ประกันคีย์แมน บริษัทจ่ายเบี้ยประกันชีวิตให้กรรมการ หักรายจ่ายได้ไหม กรรมการเสียภาษี 40(1)
SME จำนวนมากมีรายได้ผูกอยู่กับกรรมการหรือผู้บริหารคนสำคัญเพียงไม่กี่คน ถ้าคนนั้นเสียชีวิตหรือทุพพลภาพ ธุรกิจอาจสะดุดทันที ตัวแทนประกันจึงมักเสนอประกันคีย์แมน (Keyman Insurance) คือบริษัททำประกันชีวิตให้กรรมการโดยบริษัทเป็นผู้จ่ายเบี้ย พร้อมประโยคขายที่ได้ยินบ่อยว่า "บริษัทหักรายจ่ายได้เต็ม กรรมการไม่ต้องเสียภาษี" ซึ่งถูกเพียงครึ่งเดียว กรมสรรพากรวางแนวไว้ชัดในหนังสือตอบข้อหารือหลายฉบับตั้งแต่ปี 2543 ถึง 2552 ว่าเบี้ยประกันหักรายจ่ายได้ก็ต่อเมื่อมีระเบียบให้กรรมการทุกคนเป็นการทั่วไป แต่เบี้ยที่บริษัทจ่ายแทนนั้นถือเป็นประโยชน์เพิ่มของกรรมการตามมาตรา 40 (1) เสมอ แม้บริษัทจะเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ก็ตาม และถ้าบริษัทเป็นผู้รับเงินสินไหม เงินก้อนนั้นต้องนำมารวมเป็นรายได้ของบริษัท บทความนี้สรุปผลภาษีทั้งฝั่งบริษัท ฝั่งกรรมการ และฝั่งผู้รับเงินจากกรมธรรม์ พร้อมเงื่อนไขที่ต้องวางให้ครบก่อนเซ็นใบคำขอเอาประกัน
โครงสร้างกรมธรรม์ 3 แบบที่เจอบ่อย และผลภาษีต่างกันตรงไหน
คำว่าประกันคีย์แมนในตลาดครอบคลุมกรมธรรม์หลายรูปแบบ สิ่งที่ตัดสินผลภาษีคือ ใครเป็นผู้จ่ายเบี้ย ใครเป็นผู้เอาประกัน และใครเป็นผู้รับประโยชน์ ซึ่งแยกได้ 3 แบบหลัก
- แบบที่ 1 บริษัทจ่ายเบี้ย กรรมการเป็นผู้เอาประกัน บริษัทเป็นผู้รับประโยชน์ เป็นคีย์แมนในความหมายแท้ คือบริษัทได้เงินก้อนมาประคองกิจการเมื่อกรรมการเสียชีวิต หนังสือตอบข้อหารือที่ กค 0706/4227 ลงวันที่ 30 เมษายน 2547 วินิจฉัยว่าเบี้ยประกันหักรายจ่ายได้ถ้าจ่ายให้กรรมการทุกคนเป็นการทั่วไปตามระเบียบของบริษัท และแม้ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์จะเป็นบริษัท เบี้ยที่บริษัทจ่ายแทนก็ต้องถือเป็นประโยชน์เพิ่มของกรรมการ เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) ส่วนเงินสินไหมหรือเงินได้จากการประกันภัยที่บริษัทได้รับในฐานะผู้รับประโยชน์ ต้องนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ตามหนังสือที่ กค 0706/7251 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2549
- แบบที่ 2 บริษัทจ่ายเบี้ย ครอบครัวหรือทายาทของกรรมการเป็นผู้รับประโยชน์ ลักษณะนี้เป็นสวัสดิการให้กรรมการมากกว่าคุ้มครองบริษัท หนังสือที่ กค 0702/9358 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2552 วินิจฉัยกรณีกรมธรรม์ชำระเบี้ย 7 ปี คุ้มครอง 14 ปี มีเงินจ่ายคืนทุกปี ว่าเบี้ยหักรายจ่ายได้เมื่อมีระเบียบหรือมติที่ประชุมให้กรรมการทุกคนโดยทั่วไป เบี้ยเป็นเงินได้ของกรรมการตามมาตรา 40 (1) หรือ (2) แล้วแต่กรณี และเงินสินไหมที่ครอบครัวหรือทายาทได้รับเมื่อกรรมการเสียชีวิตได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 (13)
