ขายบัตรกำนัล Gift Voucher VAT เกิดตอนขายหรือตอนแลก 0702/5900 บัตรหมดอายุต้องรับรู้รายได้
ร้านอาหาร สปา คลินิก ร้านเสื้อผ้า และธุรกิจบริการจำนวนมากออกบัตรกำนัลหรือ Gift Voucher ขายล่วงหน้าช่วงเทศกาล เพราะได้เงินสดเข้าก่อนและลูกค้ามักซื้อเกินมูลค่าบัตรเมื่อมาใช้จริง แต่ในมุมบัญชีและภาษี เงินที่รับมานั้นยังไม่ใช่รายได้ และคำถามที่ฝ่ายบัญชี SME ถามบ่อยที่สุดคือภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกใบกำกับภาษีตอนขายบัตร หรือรอจนลูกค้าเอาบัตรมาแลกสินค้า คำตอบของกรมสรรพากรไม่ได้มีคำตอบเดียว แต่ขึ้นกับว่าบัตรนั้นใช้ได้เฉพาะกับกิจการผู้ออกบัตร หรือใช้แทนเงินสดกับร้านใดก็ได้ ซึ่งวางหลักไว้ชัดในหนังสือตอบข้อหารือที่ กค 0702/5900 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2558 บทความนี้สรุปแนววินิจฉัยทั้งสองแบบ วิธีบันทึกบัญชีฝั่งร้านที่ขายบัตร การจัดการเมื่อบัตรหมดอายุโดยไม่มีคนมาใช้ และจุดที่ยอด ภ.พ.30 กับ ภ.ง.ด.50 จะไม่ตรงกันโดยไม่ได้ผิดอะไร
จุดความรับผิด VAT ของบัตรกำนัล แยกตามว่าบัตรใช้ได้กับใคร
มาตรา 78 (1) แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดว่าการขายสินค้า ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อส่งมอบสินค้า เว้นแต่ได้โอนกรรมสิทธิ์ ได้รับชำระราคาสินค้า หรือได้ออกใบกำกับภาษีก่อนส่งมอบ ก็ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อนั้น ส่วนการให้บริการตามมาตรา 78/1 (1) ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เว้นแต่ออกใบกำกับภาษีหรือได้ใช้บริการก่อน ดังนั้นประเด็นจึงอยู่ที่ว่าเงินค่าบัตรกำนัลถือเป็นการรับชำระราคาสินค้าหรือค่าบริการล่วงหน้าแล้วหรือยัง ซึ่งกรมสรรพากรแยกไว้ดังนี้
- บัตรที่ใช้ได้เฉพาะกับกิจการผู้ออกบัตร ถือเป็นการรับชำระราคาล่วงหน้า ความรับผิดเกิดทันทีที่รับเงิน หนังสือที่ กค 0702/5900 ข้อ 3.1 วินิจฉัยกรณีบัตร Easy Pass ว่าเป็นบัตรที่ใช้ได้เฉพาะเส้นทางและผู้ประกอบการที่กำหนด จึงเป็นการชำระค่าบริการล่วงหน้า ความรับผิดเกิดเมื่อได้รับชำระเงินตามมาตรา 78/1 (1) และกรมสรรพากรไม่อาจเปลี่ยนจุดความรับผิดไปเป็นตอนใช้บริการตามที่ผู้ประกอบการร้องขอได้ สอดคล้องกับหนังสือที่ กค 0811/พ.02289 ลงวันที่ 11 มีนาคม 2542 กรณีขายคูปองตรวจเช็กสภาพรถยนต์ล่วงหน้า ซึ่งให้ถือว่าความรับผิดเกิดก่อนให้บริการจริง ต้องนำยอดที่รับล่วงหน้ามาเป็นฐานภาษีในเดือนที่รับเงินและออกใบกำกับภาษีทันทีตามมาตรา 86 บัตรกำนัลของร้านอาหาร สปา หรือร้านค้าที่ใช้ได้เฉพาะร้านตัวเองจึงอยู่ในกลุ่มนี้ แนวที่ปลอดภัยคือออกใบกำกับภาษีให้ผู้ซื้อบัตรในวันที่ขายบัตร
