ซื้อแฟรนไชส์ ค่าแรกเข้า–ค่า Royalty ลงบัญชียังไง หัก ณ ที่จ่าย 3% ตัดจ่ายตามอายุสัญญา
ร้านกาแฟ ร้านชานมไข่มุก ร้านสะดวกซัก หรือร้านอาหารแบรนด์ดัง จำนวนมากในไทยเปิดด้วยระบบแฟรนไชส์ เจ้าของ SME ที่ตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์มักจ่ายเงินก้อนแรกหลักแสนถึงหลักล้านเป็นค่าแรกเข้า (initial franchise fee) แล้วจ่ายต่อเนื่องทุกเดือนเป็นค่าสิทธิ (royalty) และค่าการตลาดส่วนกลาง (marketing fee) คำถามที่ตามมาคือเงินก้อนแรกลงเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนในปีที่จ่ายได้ไหม ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเจ้าของแบรนด์หรือเปล่า ภาษีซื้อขอคืนได้ไหม และถ้าเจ้าของแบรนด์อยู่ต่างประเทศจะต่างกันอย่างไร บทความนี้สรุปหลักบัญชีและภาษีฝั่งผู้ซื้อแฟรนไชส์ (แฟรนไชส์ซี) ตามประมวลรัษฎากร คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 145) และมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (NPAEs)
แยกเงินที่จ่ายให้เจ้าของแบรนด์ออกเป็นก้อน ๆ ก่อน
สัญญาแฟรนไชส์ฉบับเดียวมักรวมเงินหลายประเภทไว้ด้วยกัน การลงบัญชีและการหักภาษี ณ ที่จ่ายจะถูกต้องได้ก็ต่อเมื่อแยกให้ออกก่อนว่าแต่ละก้อนจ่ายเพื่ออะไร ข้อหารือกรมสรรพากรที่ กค 0702/6198 (กรณีบริษัทเจ้าของแฟรนไชส์ร้านอาหารขอเป็นตัวแทนหักภาษี ณ ที่จ่ายแทนแฟรนไชส์ซีหลายร้อยราย) ก็ยืนยันแนวนี้ว่าเงินที่แฟรนไชส์ซีจ่าย ทั้งค่าบริการให้สิทธิแฟรนไชส์ ค่าเช่า ค่าส่งเสริมการตลาด ค่าโฆษณา และค่าขนส่ง เป็นเงินได้ตามมาตรา 40 คนละประเภท และต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราที่ต่างกันตามประเภท
- ค่าแรกเข้า (initial fee / entrance fee) จ่ายครั้งเดียวเพื่อให้ได้สิทธิใช้ชื่อแบรนด์ เครื่องหมายการค้า สูตร และระบบงานตลอดอายุสัญญา ทางกฎหมายภาษีถือเป็นค่าตอบแทนเพื่อการได้มาซึ่ง "สิทธิ" จึงเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(3) ของเจ้าของแบรนด์
- ค่า Royalty รายเดือน มักคิดเป็นร้อยละของยอดขาย เป็นค่าตอบแทนการใช้สิทธิต่อเนื่อง จัดเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(3) เช่นกัน
- ค่าการตลาดส่วนกลาง (marketing / advertising fee) เงินสมทบกองทุนโฆษณาที่เจ้าของแบรนด์นำไปทำการตลาดรวม ประเภทเงินได้ขึ้นกับว่าสัญญากำหนดให้เป็นค่าโฆษณา หรือค่าบริการ อัตราหัก ณ ที่จ่ายจึงอาจต่างจากค่าสิทธิ ต้องอ่านสัญญาและใบแจ้งหนี้ให้ชัด
- ค่าสินค้า วัตถุดิบ อุปกรณ์ที่ซื้อจากเจ้าของแบรนด์ เป็นการซื้อขายสินค้าตามปกติ ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ลงเป็นสินค้าคงเหลือหรือสินทรัพย์ถาวรตามลักษณะ
