กลับไปหน้าบทความทั้งหมด
บัญชีบริหาร · 11 ก.ย. 2569

วิเคราะห์ความไว (Sensitivity Analysis) ถ้าราคาลด ต้นทุนขึ้น ยอดขายตก 10% กำไรเหลือเท่าไหร่

เจ้าของ SME มักวางแผนกำไรจากตัวเลขชุดเดียว เช่น ยอดขายเท่านี้ ต้นทุนเท่านี้ กำไรจึงเท่านี้ แต่ของจริงไม่เคยนิ่ง วัตถุดิบขึ้นราคา ลูกค้าต่อรองส่วนลด ปริมาณขายตกตามฤดูกาล คำถามที่ควรตอบได้ก่อนเหตุการณ์จะเกิดคือ ถ้าตัวแปรแต่ละตัวขยับไป 10% กำไรจะเหลือเท่าไหร่ และตัวแปรไหนทำให้กำไรสั่นแรงที่สุด เครื่องมือที่ใช้ตอบคำถามนี้คือ การวิเคราะห์ความไว (Sensitivity Analysis) และการวิเคราะห์สถานการณ์จำลอง (Scenario Analysis) บทความนี้อธิบายหลักคิด ยกตัวอย่างตัวเลขให้เห็นภาพ พร้อมเครื่องมือให้ลองใส่ตัวเลขของกิจการคุณเอง

Sensitivity กับ Scenario ต่างกันยังไง และทำไมราคาถึงไวกว่าปริมาณ

ทั้งสองวิธีตั้งต้นจากโมเดลกำไรเดียวกัน คือ กำไรจากการดำเนินงาน = ยอดขาย − ต้นทุนผันแปร − ต้นทุนคงที่ ต่างกันที่วิธีขยับตัวแปร

  • การวิเคราะห์ความไว (Sensitivity Analysis) ขยับตัวแปรทีละตัว โดยคงตัวอื่นไว้เท่าเดิม เช่น ราคาขายลด 10% อย่างเดียว หรือต้นทุนวัตถุดิบขึ้น 10% อย่างเดียว แล้วดูว่ากำไรเปลี่ยนไปเท่าไหร่ ผลลัพธ์บอกว่าตัวแปรไหน “ไว” ต่อกำไรมากที่สุด ซึ่งคือตัวที่ควรจับตาและควบคุมก่อน
  • การวิเคราะห์สถานการณ์จำลอง (Scenario Analysis) ขยับหลายตัวแปรพร้อมกันเป็นชุดที่สมเหตุสมผล เช่น กรณีแย่ (ยอดขายตกและต้นทุนขึ้นพร้อมกัน) กรณีฐาน และกรณีดี เพื่อดูช่วงของกำไรที่เป็นไปได้ ไม่ใช่ตัวเลขเดียว
  • ราคาขายมักเป็นตัวแปรที่ไวที่สุด เพราะเมื่อลดราคา ต้นทุนผันแปรต่อหน่วยไม่ได้ลดตาม ส่วนลดทุกบาทจึงหายจากกำไรเต็มจำนวน ต่างจากปริมาณขายที่ลด ซึ่งต้นทุนผันแปรจะลดตามไปด้วย
  • ต้นทุนคงที่ไม่ไวต่อปริมาณ แต่ไวต่อการตัดสินใจ ค่าเช่าหรือเงินเดือนประจำจะไม่ขยับตามยอดขาย แต่ทุกครั้งที่เพิ่มต้นทุนคงที่ จุดคุ้มทุนจะสูงขึ้นและกำไรจะเปราะบางต่อยอดขายที่หายไปมากขึ้น

ลองดูตัวอย่างกิจการที่มียอดขายเดือนละ 500,000 บาท ต้นทุนผันแปร 60% ของยอดขาย (300,000 บาท) และต้นทุนคงที่ 150,000 บาท กำไรจากการดำเนินงานเดือนนี้คือ 50,000 บาท ถ้าขยับตัวแปรทีละตัวขึ้นหรือลง 10% โดยตัวอื่นคงเดิม ผลจะออกมาต่างกันมาก

