น และเมื่อสาขาซื้อของเข้ามา ก็ต้องแจ้งผู้ขายให้ระบุชื่อบริษัทพร้อม "สาขาที่ 00001" บนใบกำกับภาษีด้วย ไม่อย่างนั้นภาษีซื้อก้อนนั้นจะถูกโต้แย้งได้ว่าเป็นของสถานประกอบการไหน

  • ย้ายสต็อกจากสำนักงานใหญ่ไปสาขา เป็นสินค้าของนิติบุคคลเดียวกัน จุดที่สรรพากรตรวจคือรายงานสินค้าและวัตถุดิบของทั้งสองแห่ง ต้องตัดออกจากรายงานต้นทางและลงรับในรายงานปลายทางด้วยใบโอนสินค้าภายในที่มีวันที่ รายการ และจำนวนตรงกัน เพราะมาตรา 77/1 (8) (จ) ถือว่าสินค้าที่ขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบเป็นการขายที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • เอกสารค่าใช้จ่ายของสาขา ค่าเช่า ค่าไฟ ค่าตกแต่ง ควรให้ผู้ขายออกใบกำกับภาษีในนามบริษัทโดยระบุที่อยู่และเลขสาขาที่ใช้ของจริง ถ้าสัญญาเช่าทำในชื่อสำนักงานใหญ่แต่ของส่งไปสาขา ให้คุยกับผู้ทำบัญชีว่าจะบันทึกภาษีซื้อไว้ที่สถานประกอบการใดให้สอดคล้องกับใบกำกับภาษี
  • ภาษีหัก ณ ที่จ่ายและเงินเดือน แบบ ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 ไม่ได้บังคับแยกรายสาขาแบบ ภ.พ.30 แต่หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายต้องระบุชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบริษัทให้ครบ ควรให้ผู้ทำบัญชีกำหนดว่าสาขาจะจ่ายเงินและหักภาษีเองหรือรวมศูนย์ที่สำนักงานใหญ่ เพื่อไม่ให้มีการจ่ายซ้ำหรือหักตก
เช็กลิสต์ก่อนออกใบกำกับภาษีใบแรกของสาขา
ตรวจให้ครบก่อนวันเปิด เพื่อไม่ต้องยกเลิกใบกำกับภาษีย้อนหลัง0/8
  • ที่ตั้งสาขาปรากฏในหนังสือรับรองบริษัทจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว
  • ยื่น ภ.พ.09 แจ้งเปิดสถานประกอบการเพิ่มเติมก่อนวันเปิดไม่น้อยกว่า 15 วัน และมีสำเนาที่เจ้าหน้าที่รับเรื่องเก็บไว้
  • ได้รับ ภ.พ.20 ของสาขาแล้ว และติดไว้ ณ ที่เปิดเผยที่สาขา
  • แบบฟอร์มใบกำกับภาษีของสาขาแสดงชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลัก และข้อความ "สาขาที่ 00001" ตรงกับ ภ.พ.20
  • เลขที่ใบกำกับภาษีของสาขาแยกชุดจากสำนักงานใหญ่ หรือมีรหัสสาขาในเลขที่เอกสาร เพื่อให้รายงานภาษีขายแยกรายสถานประกอบการได้
  • แจ้งซัพพลายเออร์ประจำให้ออกใบกำกับภาษีในนามบริษัทโดยระบุ "สาขาที่ 00001" สำหรับของที่ส่งเข้าสาขา
  • ถ้าจะยื่น ภ.พ.30 รวม มีหนังสืออนุมัติ ภ.พ.02 ระบุเดือนภาษีที่เริ่มยื่นรวมแล้ว ถ้ายังไม่มี ให้เตรียมยื่นแยกไปก่อน
  • รายงานสินค้าและวัตถุดิบของสาขาเปิดยอดยกมาด้วยใบโอนสินค้าจากสำนักงานใหญ่ ตัวเลขตรงกับยอดที่ตัดออกจากรายงานต้นทาง
ทดสอบความเข้าใจ

บริษัท ก จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว จะเปิดร้านสาขาที่สองในวันที่ 1 ธันวาคม และยังไม่เคยขออนุมัติยื่นแบบรวม ข้อใดถูกต้องที่สุด

ถ้ากิจการของคุณกำลังจะเปิดสาขาหรือเช่าโกดังเพิ่ม และอยากให้งานทะเบียนกับระบบใบกำกับภาษีถูกต้องตั้งแต่วันแรกโดยไม่ต้องยกเลิกเอกสารย้อนหลัง ปรึกษา CKH Accounting ได้เลย เราช่วยจัดลำดับการแจ้ง DBD สรรพากร และประกันสังคมให้ทันกำหนด ประเมินว่าควรขอยื่น ภ.พ.30 รวมหรือไม่ และวางผังบัญชีแยกสาขาให้ออกรายงานตามมาตรา 87 ได้จริง

บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปเพื่อความเข้าใจภาพรวมของงานทะเบียนและภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อเปิดสถานประกอบการเพิ่มเติม (อัปเดต พ.ศ. 2569) อ้างอิงประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (8) และ (20) มาตรา 83 มาตรา 85/4 มาตรา 85/7 มาตรา 87 มาตรา 90/1 ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 199) ตารางสถานที่และกำหนดเวลาการยื่นแจ้งแก้ไขเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของกรมสรรพากร และข้อหารือกรมสรรพากรที่ กค 0706/พ./4974 เอกสารประกอบที่เจ้าหน้าที่แต่ละพื้นที่ขอและแนวปฏิบัติของประกันสังคมอาจต่างกัน โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนนำไปใช้จริง

มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี

ปรึกษาฟรี