รับบัตรเครดิต QR Payment Gateway ลงรายได้เต็ม ค่าธรรมเนียมหัก ณ ที่จ่าย 3% ธนาคารหักแทน
ร้านค้าและธุรกิจบริการแทบทุกแห่งวันนี้รับชำระเงินด้วยบัตรเครดิต บัตรเดบิต QR พร้อมเพย์ หรือผ่านระบบ Payment Gateway ของร้านออนไลน์ เงินที่โอนเข้าบัญชีจึงไม่เคยเท่ากับยอดที่ลูกค้าจ่าย เพราะธนาคารหรือผู้ให้บริการหักค่าธรรมเนียมไว้ก่อน คำถามที่ฝ่ายบัญชี SME ถามบ่อยคือจะลงรายได้ตามยอดเงินที่เข้าบัญชีจริงได้ไหม ภาษีขายคิดจากยอดไหน ค่าธรรมเนียมที่ถูกหักไปมีใบกำกับภาษีหรือเปล่า และที่หลายกิจการไม่เคยรู้คือเงินค่าธรรมเนียมนั้นเป็นค่าบริการที่บริษัทผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ตามแนวหนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากรที่ กค 0811/10958 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2544 บทความนี้สรุปวิธีลงบัญชีให้ยอดขายใน ภ.พ.30 ตรงกับงบ การจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายของค่าธรรมเนียม และ VAT ของค่าธรรมเนียมที่ขอคืนเป็นภาษีซื้อได้
รายได้ต้องลงเต็มยอดที่ลูกค้าจ่าย ค่าธรรมเนียมเป็นค่าใช้จ่ายแยกต่างหาก
หลักแรกที่ต้องยึดคือรายได้จากการขายเท่ากับราคาที่ลูกค้าตกลงจ่าย ไม่ใช่เงินที่เหลือเข้าบัญชี ค่าธรรมเนียมที่ธนาคารหักไปเป็นต้นทุนของร้านในการรับชำระเงิน ไม่ใช่ส่วนลดที่ให้ลูกค้า ฐานภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากรคือมูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ ใบกำกับภาษีที่ออกให้ลูกค้าจึงต้องแสดงราคาเต็ม และยอดขายใน ภ.พ.30 ของเดือนนั้นต้องเป็นยอดเต็มเช่นกัน ถ้าลงรายได้ตามเงินเข้าบัญชี ยอดขายในงบจะต่ำกว่ายอดในรายงานภาษีขาย และเมื่อสรรพากรกระทบยอด ภ.พ.30 กับ ภ.ง.ด.50 จะเห็นผลต่างทันที
- วันที่รับรู้รายได้ ร้านค้าที่จดทะเบียน VAT ต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อส่งมอบสินค้าหรือได้รับชำระเงิน การรูดบัตรหรือสแกน QR ถือเป็นการรับชำระราคาแล้ว แม้เงินจากธนาคารจะเข้าบัญชีในวันถัดไปหรือรอบตัดยอดถัดไป ยอดนั้นจึงเป็นยอดขายของวันที่ลูกค้าจ่าย ไม่ใช่วันที่เงินเข้า
- บัญชีระหว่างทาง ช่วงที่เงินยังไม่เข้าบัญชี ให้ตั้งบัญชีลูกหนี้บัตรเครดิตหรือลูกหนี้ผู้ให้บริการรับชำระเงิน เมื่อธนาคารโอนยอดสุทธิเข้ามาจึงล้างลูกหนี้ด้วยเงินฝากธนาคารบวกค่าธรรมเนียม วิธีนี้ทำให้กระทบยอดกับรายงานของธนาคารได้ทุกสิ้นเดือน และเห็นชัดว่ารายการไหนยังค้างโอน
- ค่าธรรมเนียมเป็นค่าใช้จ่ายในการขาย บันทึกเป็นค่าธรรมเนียมธนาคารหรือค่าธรรมเนียมรับชำระเงิน หักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ตามปกติเพราะเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการโดยเฉพาะ โดยต้องมีใบแจ้งหนี้หรือใบกำกับภาษีจากธนาคารและรายงานรายการรูดบัตรเป็นหลักฐานประกอบ
- ตัวอย่าง ลูกค้ารูดบัตร 10,700 บาท ร้านออกใบกำกับภาษีฐานภาษี 10,000 บาท ภาษีขาย 700 บาท บันทึกรายได้ 10,000 บาทเต็ม ถ้าธนาคารคิดค่าธรรมเนียม 2.5% ของยอดรูด ค่าธรรมเนียมคือ 267.50 บาท บวก VAT 7% อีก 18.73 บาท ร้านบันทึกค่าธรรมเนียม 267.50 บาทเป็นค่าใช้จ่าย และ 18.73 บาทเป็นภาษีซื้อ ไม่ใช่ลงรายได้ 10,413.77 บาทตามเงินที่เข้าบัญชี