- ค่าอบรมพนักงาน ค่าเช่าพื้นที่ ค่าขนส่ง แต่ละอย่างมีอัตราหัก ณ ที่จ่ายของตัวเอง เช่น ค่าเช่าทรัพย์สิน 5% ค่าขนส่ง 1% ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ควรให้เจ้าของแบรนด์ออกใบแจ้งหนี้แยกรายการ ไม่รวมเป็นยอดเดียว
ค่าแรกเข้าลงบัญชีเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายทั้งก้อน
ค่าแรกเข้าให้ประโยชน์ตลอดอายุสัญญา ไม่ใช่เฉพาะปีที่จ่าย ทางบัญชีจึงต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (สิทธิแฟรนไชส์) แล้วตัดจำหน่ายอย่างเป็นระบบตลอดอายุสัญญาที่ตกลงกัน เช่น สัญญา 5 ปี ตัดปีละ 1 ใน 5 ของต้นทุน ตามหลักของมาตรฐาน NPAEs เรื่องสินทรัพย์ไม่มีตัวตน หากสัญญามีสิทธิต่ออายุโดยแทบไม่มีต้นทุนและมีแนวโน้มจะต่อจริง ให้พิจารณารวมช่วงต่ออายุเข้าในอายุการให้ประโยชน์ด้วย ส่วนทางภาษี พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 145) มาตรา 4(4) กำหนดอัตราหักค่าสึกหรอสำหรับต้นทุนเพื่อการได้มาซึ่งสิทธิในกรรมวิธี สูตร กู๊ดวิลล์ เครื่องหมายการค้า และสิทธิอื่นไว้ชัดเจน
- สิทธิที่จำกัดอายุการใช้ หักได้ปีละ ร้อยละ 100 หารด้วยจำนวนปีอายุการใช้ เช่น สัญญาแฟรนไชส์ 5 ปี หักปีละ 20% สัญญา 10 ปี หักปีละ 10%
- สิทธิที่ไม่จำกัดอายุการใช้ หักได้ไม่เกินปีละ 10% ของต้นทุน ใช้กับกรณีสัญญาไม่กำหนดอายุหรือต่ออายุได้เรื่อย ๆ โดยไม่มีข้อจำกัด
- ปีแรกและปีสุดท้ายคิดตามส่วนของเวลา ถ้าเริ่มสัญญากลางรอบบัญชี หักค่าสึกหรอปีแรกตามจำนวนวันที่ถือสิทธิ ไม่ใช่เต็มปี
- ค่าตกแต่งร้านตามแบบแบรนด์ เครื่องชงกาแฟ ป้ายร้าน เป็นสินทรัพย์ถาวรแยกต่างหากจากสิทธิแฟรนไชส์ หักค่าสึกหรอตามอัตราของทรัพย์สินแต่ละประเภท ไม่ใช่รวมเข้ากับค่าแรกเข้า
- ค่า Royalty และค่าการตลาดรายเดือน เป็นค่าใช้จ่ายของงวดที่เกิด ลงเป็นรายจ่ายได้ทันทีตามเกณฑ์คงค้าง ไม่ต้องตั้งเป็นสินทรัพย์
หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% เมื่อเจ้าของแบรนด์เป็นบริษัทไทย
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3 กำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์หรือสิทธิอย่างอื่น ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในประเทศไทย หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3 ดังนั้นทั้งค่าแรกเข้าและค่า Royalty ที่จ่ายให้บริษัทเจ้าของแบรนด์ไทย แฟรนไชส์ซีที่เป็นนิติบุคคลต้องหัก 3% ของมูลค่าก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม นำส่งด้วย ภ.ง.ด.53 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือภายในวันที่ 15 ถ้ายื่นผ่านอินเทอร์เน็ตตามที่ขยายให้) และออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้เจ้าของแบรนด์
