กลับไปหน้าบทความทั้งหมด
พนักงาน/แรงงาน · 19 ต.ค. 2569

ค่าอบรมพนักงานหักได้ 2 เท่า พ.ร.ฎ.437 ลูกจ้าง 100 คนต้องฝึก 50% ไม่ครบส่งเงินสมทบ สท.2

เจ้าของ SME หลายรายส่งพนักงานไปอบรมทุกปี ทั้งคอร์สบัญชี คอร์สขายออนไลน์ หรือเชิญวิทยากรมาสอนในบริษัท แต่พอถึงเวลาทำภาษีกลับลงเป็นค่าใช้จ่ายธรรมดา 1 เท่า ทั้งที่กฎหมายเปิดช่องให้ยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มอีก 1 เท่าของรายจ่ายฝึกอบรมลูกจ้าง หรือที่เรียกกันว่าหักได้ 2 เท่า ตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 437) พ.ศ. 2548 ขณะเดียวกันกิจการที่โตจนมีลูกจ้างครบ 100 คน จะมีหน้าที่ใหม่ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 คือต้องพัฒนาฝีมือลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ทุกปี ไม่ครบต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน และยื่นแบบ สท.2 ภายใน 31 มีนาคมของปีถัดไป บทความนี้แยกให้เห็นว่าเรื่องภาษีกับเรื่องกองทุนเป็นคนละกฎหมาย เงื่อนไขต่างกันอย่างไร ต้องเตรียมเอกสารอะไร และคำนวณเงินสมทบอย่างไรถ้าฝึกไม่ครบ

หักรายจ่ายฝึกอบรมได้ 2 เท่า ต้องเข้าเงื่อนไขอะไร

พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 437) พ.ศ. 2548 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละร้อยของรายจ่ายที่จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมลูกจ้าง กลไกคือรายจ่ายฝึกอบรมลงเป็นค่าใช้จ่ายตามปกติ 1 เท่าอยู่แล้ว และได้ยกเว้นเงินได้เพิ่มอีก 1 เท่าในแบบ ภ.ง.ด.50 รวมเป็นผลทางภาษี 2 เท่า สิทธินี้ไม่จำกัดขนาดกิจการ บริษัทที่มีพนักงาน 5 คนก็ใช้ได้ แต่แยกเป็น 2 เส้นทางที่มีเงื่อนไขต่างกัน

