จุดรับผิดทางภาษีมูลค่าเพิ่ม (Tax Point) VAT เกิดเมื่อไหร่ ต้องออกใบกำกับภาษีตอนไหน
ผู้ประกอบการที่จด VAT หลายรายเข้าใจว่า "จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มก็ต่อเมื่อได้รับเงินจากลูกค้า" ซึ่งไม่จริงเสมอไป กฎหมายกำหนด "จุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม" (Tax Point) ไว้ต่างกันตามประเภทของธุรกรรม จุดนี้คือเวลาที่ต้องออกใบกำกับภาษีและนำยอดขายไปรวมในแบบ ภ.พ.30 ของเดือนนั้น หากเข้าใจผิดจะออกใบกำกับภาษีผิดเดือนและนำส่งภาษีขายไม่ครบ ทำให้เสี่ยงเบี้ยปรับเงินเพิ่ม บทความนี้สรุปจุดรับผิดของแต่ละธุรกรรมตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78 และ 78/1 พร้อมตัวช่วยให้เจ้าของธุรกิจตรวจสอบเคสของตัวเองได้
ขายสินค้า: จุดรับผิดเกิดเมื่อ "ส่งมอบสินค้า"
สำหรับการขายสินค้าทั่วไป จุดรับผิดเกิดขึ้นเมื่อส่งมอบสินค้า ไม่ใช่ตอนได้รับเงิน แต่กฎหมายกำหนดว่า ถ้ามีเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนการส่งมอบ ให้จุดรับผิดเลื่อนมาเกิดตอนนั้นแทน แล้วแต่อย่างใดจะเกิดก่อน
- โอนกรรมสิทธิ์สินค้า ให้ผู้ซื้อก่อนส่งมอบจริง
- ได้รับชำระราคาสินค้า ไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมด (เช่น เก็บเงินก่อนส่งของ)
- ได้ออกใบกำกับภาษี ให้ลูกค้าก่อนส่งมอบ
หมายความว่าถ้ารับเงินมัดจำหรือออกใบกำกับภาษีไปแล้ว ต้องนำส่งภาษีขายทันทีในเดือนนั้น แม้ยังไม่ได้ส่งของ ส่วนกรณีพิเศษอย่างการขายตามสัญญาเช่าซื้อหรือผ่อนชำระ จุดรับผิดจะเกิดเมื่อถึงกำหนดชำระราคาแต่ละงวด (หรือเมื่อได้รับชำระ/ออกใบกำกับภาษีก่อนถึงงวด) และการส่งออก จุดรับผิดเกิดเมื่อชำระอากรขาออกหรือวันที่ออกใบขนสินค้าขาออกตามกฎหมายศุลกากร
ให้บริการและนำเข้า: จุดรับผิดคนละแบบ
การให้บริการต่างจากการขายสินค้าตรงที่ยึด "การรับเงิน" เป็นหลัก เพราะบริการไม่มีการส่งมอบที่จับต้องได้ชัดเจน จุดที่ SME ต้องแยกให้ออกมีดังนี้
- ให้บริการทั่วไป จุดรับผิดเกิดเมื่อได้รับชำระค่าบริการ เว้นแต่ได้ออกใบกำกับภาษี หรือได้ใช้บริการนั้นเอง ก่อนได้รับชำระ ก็ให้ถือตามเหตุการณ์ที่เกิดก่อน
- นำเข้าสินค้า จุดรับผิดเกิดเมื่อชำระอากรขาเข้า วางหลักประกันอากรขาเข้า หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาเข้า แล้วแต่กรณี เว้นแต่กรณีไม่ต้องเสียอากรขาเข้าหรือได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ให้ถือวันที่มีการออกใบขนสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร (มาตรา 78/2 (1))
- ขายสินค้า/บริการที่ยังไม่ถึงจุดรับผิด แต่ออกใบกำกับภาษีหรือรับเงินไปก่อน ก็ต้องนำส่งภาษีขายตามจำนวนที่ออกใบกำกับหรือรับเงินนั้น
เพราะจุดรับผิดของสินค้ากับบริการต่างกัน ธุรกิจที่ขายทั้งสินค้าและบริการในบิลเดียว (เช่น ขายเครื่องพร้อมติดตั้ง) ควรแยกให้ชัดว่าส่วนไหนคิดจุดรับผิดแบบสินค้า ส่วนไหนแบบบริการ เพื่อออกใบกำกับภาษีให้ถูกเวลา
ร้านขายเฟอร์นิเจอร์ (จด VAT) รับเงินมัดจำจากลูกค้า 30% ในวันที่ 28 มิ.ย. แล้วส่งมอบสินค้าจริงวันที่ 5 ก.ค. จุดรับผิด VAT ของเงินมัดจำก้อนนี้เกิดเดือนใด?
ทำไมจุดรับผิดถึงสำคัญกับ SME
ออกใบกำกับภาษีผิดเวลาหรือนำส่งภาษีขายผิดเดือน เป็นความผิดพลาดที่สรรพากรตรวจเจอบ่อยและนำไปสู่เบี้ยปรับเงินเพิ่ม ลองใช้เช็กลิสต์นี้ทบทวนก่อนปิดยอดแต่ละเดือน
- แยกให้ชัดว่าธุรกรรมเป็นขายสินค้า ให้บริการ เช่าซื้อ นำเข้า หรือส่งออก เพราะจุดรับผิดต่างกัน
- เช็กว่ามีรับเงินล่วงหน้า/มัดจำ หรือออกใบกำกับภาษีก่อนส่งมอบหรือไม่ ถ้ามีต้องลงเดือนนั้น
- ออกใบกำกับภาษี ณ วันที่เกิดจุดรับผิด ไม่ออกล่วงหน้าหรือย้อนหลังจากความเป็นจริง
- นำยอดขายไปรวมในรายงานภาษีขายและแบบ ภ.พ.30 ให้ตรงเดือนที่เกิดจุดรับผิด
- บิลที่มีทั้งสินค้าและบริการ แยกจุดรับผิดของแต่ละส่วนให้ถูกต้อง
อยากมั่นใจว่าออกใบกำกับภาษีถูกเวลาและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มครบทุกเดือน โดยเฉพาะธุรกิจที่มีเงินมัดจำ ขายเชื่อ เช่าซื้อ หรือขายทั้งสินค้าและบริการ ปรึกษา CKH Accounting ได้เลย เราช่วยวางระบบออกเอกสารและจัดทำ ภ.พ.30 ให้ตรงตามจุดรับผิดที่กฎหมายกำหนด
บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปเพื่ออธิบายจุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78 และ 78/1 (อัปเดต พ.ศ. 2569) กรณีเฉพาะบางประเภท เช่น สินค้าไม่มีรูปร่าง การขายผ่านเครื่องอัตโนมัติ หรือธุรกรรมที่มีเงื่อนไขพิเศษ อาจมีหลักเกณฑ์ต่างออกไป โปรดตรวจสอบกับประกาศของกรมสรรพากรและปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตก่อนนำไปใช้จริง
มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี
ปรึกษาฟรี