ใส่ยอดที่ลูกค้าจ่ายผ่านบัตรหรือ QR (ราคารวม VAT) และอัตราค่าธรรมเนียมที่ธนาคารหรือผู้ให้บริการคิดจากยอดนั้น เพื่อดูว่าต้องลงรายได้เท่าไหร่ ค่าธรรมเนียมและภาษีซื้อเท่าไหร่ และถ้าร้านเป็นนิติบุคคลต้องมีภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% ของค่าธรรมเนียมเท่าไหร่
- รายได้ที่ต้องบันทึกและฐานภาษีขายใน ภ.พ.30—
- ภาษีขาย 7% ที่ต้องนำส่ง (คิดจากยอดเต็ม ไม่หักค่าธรรมเนียม)—
- ค่าธรรมเนียมก่อน VAT บันทึกเป็นค่าใช้จ่าย—
- VAT ของค่าธรรมเนียม ใช้เป็นภาษีซื้อได้เมื่อมีใบกำกับภาษี—
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% ของค่าธรรมเนียม (ร้านค้านิติบุคคล)—
- เงินสุทธิที่ธนาคารโอนเข้าบัญชีหลังหักค่าธรรมเนียมและ VAT (ก่อนปรับส่วนหัก ณ ที่จ่าย)—
ตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณโดยสมมติว่าค่าธรรมเนียมคิดจากยอดรูดทั้งก้อนและบวก VAT 7% ซึ่งเป็นรูปแบบทั่วไปของธนาคารและผู้ให้บริการที่จดทะเบียน VAT ในไทย เงื่อนไขจริงเช่นค่าธรรมเนียมขั้นต่ำต่อรายการ รอบตัดยอด หรือการที่ธนาคารหักภาษี ณ ที่จ่ายแทนร้านค้าแล้วโอนเงินส่วนนั้นคืน ให้ดูจากสัญญาร้านค้าและรายงานสรุปรายเดือนของผู้ให้บริการแต่ละราย
ค่าธรรมเนียมรับบัตรคือค่าบริการ บริษัทผู้จ่ายต้องหัก ณ ที่จ่าย 3% แต่ให้ธนาคารหักแทนได้
จุดที่ SME จำนวนมากไม่เคยทำคือภาษีหัก ณ ที่จ่ายของค่าธรรมเนียม กรมสรรพากรวางหลักไว้ในหนังสือตอบข้อหารือที่ กค 0811/10958 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2544 ว่าค่าธรรมเนียมที่ร้านค้าซึ่งเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นจ่ายให้ธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิต ถือเป็นการจ่ายค่าบริการที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ร้านค้าจึงมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ตามข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 ทวิ แนวเดียวกันนี้ใช้กับค่าบริการอื่นของธนาคารที่หักจากบัญชีอัตโนมัติด้วย ตามหนังสือที่ กค 0811/ก.597 ลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2545 ปัญหาในทางปฏิบัติคือธนาคารหักค่าธรรมเนียมจากยอดโอนเองโดยร้านไม่ได้เป็นคนจ่ายเงินออกไป กรมสรรพากรจึงผ่อนผันวิธีปฏิบัติไว้ดังนี้
- ตั้งธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิตเป็นตัวแทนหักภาษีแทน ต้องมีข้อตกลงแต่งตั้งตัวแทนเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ในสัญญาร้านค้ารับบัตรหรือหนังสือที่ธนาคารแจ้งให้ร้านค้าตอบรับ เมื่อตั้งตัวแทนแล้วธนาคารจะหักภาษี 3% จากค่าธรรมเนียม นำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.53 ในนามของร้านค้า และระบุในใบกำกับภาษีค่าธรรมเนียมว่าได้หักภาษี ณ ที่จ่ายแทนร้านค้าแล้ว ร้านค้าไม่ต้องออกหนังสือรับรองเองทุกรายการ แต่ควรขอสำเนาหลักฐานการนำส่งเก็บไว้ประกอบการตรวจ