  • เส้นทางที่ 1 ส่งลูกจ้างไปอบรมภายนอก (มาตรา 4 (1)) ต้องเป็นสถานศึกษาหรือสถานฝึกอบรมฝีมือแรงงานตามประกาศกระทรวงการคลัง ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2548 ได้แก่ สถานศึกษาเอกชนหรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชน และสถานฝึกอบรมฝีมือแรงงานที่เป็นมูลนิธิ สมาคม หรือบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย การฝึกอบรมต้องจัดในประเทศไทย เป็นหลักสูตรที่จัดให้สาธารณชนทั่วไป (Public Training) หรือจัดให้ลูกจ้างของบริษัทในเครือเดียวกัน และมุ่งพัฒนาความรู้ ทักษะ หรือฝีมือของลูกจ้างเพื่อประโยชน์ของกิจการนายจ้าง
  • ค่าใช้จ่ายที่เข้าข่ายในเส้นทางที่ 1 ค่าเล่าเรียน ค่าลงทะเบียน ค่าบำรุง หรือค่าธรรมเนียมเข้าอบรม รวมถึงค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่าดูงานตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร เฉพาะกรณีที่สถานศึกษาหรือสถานฝึกอบรมเรียกเก็บจากบริษัท ถ้าบริษัทจ่ายค่าเดินทางหรือค่าที่พักเองแยกต่างหากนอกหลักสูตร ส่วนนั้นลงรายจ่ายได้ตามปกติแต่ไม่ได้สิทธิยกเว้นเพิ่ม
  • เส้นทางที่ 2 จัดอบรมเองในบริษัท (มาตรา 4 (2)) เงื่อนไขอยู่ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 148) หลักสูตรต้องจัดขึ้นเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานของลูกจ้างและได้รับการรับรองจากกระทรวงแรงงาน ซึ่งในทางปฏิบัติคือยื่นขอความเห็นชอบหลักสูตรและรายการค่าใช้จ่ายต่อกรมพัฒนาฝีมือแรงงานผ่านระบบ PRB e-Service ค่าใช้จ่ายต่อหัวต้องอยู่ในอัตราที่กระทรวงแรงงานอนุมัติ ผู้เข้าอบรมต้องเป็นลูกจ้างที่มีชื่อในทะเบียนลูกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ฝึกต้องกำหนดลักษณะและปริมาณให้ชัด ไม่ปะปนกับวัสดุที่ใช้ผลิตสินค้าขายตามปกติ
  • เงื่อนไขร่วมทั้งสองเส้นทาง ต้องกำหนดเงื่อนไขให้ลูกจ้างกลับเข้าทำงานให้บริษัทหลังอบรมเสร็จ ซึ่งควรเขียนไว้ในหนังสือส่งตัวหรือข้อตกลงการฝึกอบรม ส่วนหลักฐานต้องมีใบเสร็จรับเงินของสถานฝึกอบรมที่ออกในชื่อบริษัท และจัดทำรายงานค่าใช้จ่ายฝึกอบรมตามแบบท้ายประกาศพร้อมรายละเอียดหลักสูตรและกำหนดการ เก็บไว้ที่สถานประกอบการเพื่อแสดงเมื่อเจ้าพนักงานขอตรวจ ไม่ต้องยื่นพร้อมแบบภาษี
  • สิ่งที่มักเข้าใจผิด คอร์สออนไลน์จากแพลตฟอร์มต่างประเทศ สัมมนาที่จัดในต่างประเทศ หรือค่าเรียนที่ออกใบเสร็จในชื่อพนักงานโดยบริษัทจ่ายคืนให้ภายหลัง มีความเสี่ยงไม่เข้าเงื่อนไขยกเว้น 2 เท่า แม้จะลงเป็นรายจ่ายปกติ 1 เท่าได้ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเกี่ยวกับกิจการ และการที่ลูกจ้างได้รับการอบรมจากนายจ้างไม่ถือเป็นเงินได้ของลูกจ้างที่ต้องหัก ภ.ง.ด.1 เพราะเป็นประโยชน์เพื่อกิจการของนายจ้าง ไม่ใช่สวัสดิการส่วนตัว
เช็กลิสต์ก่อนใช้สิทธิยกเว้น 2 เท่า
หลักฐานต่อ 1 หลักสูตรที่ต้องมีครบ0/7
  • ผู้จัดอบรมเป็นสถานศึกษาเอกชน สถาบันอุดมศึกษาเอกชน หรือสถานฝึกอบรมที่เป็นมูลนิธิ สมาคม หรือบริษัทตามกฎหมายไทย (กรณีส่งไปอบรมภายนอก)
  • หลักสูตรจัดในประเทศไทย เป็น Public Training หรือจัดให้กลุ่มบริษัทในเครือ และเนื้อหาเกี่ยวกับงานที่ลูกจ้างทำอยู่หรือจะทำให้บริษัท
  • กรณีจัดอบรมเอง มีหนังสือให้ความเห็นชอบหลักสูตรและรายการค่าใช้จ่ายจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงานก่อนนำไปใช้สิทธิ
  • ใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีของสถานฝึกอบรมออกในชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบริษัท ไม่ใช่ชื่อพนักงาน
  • รายชื่อผู้เข้าอบรมตรงกับทะเบียนลูกจ้างของบริษัท และมีหลักฐานการเข้าอบรมจริง เช่น ใบลงทะเบียน ใบประกาศนียบัตร หรือภาพกิจกรรม
  • หนังสือส่งตัวหรือข้อตกลงระบุเงื่อนไขให้ลูกจ้างกลับเข้าทำงานให้บริษัทหลังอบรมเสร็จ
  • รายงานค่าใช้จ่ายฝึกอบรมตามแบบท้ายประกาศกระทรวงการคลัง พร้อมรายละเอียดหลักสูตรและกำหนดการ เก็บไว้ที่สถานประกอบการ