- แบบที่ 3 บริษัทจ่ายเบี้ยให้ผู้ถือหุ้นที่ไม่ได้เป็นกรรมการ ครอบครัวของพนักงาน หรือกรรมการของบริษัทอื่นที่มาถือหุ้น หนังสือที่ กค 0706/5334 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2549 และ กค 0706/8707 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2549 ถือว่าเป็นรายจ่ายส่วนตัวหรือการให้โดยเสน่หา ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (3) และ (13) บริษัทหักรายจ่ายไม่ได้ และผู้รับยังต้องนำเบี้ยที่บริษัทจ่ายแทนไปรวมเป็นเงินได้ในปีที่จ่ายอีกด้วย เรียกว่าเสียทั้งสองฝั่ง
ฝั่งบริษัท เบี้ยประกันหักรายจ่ายได้เมื่อครบเงื่อนไขอะไร
หลักที่กรมสรรพากรใช้ซ้ำทุกฉบับตั้งแต่หนังสือที่ กค 0811/408 ลงวันที่ 21 มกราคม 2543 คือ ถ้าบริษัทต้องจ่ายเบี้ยประกันให้กรรมการทุกคนเป็นการทั่วไปตามระเบียบของบริษัท รายจ่ายนั้นเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ไม่ใช่รายจ่ายส่วนตัวหรือการให้โดยเสน่หา จึงไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (3) และ (13) เงื่อนไขที่ต้องวางให้ครบมีดังนี้
- มีระเบียบสวัสดิการหรือมติที่ประชุมเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนทำประกัน ระบุว่าบริษัทจัดประกันชีวิตให้กรรมการทุกคน ตามเกณฑ์ที่ใช้กับทุกคนเหมือนกัน เช่น กำหนดทุนประกันตามตำแหน่งหรือตามอายุงาน การทำให้กรรมการเพียงคนเดียวทั้งที่บริษัทมีกรรมการหลายคน โดยไม่มีระเบียบรองรับ เป็นจุดที่ถูกโต้แย้งว่าเป็นการให้โดยเสน่หาได้ง่ายที่สุด
- ให้บริษัทประกันหมายเหตุในใบเสร็จรับเงินว่าบริษัทเป็นผู้จ่ายเบี้ย หนังสือที่ กค 0811/408 แนะนำไว้โดยตรง เพื่อให้ใบเสร็จที่ออกในชื่อผู้เอาประกันซึ่งเป็นกรรมการ ใช้เป็นหลักฐานรายจ่ายของบริษัทได้
- อย่าผูกจำนวนเบี้ยกับกำไรสุทธิ หนังสือที่ กค 0706/5334 วินิจฉัยว่าเบี้ยประกันที่คำนวณจากกำไรสุทธิเป็นรายจ่ายที่กำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (19) แม้จะจ่ายให้พนักงานทุกคนก็ตาม
- ถ้าบริษัทออกภาษีเงินได้ให้กรรมการด้วย ค่าภาษีที่ออกให้หักรายจ่ายได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (6) แต่ค่าภาษีนั้นเป็นเงินได้ของกรรมการเพิ่มอีกชั้นตามหนังสือที่ กค 0811/408 ซึ่งต้องคำนวณแบบออกภาษีให้ตามหลักเกณฑ์ปกติ
- สินไหมที่บริษัทได้รับ ถ้านำไปซื้อหุ้นคืนจากทายาทของกรรมการ เป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (5) ตามหนังสือที่ กค 0706/8707 บริษัทจึงรับรู้สินไหมเป็นรายได้เต็ม แต่หักต้นทุนซื้อหุ้นคืนไม่ได้
- หลักเดียวกันใช้กับห้างหุ้นส่วนจำกัดด้วย หนังสือที่ กค 0706/7251 ระบุชัดว่ากรณีเบี้ยประกัน เงินได้ของกรรมการ และสินไหมที่กิจการได้รับ ใช้บังคับกับห้างหุ้นส่วนจำกัดได้เช่นเดียวกัน
ใส่เบี้ยประกันต่อปีที่บริษัทจ่ายแทนกรรมการ และอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขั้นสูงสุดที่กรรมการคนนั้นเสียอยู่ เพื่อดูว่าฝั่งบริษัทประหยัดภาษีเท่าไหร่ และฝั่งกรรมการต้องเสียเพิ่มเท่าไหร่โดยประมาณ
- เบี้ยประกันที่บริษัทหักรายจ่ายได้ (เมื่อมีระเบียบให้กรรมการทุกคนเป็นการทั่วไป)—
- ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ลดลงโดยประมาณ กรณีกำไรส่วนนี้เสียภาษีอัตรา 20%—