- ถ้าธนาคารหรือผู้ให้บริการไม่ได้หักแทน ร้านค้านิติบุคคลยังมีหน้าที่หักเองตามปกติ กรมสรรพากรผ่อนผันให้ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายเดือนละ 1 ครั้งตามยอดค่าธรรมเนียมรวมของเดือนแทนการออกทุกรายการ และนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือตามกำหนดที่ขยายให้สำหรับการยื่นผ่านอินเทอร์เน็ต) ผู้ให้บริการ Payment Gateway ที่ไม่ใช่ธนาคารหลายรายใช้วิธีนี้ โดยออกใบแจ้งหนี้ค่าธรรมเนียมรายเดือนให้ร้านค้าหักภาษีและส่งหนังสือรับรองกลับไป บางรายออกเงินส่วน 3% ให้ก่อนแล้วเรียกคืนถ้าไม่ได้รับหนังสือรับรองภายในเวลาที่กำหนด ต้องอ่านเงื่อนไขของผู้ให้บริการแต่ละรายให้ดี
- ยอดไม่ถึง 1,000 บาทต่อครั้ง หนังสือตอบข้อหารือที่ กค 0811/7657 ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2544 ระบุว่าการจ่ายค่าบริการให้ธนาคารพาณิชย์ที่ค่าบริการแต่ละครั้งไม่ถึง 1,000 บาท ผู้จ่ายไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ค่าธรรมเนียมโอนเงินรายการเล็กจึงมักไม่ต้องหัก แต่ค่าธรรมเนียมรับบัตรที่สรุปเรียกเก็บเป็นรอบมักเกินเกณฑ์นี้
- ร้านค้าที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่ต้องหัก ข้อ 12/1 ของ ท.ป.4/2528 กำหนดหน้าที่หักภาษีเฉพาะผู้จ่ายที่เป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ร้านค้าบุคคลธรรมดาที่รับบัตรจึงไม่มีหน้าที่นี้ แต่ยังต้องลงรายได้เต็มยอดและเก็บหลักฐานค่าธรรมเนียมเช่นเดียวกัน
- อัตราลดเหลือ 1% เมื่อนำส่งผ่าน e-Withholding Tax คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อ 16 มิถุนายน 2569 ขยายมาตรการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายเหลือ 1% สำหรับการจ่ายเงินได้บางประเภทรวมถึงค่าบริการที่นำส่งผ่านระบบ e-Withholding Tax ครอบคลุมการจ่ายตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2570 ก่อนใช้อัตรานี้ให้ตรวจกฎกระทรวงฉบับจริงที่ประกาศใช้ และตกลงกับผู้ให้บริการว่าจะใช้อัตราใด
VAT ของค่าธรรมเนียม ธนาคารต้องออกใบกำกับภาษี และร้านค้าขอคืนเป็นภาษีซื้อได้
หลายคนเข้าใจว่าธนาคารเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ค่าธรรมเนียมจากธนาคารจึงไม่มี VAT แต่พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 246) พ.ศ. 2534 มาตรา 3 (2) กำหนดให้การให้บริการใช้บัตรเครดิตหรือในลักษณะทำนองเดียวกันเป็นกิจการเฉพาะอย่างที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแทนภาษีธุรกิจเฉพาะ ค่าธรรมเนียมร้านค้ารับบัตรที่ธนาคารเรียกเก็บจึงมี VAT 7% และธนาคารต้องออกใบกำกับภาษีให้ร้านค้า ส่วนผู้ให้บริการรับชำระเงินที่ไม่ใช่ธนาคารเป็นผู้ประกอบการให้บริการทั่วไป ถ้าจดทะเบียน VAT ก็ออกใบกำกับภาษีค่าธรรมเนียมตามปกติ
- ขอใบกำกับภาษีให้ครบทุกเดือน ธนาคารส่วนใหญ่ส่งใบกำกับภาษีค่าธรรมเนียมเป็นรายเดือนหรือให้ดาวน์โหลดจากระบบร้านค้า ร้านที่จดทะเบียน VAT นำมาลงรายงานภาษีซื้อได้เมื่อใบกำกับภาษีออกในชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของกิจการ ถ้าไม่มีใบกำกับภาษี VAT ที่ถูกหักไปจะใช้เครดิตไม่ได้และกลายเป็นต้นทุนที่สูญเปล่า
- กิจการที่ไม่ได้จด VAT นำ VAT ของค่าธรรมเนียมไปรวมเป็นค่าใช้จ่ายทั้งจำนวน หักเป็นรายจ่ายได้ แต่ขอคืนไม่ได้