  • ราคาขายลด 10% (ปริมาณเท่าเดิม) ยอดขายเหลือ 450,000 บาท ต้นทุนผันแปรยังคง 300,000 บาท กำไรเหลือ 0 บาท กำไรหายไปทั้งหมด
  • ปริมาณขายลด 10% (ราคาเท่าเดิม) ยอดขายเหลือ 450,000 บาท ต้นทุนผันแปรลดตามเป็น 270,000 บาท กำไรเหลือ 30,000 บาท
  • ต้นทุนผันแปรต่อหน่วยขึ้น 10% ต้นทุนผันแปรเป็น 330,000 บาท กำไรเหลือ 20,000 บาท
  • ต้นทุนคงที่ขึ้น 10% ต้นทุนคงที่เป็น 165,000 บาท กำไรเหลือ 35,000 บาท

ตัวอย่างนี้ชี้ว่าสำหรับโครงสร้างต้นทุนแบบนี้ การลดราคาคือสิ่งที่ทำร้ายกำไรแรงที่สุด รองลงมาคือต้นทุนวัตถุดิบ ส่วนปริมาณขายที่ลดลงกลับกระทบน้อยกว่าที่หลายคนคิด ลองใส่ตัวเลขของกิจการคุณ แล้วทดลองเปลี่ยนตัวแปรทีละตัว (ใส่ค่าลบได้ เช่น -10 เมื่อยอดขายตก) หรือใส่หลายตัวพร้อมกันเพื่อจำลองสถานการณ์

ตัวช่วยคำนวณ

จำลองสถานการณ์ ถ้าราคา ปริมาณ หรือต้นทุนผันแปรเปลี่ยน กำไรต่อเดือนเหลือเท่าไหร่

  • กำไรจากการดำเนินงานตอนนี้ (บาท/เดือน)—
  • ยอดขายในสถานการณ์ใหม่ (บาท/เดือน)—
  • ต้นทุนผันแปรในสถานการณ์ใหม่ (บาท/เดือน)—
  • กำไรเปลี่ยนไปจากตอนนี้ (บาท/เดือน)—
  • กำไรจากการดำเนินงานในสถานการณ์ใหม่ (บาท/เดือน)—

เครื่องมือนี้สมมติว่าต้นทุนคงที่ไม่เปลี่ยน ต้นทุนผันแปรแปรผันตรงกับปริมาณขาย และการเปลี่ยนราคาไม่กระทบปริมาณ (ถ้าคาดว่าลดราคาแล้วขายได้มากขึ้น ให้ใส่ % ปริมาณเพิ่มไปพร้อมกัน) ลองเปลี่ยนทีละช่องเพื่อดูความไวของแต่ละตัวแปร หรือใส่หลายช่องพร้อมกันเพื่อจำลองกรณีแย่และกรณีดี ตัวเลขเป็นการประมาณเชิงบริหารเพื่อให้เห็นภาพ

ทำสถานการณ์จำลอง 3 กรณี แล้วนำผลไปตัดสินใจอย่างไร

เมื่อรู้แล้วว่าตัวแปรไหนไวที่สุด ขั้นต่อไปคือประกอบเป็นสถานการณ์ที่มีโอกาสเกิดจริง แล้วเตรียมแผนรับมือล่วงหน้า ไม่ใช่รอให้ตัวเลขจริงออกมาก่อน