- ประโยชน์เพิ่มตามมาตรา 40 (1) ที่ต้องรวมในเงินได้ของกรรมการและหักภาษี ณ ที่จ่าย—
- ภาษีบุคคลธรรมดาที่กรรมการต้องเสียเพิ่มโดยประมาณ (ก่อนใช้สิทธิลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต)—
- ผลสุทธิรวมสองฝั่ง (บวกคือประหยัดโดยรวม ลบคือเสียภาษีรวมมากขึ้น)—
ตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณแบบเหมารวม บริษัท SME ที่เข้าเงื่อนไขเสียภาษีแบบขั้นบันไดจึงอาจประหยัดน้อยกว่า 20% ของเบี้ย ส่วนฝั่งกรรมการ ถ้ากรมธรรม์เข้าเงื่อนไขค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต (อายุกรมธรรม์ 10 ปีขึ้นไป ทำกับบริษัทประกันในไทย) กรรมการใช้ใบเสร็จหักลดหย่อนได้ตามเพดานปกติในปีที่จ่ายเบี้ย ซึ่งช่วยลดภาระลงบางส่วน และถ้าบริษัทออกภาษีให้อีก ค่าภาษีนั้นจะเป็นเงินได้เพิ่มอีกชั้น
ตัวอย่าง: บริษัทจ่ายเบี้ยประกันชีวิตให้กรรมการปีละ 300,000 บาท ตามระเบียบที่ให้กรรมการทุกคน ถ้ากำไรส่วนนี้ของบริษัทเสียภาษีอัตรา 20% บริษัทประหยัดภาษีได้ 60,000 บาท แต่กรรมการที่เสียภาษีอยู่ในขั้น 25% ต้องนำ 300,000 บาทไปรวมเป็นเงินได้ ทำให้เสียภาษีเพิ่มราว 75,000 บาท รวมสองฝั่งแล้วกลุ่มกิจการเสียภาษีมากขึ้น 15,000 บาท ไม่ใช่ประหยัดอย่างที่เข้าใจ จุดที่ทำให้คีย์แมนคุ้มจึงไม่ใช่การลดภาษี แต่เป็นการคุ้มครองความเสี่ยงของธุรกิจ และการที่เงินคืนหรือสินไหมที่กรรมการหรือครอบครัวได้รับในฐานะผู้เอาประกันได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 (13)
ฝั่งกรรมการ เบี้ยที่บริษัทจ่ายแทนคือเงินได้ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและยื่น ภ.ง.ด.1
ข้อที่ตัวแทนประกันมักบอกผิดคือ "ถ้าบริษัทเป็นผู้รับประโยชน์ กรรมการไม่ต้องเสียภาษี" หนังสือที่ กค 0706/4227 ตอบคำถามนี้ตรง ๆ ว่าไม่ถูกต้อง เพราะเบี้ยประกันที่บริษัทจ่ายแทนเป็นประโยชน์ใด ๆ ที่กรรมการได้เนื่องจากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40 (1) ไม่ว่าผู้รับประโยชน์จะเป็นใคร สิ่งที่ฝ่ายบัญชีต้องทำมีดังนี้
- รวมเบี้ยเข้าเป็นเงินได้ของกรรมการในเดือนที่บริษัทจ่ายเบี้ย คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (1) เหมือนเงินเดือนและผลประโยชน์อื่น นำส่งด้วย ภ.ง.ด.1 และสรุปใน ภ.ง.ด.1ก ปลายปี พร้อมแสดงยอดในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ของกรรมการ
- กรรมการนำไปรวมยื่น ภ.ง.ด.91 หรือ ภ.ง.ด.90 ตามมาตรา 48 (1) ถ้ากรรมการไม่ใช่ลูกจ้างแต่รับเงินในฐานะตำแหน่งงานที่ทำ เงินได้อาจเข้ามาตรา 40 (2) แทน ซึ่งหนังสือที่ กค 0702/9358 ใช้คำว่า "40 (1) หรือ (2) แล้วแต่กรณี" ผลคือยังต้องเสียภาษีเหมือนกัน
- ใช้สิทธิลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตได้เฉพาะปีที่จ่ายเบี้ยจริง หนังสือที่ กค 0706/5334 ระบุว่ากรรมการและพนักงานใช้ใบเสร็จรับเงินค่าเบี้ยประกันชีวิตที่บริษัทประกันออกให้ เป็นหลักฐานหักลดหย่อนภาษีเงินได้ประจำปีได้เฉพาะในปีที่มีการจ่ายเบี้ย โดยต้องเป็นกรมธรรม์ที่เข้าเงื่อนไขค่าลดหย่อนตามปกติ