- แฟรนไชส์ซีที่เป็นบุคคลธรรมดา ไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตาม ท.ป.4/2528 ข้อ 3 เพราะคำสั่งกำหนดผู้จ่ายไว้เฉพาะนิติบุคคล จ่ายเต็มจำนวนได้ แต่ควรเก็บใบเสร็จและใบกำกับภาษีไว้เป็นหลักฐานรายจ่าย
- เจ้าของแบรนด์เป็นบุคคลธรรมดา วิธีคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายต่างออกไปและซับซ้อนกว่า ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีก่อนจ่ายงวดแรก
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% การให้สิทธิแฟรนไชส์เป็นการให้บริการที่อยู่ในบังคับภาษีมูลค่าเพิ่ม เจ้าของแบรนด์ที่จดทะเบียนต้องออกใบกำกับภาษี แฟรนไชส์ซีที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มนำภาษีซื้อนั้นมาเครดิตใน ภ.พ.30 ได้ตามปกติ ถ้ายังไม่จดทะเบียน ภาษีซื้อจะกลายเป็นต้นทุนของสิทธิและของค่าใช้จ่ายไปด้วย
- เจ้าของแบรนด์ที่กรมสรรพากรอนุมัติให้เป็นตัวแทนหักภาษี แบรนด์ใหญ่บางรายได้รับอนุมัติให้หักและนำส่งภาษี ณ ที่จ่ายแทนแฟรนไชส์ซี ตามแนวข้อหารือ กค 0702/6198 กรณีนี้แฟรนไชส์ซีจะได้รับเอกสารรายละเอียดการหักภาษีแทนหนังสือรับรอง 50 ทวิ ตรวจให้แน่ใจว่าได้ทำหนังสือมอบอำนาจไว้ และยังต้องบันทึกภาษีหัก ณ ที่จ่ายในบัญชีของตัวเองให้ครบ
เจ้าของแบรนด์อยู่ต่างประเทศ หัก 15% และยื่น ภ.พ.36
ถ้าซื้อแฟรนไชส์จากบริษัทต่างประเทศที่ไม่ได้ประกอบกิจการในไทย ค่าแรกเข้าและค่า Royalty เป็นเงินได้ตามมาตรา 40(3) ที่จ่ายจากไทย ผู้จ่ายต้องหักภาษีตามมาตรา 70 ในอัตราร้อยละ 15 นำส่งด้วย ภ.ง.ด.54 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป เว้นแต่อนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทยกับประเทศนั้นกำหนดอัตราต่ำกว่า ซึ่งต้องมีหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษีของเจ้าของแบรนด์ประกอบ และเนื่องจากเป็นบริการจากต่างประเทศที่ใช้ในไทย แฟรนไชส์ซีต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% แทนผู้ให้บริการด้วย ภ.พ.36 แล้วนำใบเสร็จ ภ.พ.36 มาใช้เป็นภาษีซื้อในเดือนถัดไป รายละเอียดเรื่องนี้อ่านเพิ่มได้ในบทความ ภ.ง.ด.54 และ ภ.พ.36 ของเรา
ใส่ค่าแรกเข้า อายุสัญญา ยอดขายต่อเดือน และอัตรา Royalty เพื่อดูว่าแต่ละปีลงรายจ่ายได้เท่าไหร่ และต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ให้เจ้าของแบรนด์ไทยที่เป็นบริษัทเท่าไหร่
- ค่าตัดจำหน่ายสิทธิแฟรนไชส์ที่ลงรายจ่ายได้ต่อปี (บาท) ตาม พ.ร.ฎ.145 มาตรา 4(4)—
- ค่า Royalty ที่ลงเป็นรายจ่ายต่อปี (บาท)—
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% จากค่าแรกเข้า นำส่งด้วย ภ.ง.ด.53 (บาท)—
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% จากค่า Royalty ต่อเดือน (บาท)—
- ภาษีซื้อ 7% ปีแรกจากค่าแรกเข้าและค่า Royalty ที่ขอเครดิตได้ถ้าจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (บาท)—