  • กรณีฐาน (Base Case) ใช้ตัวเลขที่มีโอกาสเกิดมากที่สุด อิงจากผลจริงงวดล่าสุดและแนวโน้มที่เห็นอยู่ ใช้เป็นงบประมาณหลัก
  • กรณีแย่ (Worst Case) ให้ตัวแปรที่ไวที่สุดขยับไปในทางลบพร้อมกัน เช่น ยอดขายตกและวัตถุดิบขึ้นราคาในเดือนเดียวกัน แล้วถามต่อว่ากำไรยังเป็นบวกไหม เงินสดสำรองรับได้กี่เดือน และจะตัดต้นทุนอะไรได้ก่อน
  • กรณีดี (Best Case) ใช้วางแผนกำลังผลิตและสต็อกให้รองรับได้ทัน แต่ไม่ควรใช้เป็นฐานตั้งงบรายจ่ายคงที่หรือก่อหนี้ระยะยาว เพราะถ้าไม่เกิดจริง ต้นทุนก้อนนั้นจะยังอยู่
  • หาเพดานที่รับได้ของตัวแปรสำคัญ เช่น ต้นทุนวัตถุดิบขึ้นได้กี่ % ก่อนกำไรเป็นศูนย์ คำนวณจากกำไรตอนนี้ ÷ ต้นทุนผันแปรรวม × 100 (เมื่อปริมาณและราคาคงเดิม) จากตัวอย่างข้างต้นคือ 50,000 ÷ 300,000 × 100 หรือราว 16.7% ตัวเลขนี้ใช้ตั้งจุดเตือนภัยเวลาซัพพลายเออร์แจ้งปรับราคา
  • แปลงผลเป็นนโยบาย ถ้าราคาไวที่สุด ให้กำหนดเพดานส่วนลดที่พนักงานขายให้ได้เอง ถ้าวัตถุดิบไวที่สุด ให้พิจารณาสัญญาซื้อล่วงหน้าหรือหาซัพพลายเออร์สำรอง ถ้าต้นทุนคงที่กดกำไร ให้ทบทวนสัญญาเช่าและอัตรากำลังคนก่อนต่อสัญญา

ก่อนนำตัวเลขไปคุยกับหุ้นส่วน ธนาคาร หรือใช้ตั้งงบประมาณ ลองไล่เช็กว่าโมเดลที่ใช้สมเหตุสมผลหรือยัง

เช็กก่อนใช้ตัวเลข
ไล่เช็กให้ครบก่อนสรุปผลการวิเคราะห์ความไว0/5
  • แยกต้นทุนคงที่กับต้นทุนผันแปรจากบัญชีจริง ไม่ใช่ประมาณคร่าว ๆ เพราะสัดส่วนนี้กำหนดว่าตัวแปรไหนไวกว่ากัน
  • ขยับตัวแปรทีละตัวก่อน เพื่อจัดอันดับความไว แล้วจึงประกอบเป็นสถานการณ์หลายตัวแปร
  • ใช้ช่วงการเปลี่ยนแปลงที่เคยเกิดขึ้นจริงกับกิจการ เช่น ราคาวัตถุดิบเคยขึ้นกี่ % ยอดขายเดือนต่ำสุดเคยตกกี่ % ไม่ใช่สุ่มตัวเลข
  • ถ้าขายหลายสินค้า ให้ระวังว่าอัตราต้นทุนผันแปรรวมจะเปลี่ยนตามสัดส่วนการขายของแต่ละตัว
  • ทบทวนใหม่ทุกไตรมาสหรือทุกครั้งที่ราคาขาย ต้นทุน หรือสัญญาเช่าเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ และเทียบผลจริงกับที่เคยจำลองไว้

สรุปคือ การวิเคราะห์ความไวช่วยให้เจ้าของธุรกิจรู้ว่ากำไรของตัวเองเปราะบางต่ออะไรมากที่สุด ส่วนสถานการณ์จำลองช่วยให้เห็นช่วงของผลลัพธ์ที่เป็นไปได้และเตรียมแผนรับมือไว้ก่อน ทั้งสองอย่างไม่ได้ทำนายอนาคต แต่ทำให้ตัดสินใจเรื่องราคา ต้นทุน และการลงทุนด้วยความรอบคอบมากขึ้น

ถ้าอยากวางระบบบัญชีต้นทุนให้แยกต้นทุนคงที่และผันแปรได้ชัด และสร้างโมเดลจำลองกำไรที่ใช้ตัวเลขจริงของกิจการ ปรึกษา CKH Accounting ได้เลย เราช่วยจัดโครงสร้างบัญชีต้นทุน วิเคราะห์ความไวของกำไร และวางแผนการเงินให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ

บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปเพื่อความเข้าใจภาพรวมของการวิเคราะห์ความไวและสถานการณ์จำลอง (อัปเดต พ.ศ. 2569) ตัวเลขจากเครื่องมือเป็นการประมาณเชิงบริหารตามสมมติฐานที่ระบุและข้อมูลที่กรอก ความเหมาะสมของแต่ละกิจการขึ้นกับข้อเท็จจริงเฉพาะราย โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือที่ปรึกษาการเงินก่อนนำไปใช้จริง

มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี

ปรึกษาฟรี