- ถ้าจะให้กรรมการไม่รู้สึกว่าถูกหักภาษีเพิ่ม บริษัทอาจออกภาษีให้ ซึ่งหักรายจ่ายได้ แต่ต้องคำนวณแบบออกภาษีให้จนกว่าจะไม่มีภาษีเพิ่ม และค่าภาษีที่ออกให้เป็นเงินได้ของกรรมการอีกชั้นหนึ่ง ต้นทุนรวมของบริษัทจึงสูงกว่าเบี้ยประกันพอสมควร
เงินที่ได้จากกรมธรรม์ ใครเสียภาษี
ผลภาษีปลายทางขึ้นกับว่าใครเป็นผู้รับเงิน ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้แบบที่ 1 และแบบที่ 2 ต่างกันมาก
- ครอบครัวหรือทายาทของกรรมการรับสินไหมมรณกรรม เป็นเงินได้จากการประกันภัย ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 42 (13) ตามหนังสือที่ กค 0702/9358
- กรรมการในฐานะผู้เอาประกันรับเงินคืนระหว่างสัญญาหรือเงินครบกำหนด หนังสือที่ กค 0706/4227 ถือว่าผลประโยชน์ที่บริษัทประกันจ่ายคืนให้ผู้เอาประกันทุกปีหรือทุก 5 ปี เป็นเงินที่ได้จากการประกันภัย ได้รับยกเว้นตามมาตรา 42 (13) เช่นกัน
- บริษัทรับสินไหมหรือเงินตามกรมธรรม์ในฐานะผู้รับประโยชน์ ต้องนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 ตามหนังสือที่ กค 0706/7251 และ กค 0706/8707 เพราะข้อยกเว้นตามมาตรา 42 (13) ใช้กับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเท่านั้น
- บริษัทนำสินไหมไปซื้อหุ้นคืนจากทายาท ตามข้อตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้า ถือเป็นรายจ่ายลักษณะการลงทุน หักรายจ่ายไม่ได้ตามมาตรา 65 ตรี (5) หุ้นที่ซื้อคืนบันทึกเป็นรายการในส่วนของผู้ถือหุ้นตามกฎหมายบริษัท ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย
บริษัทมีกรรมการ 3 คน ที่ประชุมมีมติทำประกันชีวิตให้กรรมการผู้จัดการเพียงคนเดียว โดยบริษัทจ่ายเบี้ยปีละ 200,000 บาท และบริษัทเป็นผู้รับประโยชน์ ตัวแทนประกันแจ้งว่าบริษัทหักรายจ่ายได้เต็ม และกรรมการผู้จัดการไม่ต้องเสียภาษีเพราะเงินไม่ได้เข้ากระเป๋าตัวเอง ข้อใดใกล้เคียงแนวกรมสรรพากรที่สุด
มุมบัญชีและเอกสารที่ควรวางไว้ตั้งแต่วันทำประกัน
ประกันคีย์แมนมักเป็นกรมธรรม์ระยะยาวที่มีเงินคืนหรือมูลค่าเวนคืน การลงบัญชีให้สอดคล้องกับผลภาษีตั้งแต่ปีแรกช่วยให้ตอนถูกตรวจอธิบายได้ครบทั้งฝั่งรายจ่ายและฝั่งเงินได้ของกรรมการ
- บันทึกเบี้ยเป็นค่าใช้จ่ายผลประโยชน์กรรมการหรือพนักงาน ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด และผูกเอกสารครบชุดไว้ด้วยกัน คือระเบียบสวัสดิการหรือรายงานการประชุม ใบคำขอเอาประกัน หน้ากรมธรรม์ที่ระบุผู้เอาประกันและผู้รับประโยชน์ และใบเสร็จที่หมายเหตุว่าบริษัทเป็นผู้จ่าย
- เบี้ยที่คุ้มครองข้ามรอบบัญชี ให้ตั้งเป็นค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้าแล้วทยอยรับรู้ตามระยะเวลาคุ้มครอง ส่วนทางภาษี เงินได้ของกรรมการเกิดในปีที่บริษัทจ่ายเบี้ยจริง ซึ่งอาจไม่ตรงกับปีที่รับรู้ค่าใช้จ่ายทางบัญชี จึงต้องกระทบยอดใน ภ.ง.ด.50 ให้ชัด