ลูกจ้างครบ 100 คน ต้องฝึก 50% หรือส่งเงินสมทบกองทุน

พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2557 กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือธุรกิจอื่นที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไปทุกท้องที่ มีหน้าที่พัฒนาฝีมือแรงงานให้ลูกจ้างในสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด ถ้าไม่จัดหรือจัดไม่ครบต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน กฎนี้เป็นคนละเรื่องกับสิทธิภาษี 2 เท่า บริษัทที่มีลูกจ้างไม่ถึง 100 คนไม่มีหน้าที่นี้ แต่ยังใช้สิทธิภาษีได้ ส่วนบริษัทที่ครบ 100 คนต้องทำทั้งสองเรื่องควบคู่กัน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีแนวปฏิบัติสำคัญดังนี้

  • นับลูกจ้างรวมทุกสาขา ลูกจ้างของสำนักงานใหญ่และสาขาทุกแห่งนับรวมกัน และยื่นเรื่องที่หน่วยงานของกรมในจังหวัดที่ตั้งสำนักงานใหญ่ตามหนังสือรับรองนิติบุคคล จำนวนที่ใช้คำนวณคือลูกจ้างเฉลี่ยของปี โดยรวมจำนวนลูกจ้าง ณ วันสิ้นเดือนของแต่ละเดือนแล้วหารด้วยจำนวนเดือน
  • ต้องพัฒนาฝีมือไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของลูกจ้างเฉลี่ย นับได้ 3 ทาง คือจัดฝึกอบรมในหลักสูตรที่นายทะเบียนให้ความเห็นชอบ ส่งลูกจ้างเข้าทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติและผ่านการทดสอบ หรือลูกจ้างผ่านการรับรองความรู้ความสามารถ การฝึกยกระดับฝีมือต้องมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง ลูกจ้าง 1 คนนับได้ 1 คนต่อปีแม้จะเข้าอบรมหลายหลักสูตร และนับรวมลูกจ้างที่ผ่านการฝึกแล้วลาออกไประหว่างปีได้ ส่วนสิทธิภาษี 2 เท่าใช้ได้กับค่าใช้จ่ายทุกหลักสูตรของลูกจ้างทุกคน
  • ฝึกไม่ครบ ส่งเงินสมทบร้อยละ 1 ของฐานค่าจ้าง ฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณคืออัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานคูณ 30 วัน เงินสมทบเท่ากับฐานค่าจ้าง คูณร้อยละ 1 คูณจำนวนเดือนที่อยู่ในข่าย คูณจำนวนลูกจ้างที่ขาดจากสัดส่วนร้อยละ 50 ถ้าฝึกครบสัดส่วนก็ยังต้องยื่นแบบ สท.2 ทุกปีเพื่อรายงาน แต่ไม่ต้องจ่ายเงินสมทบ
  • ยื่นแบบ สท.2 และจ่ายเงินสมทบภายใน 31 มีนาคมของปีถัดไป ผ่านระบบ PRB e-Service ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งปัจจุบันกรมประกาศให้ยื่นทางระบบนี้และพิมพ์ใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ได้เอง ถ้าไม่จ่ายภายในกำหนดหรือจ่ายไม่ครบ ต้องจ่ายเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของเงินสมทบที่ยังไม่ได้นำส่งหรือยังขาดอยู่ โดยเศษของเดือนตั้งแต่ 15 วันขึ้นไปนับเป็น 1 เดือน
  • วางแผนตั้งแต่ต้นปี หลักสูตรที่จะนำมานับต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนก่อน จึงควรทำแผนฝึกอบรมประจำปี ยื่นรับรองหลักสูตรผ่านระบบให้ทันตามกำหนดของกรม และเก็บใบลงทะเบียน ใบเสร็จ และรายชื่อผู้เข้าอบรมไว้เป็นชุดเดียวกับเอกสารภาษี เพราะใช้พิสูจน์ได้ทั้งสองกฎหมาย
คำนวณเงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน

ใส่จำนวนลูกจ้างเฉลี่ยทั้งปี จำนวนลูกจ้างที่ผ่านการฝึกอบรม ทดสอบ หรือรับรองแล้ว อัตราค่าจ้างขั้นต่ำต่อวันที่ใช้เป็นฐาน และจำนวนเดือนที่อยู่ในข่าย เพื่อดูว่าต้องส่งเงินสมทบเท่าไหร่

  • ต้องพัฒนาฝีมืออย่างน้อย (ร้อยละ 50 ของลูกจ้างเฉลี่ย)—
  • ยังขาดอยู่—
  • ฐานค่าจ้างต่อเดือน (ค่าจ้างขั้นต่ำ x 30 วัน)—
  • เงินสมทบต่อคนที่ขาด (ฐาน x 1% x จำนวนเดือน)—
  • เงินสมทบที่ต้องส่งภายใน 31 มีนาคม—