ตัวเลขเป็นการประมาณเบื้องต้น สมมติว่าเจ้าของแบรนด์เป็นบริษัทไทยและสัญญาจำกัดอายุชัดเจน ปีแรกที่เริ่มสัญญากลางปีจะหักค่าสึกหรอได้ตามส่วนของเวลา ถ้าเจ้าของแบรนด์อยู่ต่างประเทศอัตราหักเป็น 15% ตามมาตรา 70 และต้องยื่น ภ.พ.36 แทน
ตัวอย่าง: บริษัทซื้อแฟรนไชส์ร้านกาแฟจากบริษัทไทย ค่าแรกเข้า 500,000 บาท สัญญา 5 ปี Royalty 5% ของยอดขาย ยอดขายเดือนละ 300,000 บาท วันจ่ายค่าแรกเข้าบริษัทหักภาษี ณ ที่จ่าย 15,000 บาท จ่ายจริง 485,000 บาท บวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 35,000 บาทที่ขอเครดิตได้ ทางบัญชีบันทึกสิทธิแฟรนไชส์ 500,000 บาทเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ตัดจำหน่ายปีละ 100,000 บาท ส่วน Royalty เดือนละ 15,000 บาท ลงเป็นรายจ่ายทุกเดือน หักภาษี ณ ที่จ่ายเดือนละ 450 บาท ยื่น ภ.ง.ด.53 ปลายปีรายจ่ายทางภาษีจากแฟรนไชส์รวม 280,000 บาท ไม่ใช่ 680,000 บาทอย่างที่หลายคนเข้าใจตอนจ่ายเงินก้อนแรก
สิ่งที่ควรขอดูก่อนเซ็นสัญญา และกับดักที่พบบ่อย
ประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง แนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมในธุรกิจแฟรนไชส์ พ.ศ. 2562 ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่ต้นปี 2563 กำหนดให้เจ้าของแบรนด์ต้องเปิดเผยข้อมูลสำคัญก่อนทำสัญญา ได้แก่ ค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายที่แฟรนไชส์ซีต้องจ่าย แผนการดำเนินธุรกิจ สิทธิในเครื่องหมายการค้า เงื่อนไขการต่อ แก้ไข และยกเลิกสัญญา รวมถึงต้องแจ้งก่อนเมื่อจะเปิดสาขาใหม่ในพื้นที่เดียวกัน และห้ามพฤติกรรมเอาเปรียบ เช่น เพิ่มเงื่อนไขหลังทำสัญญา หรือบังคับซื้อสินค้าที่ไม่เกี่ยวกับการรักษาคุณภาพ เอกสารเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้คือฐานที่นักบัญชีใช้แยกประเภทเงินแต่ละก้อน จึงควรขอและเก็บไว้ตั้งแต่แรก
- ใบแจ้งหนี้รวมยอด ถ้าเจ้าของแบรนด์ออกใบแจ้งหนี้ "ค่าแฟรนไชส์" ยอดเดียวที่รวมค่าสิทธิ ค่าการตลาด และค่าสินค้า จะแยกอัตราหัก ณ ที่จ่ายไม่ได้ และเสี่ยงหักผิด ควรขอให้แยกรายการตั้งแต่ใบแรก
- ลงค่าแรกเข้าเป็นรายจ่ายทั้งก้อน ทำให้กำไรปีแรกต่ำผิดจริงและถูกบวกกลับเมื่อถูกตรวจ พร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม
- ไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายเพราะเจ้าของแบรนด์บอกว่าไม่ต้อง หน้าที่หักเป็นของผู้จ่าย ถ้าไม่หัก ผู้จ่ายต้องรับผิดในภาษีที่ไม่ได้หักพร้อมเงินเพิ่มเอง
- สัญญาต่ออายุอัตโนมัติ กระทบทั้งอายุที่ใช้ตัดจำหน่ายทางบัญชีและอัตราหักค่าสึกหรอทางภาษี ควรให้ผู้สอบบัญชีดูข้อสัญญาเรื่องการต่ออายุก่อนปิดงบปีแรก