- กรมธรรม์แบบสะสมทรัพย์ที่บริษัทเป็นเจ้าของและเป็นผู้รับประโยชน์ มีมูลค่าเงินสดหรือเงินคืนที่บริษัทจะได้รับ ควรหารือผู้สอบบัญชีว่าจะรับรู้ส่วนที่เป็นมูลค่าเวนคืนเป็นสินทรัพย์หรือบันทึกเบี้ยทั้งจำนวนเป็นค่าใช้จ่าย เพราะกระทบทั้งงบการเงินและจำนวนที่หักรายจ่ายทางภาษี
- เงินคืน เงินครบกำหนด หรือสินไหมที่เข้าบริษัท รับรู้เป็นรายได้อื่นในรอบบัญชีที่มีสิทธิได้รับ และนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิใน ภ.ง.ด.50 ไม่ใช่รายการนอกงบ
- คำนวณเงินได้กรรมการให้ตรงกับเบี้ยที่จ่ายจริงทุกงวด รวมถึงกรณีบริษัทออกภาษีให้ ซึ่งต้องคำนวณแบบออกให้ตลอดไป และแสดงยอดใน ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.1ก และ 50 ทวิ ให้สอดคล้องกับรายจ่ายที่บริษัทบันทึก เพราะเจ้าพนักงานมักตรวจเทียบสองฝั่งนี้พร้อมกัน
- ออกระเบียบสวัสดิการหรือมติที่ประชุมเป็นลายลักษณ์อักษร กำหนดให้ประกันชีวิตครอบคลุมกรรมการทุกคนตามเกณฑ์เดียวกัน และลงวันที่ก่อนวันทำประกัน
- ตัดสินใจและระบุชัดในกรมธรรม์ว่าใครเป็นผู้รับประโยชน์ (บริษัทหรือครอบครัวกรรมการ) พร้อมเข้าใจผลภาษีปลายทางของแต่ละแบบ
- ตรวจว่าผู้เอาประกันทุกคนเป็นกรรมการหรือพนักงานของบริษัทจริง ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นที่ไม่มีตำแหน่ง ครอบครัวพนักงาน หรือกรรมการของบริษัทอื่น
- กำหนดเบี้ยเป็นจำนวนแน่นอนตามตำแหน่งหรือทุนประกัน ไม่ผูกกับกำไรสุทธิของบริษัท
- ขอให้บริษัทประกันหมายเหตุในใบเสร็จรับเงินว่าบริษัทเป็นผู้ชำระเบี้ย และเก็บใบเสร็จไว้กับชุดเอกสารกรมธรรม์
- แจ้งฝ่ายเงินเดือนให้รวมเบี้ยเป็นเงินได้ของกรรมการในเดือนที่จ่าย หักภาษี ณ ที่จ่าย นำส่ง ภ.ง.ด.1 และแสดงใน 50 ทวิ พร้อมตัดสินใจว่าบริษัทจะออกภาษีให้หรือไม่
- วางวิธีบันทึกบัญชีสำหรับเบี้ยจ่ายล่วงหน้า มูลค่าเวนคืน และเงินคืนหรือสินไหมที่บริษัทจะได้รับ โดยหารือผู้สอบบัญชีก่อนปิดงบปีแรก
กำลังพิจารณาทำประกันคีย์แมนให้กรรมการ หรือทำไปแล้วแต่ยังไม่แน่ใจว่าหักรายจ่ายถูกเงื่อนไขและคำนวณเงินได้ของกรรมการครบหรือไม่ CKH Accounting ช่วยร่างระเบียบสวัสดิการ วางวิธีหักภาษี ณ ที่จ่าย และจัดชุดเอกสารให้พร้อมสำหรับการตรวจสอบ ติดต่อปรึกษาเราได้ที่นี่
บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปสำหรับบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนจำกัดที่จ่ายเบี้ยประกันชีวิตให้กรรมการหรือพนักงาน (อัปเดต พ.ศ. 2569) อ้างอิงประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (1) และ (2) มาตรา 42 (13) มาตรา 48 (1) มาตรา 50 (1) มาตรา 65 และมาตรา 65 ตรี (3) (5) (6) (13) และ (19) และหนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากรที่ กค 0811/408 กค 0706/4227 กค 0706/7251 กค 0706/5334 กค 0706/8707 กค 0702/6251 และ กค 0702/9358 เงื่อนไขของกรมธรรม์ ระเบียบของแต่ละบริษัท และข้อเท็จจริงเรื่องผู้รับประโยชน์อาจทำให้ผลต่างกันไป โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนนำไปใช้จริง
มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี
ปรึกษาฟรี