- ผู้ให้บริการต่างประเทศที่ไม่มีสถานประกอบการในไทย ค่าธรรมเนียมที่จ่ายให้ Payment Gateway ต่างประเทศโดยตรงเข้าหลักเกณฑ์คนละชุด ผู้จ่ายอาจต้องนำส่ง VAT แทนด้วยแบบ ภ.พ.36 และพิจารณาภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 และอนุสัญญาภาษีซ้อน ควรแยกกรณีนี้ออกจากค่าธรรมเนียมธนาคารในประเทศและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนทำสัญญา
บริษัทร้านอาหารจดทะเบียน VAT รับบัตรผ่านเครื่อง EDC ของธนาคาร เดือนนี้ยอดรูดรวม 428,000 บาท ธนาคารโอนเข้าบัญชีสุทธิหลังหักค่าธรรมเนียมและ VAT ของค่าธรรมเนียม และส่งใบกำกับภาษีค่าธรรมเนียมมาให้ตอนสิ้นเดือน ฝ่ายบัญชีควรบันทึกอย่างไร
- ยอดขายในรายงานภาษีขายของเดือนเท่ากับยอดรูดบัตรและยอด QR ตามรายงานของผู้ให้บริการ บวกเงินสดและโอนตรง ไม่ใช่ยอดเงินเข้าบัญชี
- มีบัญชีลูกหนี้บัตรเครดิตหรือลูกหนี้ผู้ให้บริการรับชำระเงิน และยอดคงเหลือสิ้นเดือนตรงกับรายการที่ยังไม่โอนเข้าบัญชี
- ได้รับใบกำกับภาษีค่าธรรมเนียมจากธนาคารหรือผู้ให้บริการครบทุกราย ออกในชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของกิจการ และลงรายงานภาษีซื้อแล้ว
- ตรวจจากสัญญาร้านค้าหรือใบกำกับภาษีว่าธนาคารหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% แทนร้านค้าหรือไม่ และเก็บหลักฐานการนำส่ง ภ.ง.ด.53 ในนามร้านไว้
- ค่าธรรมเนียมของผู้ให้บริการที่ไม่ได้หักแทน ร้านค้านิติบุคคลออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายเดือนละ 1 ครั้งและยื่น ภ.ง.ด.53 ภายในกำหนด
- ค่าธรรมเนียมที่จ่ายให้ผู้ให้บริการต่างประเทศแยกออกมาพิจารณา ภ.พ.36 และภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 ต่างหาก
- กระทบยอดเงินเข้าบัญชีธนาคารกับยอดขายหักค่าธรรมเนียมทุกเดือน และสอบถามผู้ให้บริการทันทีเมื่อมียอดที่หาที่มาไม่ได้
การรับชำระเงินผ่านบัตรและระบบออนไลน์ช่วยให้ขายได้มากขึ้น แต่ถ้าลงรายได้ตามเงินเข้าบัญชีหรือปล่อยค่าธรรมเนียมไปโดยไม่มีใบกำกับภาษีและไม่จัดการภาษีหัก ณ ที่จ่าย ยอดขายในงบกับแบบภาษีจะไม่ตรงกันและเสียสิทธิภาษีซื้อไปทุกเดือน หากต้องการให้ CKH Accounting ช่วยวางผังบัญชีรับชำระเงิน กระทบยอดรายงานธนาคารและ Payment Gateway กับรายงานภาษีขาย และตรวจข้อตกลงการหักภาษี ณ ที่จ่ายแทนร้านค้าให้ครบ ติดต่อปรึกษาเราได้ที่นี่
บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปเพื่อความเข้าใจภาพรวมการบันทึกบัญชีและภาษีของค่าธรรมเนียมรับชำระเงินผ่านบัตรเครดิต QR และ Payment Gateway (อัปเดต พ.ศ. 2569) อ้างอิงประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (8) มาตรา 50 ทวิ และมาตรา 79 คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 246) พ.ศ. 2534 มาตรา 3 (2) และหนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากรที่ กค 0811/10958 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2544 ที่ กค 0811/7657 ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2544 และที่ กค 0811/ก.597 ลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2545 เงื่อนไขของสัญญาร้านค้าและผู้ให้บริการแต่ละรายต่างกัน ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนนำไปใช้จริง
มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี
ปรึกษาฟรี