- เลิกสัญญาก่อนกำหนด มูลค่าสิทธิแฟรนไชส์ที่ยังตัดไม่หมดต้องตัดออกเป็นผลขาดทุนในปีที่สิทธิสิ้นสุด และค่าปรับที่จ่ายให้เจ้าของแบรนด์ต้องดูว่าเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการและมีหลักฐานครบ
- ขอเอกสารเปิดเผยข้อมูลตามประกาศ กขค. และสัญญาฉบับเต็ม เก็บไว้ประกอบการลงบัญชี
- แยกเงินที่จ่ายเป็นค่าแรกเข้า ค่า Royalty ค่าการตลาด ค่าสินค้า ค่าอบรม ค่าเช่า และระบุประเภทเงินได้ของแต่ละก้อน
- ตรวจว่าเจ้าของแบรนด์เป็นบริษัทไทย บุคคลธรรมดา หรือบริษัทต่างประเทศ เพื่อเลือกอัตราและแบบ (ภ.ง.ด.53 หรือ ภ.ง.ด.54)
- ขอให้ใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีแยกรายการ ไม่รวมยอดเดียว และออกในชื่อนิติบุคคลของร้าน
- ตั้งค่าแรกเข้าเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตน กำหนดอายุตัดจำหน่ายตามอายุสัญญา และบันทึกในทะเบียนสินทรัพย์
- ตั้งรายการหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% จาก Royalty ทุกเดือน และกำหนดวันนำส่ง ภ.ง.ด.53 ในปฏิทินภาษี
- ถ้าจ่ายต่างประเทศ: เตรียมหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษีของเจ้าของแบรนด์ และตั้งรายการ ภ.ง.ด.54 กับ ภ.พ.36
- ถ้ายังไม่จดภาษีมูลค่าเพิ่ม: ประเมินว่าควรจดก่อนจ่ายค่าแรกเข้าไหม เพื่อให้ขอเครดิตภาษีซื้อก้อนใหญ่ได้
กำลังจะซื้อแฟรนไชส์ หรือเปิดร้านแฟรนไชส์ไปแล้วแต่ยังลงค่าแรกเข้าเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนและไม่แน่ใจเรื่องหัก ณ ที่จ่าย ปรึกษา CKH Accounting ได้เลย เราช่วยอ่านสัญญาแฟรนไชส์ แยกประเภทเงินแต่ละก้อน วางผังบัญชีสินทรัพย์ไม่มีตัวตน และตั้งระบบหักภาษี ณ ที่จ่ายรายเดือนให้ครบตั้งแต่เปิดร้าน
บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปสำหรับผู้ซื้อแฟรนไชส์ (แฟรนไชส์ซี) ที่เป็น SME (อัปเดต พ.ศ. 2569) อ้างอิงประมวลรัษฎากร มาตรา 40(3) และมาตรา 70 คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 3 ข้อ 6 และข้ออื่นที่เกี่ยวข้อง พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527 มาตรา 4(4) ข้อหารือกรมสรรพากรที่ กค 0702/6198 ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2561 มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ บทที่ว่าด้วยสินทรัพย์ไม่มีตัวตน และประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง แนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมในธุรกิจแฟรนไชส์ พ.ศ. 2562 เงื่อนไขของสัญญาแฟรนไชส์แต่ละแบรนด์ต่างกัน และอัตราภาษีตามอนุสัญญาภาษีซ้อนขึ้นกับประเทศคู่สัญญา โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนนำไปใช้จริง
มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี
ปรึกษาฟรี