ใช้อัตราเงินสมทบร้อยละ 1 ตามประกาศกระทรวงแรงงาน ซึ่งคณะกรรมการอาจประกาศลดเป็นรายปีได้ ค่าจ้างขั้นต่ำให้ใช้อัตราที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานกำหนดเป็นฐานของปีนั้น การปัดเศษจำนวนคนให้เป็นไปตามแนวปฏิบัติของกรม และยอดนี้ยังไม่รวมเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนถ้าจ่ายช้า

มุมบัญชีและภาษีที่ควรจัดให้ตรงกัน

  • บันทึกรายจ่ายฝึกอบรมแยกบัญชี ตั้งบัญชีค่าฝึกอบรมและพัฒนาพนักงานแยกจากค่ารับรองและค่าสวัสดิการ แล้วแนบรหัสหลักสูตรหรือเลขที่หนังสือเห็นชอบจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงานไว้ในคำอธิบายรายการ เพื่อให้ตอนปิดงบดึงยอดที่เข้าเงื่อนไขไปกรอกเป็นรายได้ที่ได้รับยกเว้นใน ภ.ง.ด.50 ได้ทันที
  • ภาษีซื้อและหัก ณ ที่จ่าย ค่าอบรมจากผู้จัดที่จดทะเบียน VAT ขอคืนภาษีซื้อได้ตามปกติเพราะเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการ ส่วนการจ่ายค่าบริการฝึกอบรมให้บริษัทผู้จัดหรือวิทยากรอิสระ ให้หักภาษี ณ ที่จ่ายตามประเภทเงินได้ของผู้รับ เช่น ค่าจ้างวิทยากรบุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายตามเกณฑ์เงินได้มาตรา 40 (2) และออกหนังสือรับรองให้ครบ
  • เงินสมทบกองทุนลงเป็นรายจ่ายได้ เงินสมทบที่จ่ายเข้ากองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานเป็นรายจ่ายตามหน้าที่กฎหมายของกิจการ ลงบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายในปีที่มีหน้าที่และตั้งค้างจ่ายไว้ ณ สิ้นปีถ้ายังไม่ได้จ่าย ส่วนเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนที่เกิดจากการจ่ายช้า ควรแยกบัญชีไว้และปรึกษาผู้สอบบัญชีเรื่องการบวกกลับทางภาษี
  • เลือกจ่ายเงินสมทบดีกว่าฝึกไหม เงินสมทบต่อคนที่ขาดคิดเป็นเพียงร้อยละ 1 ของฐานค่าจ้างต่อเดือน หลายกิจการจึงคิดว่าจ่ายถูกกว่าจัดอบรม แต่เงินสมทบไม่ได้สิทธิยกเว้นภาษี 2 เท่า ไม่ได้ทักษะกลับมา และยังต้องยื่นแบบทุกปีอยู่ดี ขณะที่ค่าอบรมที่เข้าเงื่อนไขได้ทั้งลดภาษีและนับเข้าสัดส่วนกองทุนพร้อมกันจากเอกสารชุดเดียว

ถ้ากิจการของคุณกำลังจะมีพนักงานครบ 100 คน หรือจ่ายค่าอบรมทุกปีแต่ไม่แน่ใจว่าได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษี 2 เท่าครบหรือยัง ปรึกษา CKH Accounting เพื่อวางระบบเอกสารฝึกอบรม ตรวจเงื่อนไขหลักสูตร และเตรียมการยื่น สท.2 ให้ทันกำหนด

บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (อัปเดต พ.ศ. 2569) อ้างอิงพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 437) พ.ศ. 2548 มาตรา 4 ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดสถานศึกษาหรือสถานฝึกอบรมฝีมือแรงงานที่รับลูกจ้างของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเข้าศึกษาหรือฝึกอบรม ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2548 ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 148) พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และแนวปฏิบัติการคำนวณเงินสมทบของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน อัตราเงินสมทบ สัดส่วนการฝึก และค่าจ้างขั้นต่ำที่ใช้เป็นฐานอาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศรายปี โปรดปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนนำไปใช้จริง

มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี

ปรึกษาฟรี