- เมื่อลูกค้านำบัตรมาแลก ไม่ต้องออกใบกำกับภาษีซ้ำอีก หนังสือที่ กค 0811/พ.02289 ข้อ 1 ระบุว่าเมื่อให้บริการจริงตามคูปองแล้ว ไม่ต้องออกใบกำกับภาษีสำหรับการให้บริการนั้นอีก เพราะเสียภาษีขายไปแล้วตอนรับเงิน หากลูกค้าซื้อเกินมูลค่าบัตรและจ่ายส่วนต่างเพิ่ม ให้ออกใบกำกับภาษีเฉพาะส่วนต่างที่รับเงินเพิ่มในวันนั้น
- บัตรเงินสดที่ใช้ซื้อจากผู้ประกอบการรายใดก็ได้ ยังไม่ถือเป็นการขาย ความรับผิดยังไม่เกิด ข้อ 3.2 ของหนังสือฉบับเดียวกันอธิบายว่าบัตรเงินสดเปรียบเสมือนสิ่งที่ใช้แทนเงินสด ขณะซื้อบัตรยังไม่มีการซื้อสินค้าหรือบริการ จึงไม่เข้าลักษณะการขายหรือการให้บริการตามมาตรา 77/1 (8) (9) และ (10) ภาษีขายจะเกิดที่ร้านค้าปลายทางเมื่อลูกค้าใช้บัตรซื้อของจริง เช่นเดียวกับหนังสือที่ กค 0706/6895 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2549 ที่วินิจฉัยว่าตัวแทนจำหน่ายบัตรเงินสดไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากราคาหน้าบัตร เพราะบัตรไม่ใช่สินค้าของตัวแทน เงินค่าบัตรไม่ใช่รายได้ของตัวแทนตามมาตรา 65 ด้วย มีเพียงค่าตอบแทนการจัดจำหน่ายที่ได้รับจากผู้ออกบัตรเท่านั้นที่เป็นรายได้ ต้องเสีย VAT ในฐานะค่าบริการ และผู้จ่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ตามข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 SME ที่รับเป็นจุดขายบัตรเติมเงินหรือบัตรของขวัญของแบรนด์อื่นจึงบันทึกเฉพาะค่าคอมมิชชันเป็นรายได้ ไม่ใช่ยอดหน้าบัตร
- ขายบัตรลดราคา ฐานภาษีคือเงินที่รับจริง หนังสือที่ กค 0811/พ.02289 ข้อ 6 ให้ถือว่าส่วนลดที่ลดให้ทันทีและแสดงไว้ชัดเจนในใบกำกับภาษีไม่ถือเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 (1) ดังนั้นบัตรมูลค่า 1,000 บาทที่ขายในราคา 900 บาท เสียภาษีขายจาก 900 บาท โดยต้องแสดงมูลค่าเต็มและส่วนลดในใบกำกับภาษี
- บัตรที่แจกฟรีหรือให้เป็นรางวัล ไม่เสีย VAT ตอนแจก แต่เสียตอนลูกค้ามาใช้ ข้อ 3 ถึง 5 ของหนังสือฉบับเดียวกันระบุว่าคูปองที่มอบเป็นรางวัลชิงโชค แจกเพื่อส่งเสริมการขาย หรือแถมพร้อมสินค้า ผู้ออกบัตรยังไม่ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในวันแจก ความรับผิดจะเกิดเมื่อมีการใช้บริการตามบัตรตามมาตรา 78/1 (1) (ข) โดยนำมูลค่าบริการที่ให้จริงมารวมเป็นฐานภาษีของเดือนนั้น และถ้าเป็นรางวัลจากการชิงโชค ผู้จ่ายรางวัลต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% จากมูลค่าหน้าบัตรตามข้อ 9 ของคำสั่งที่ ท.ป.4/2528 ด้วย ส่วนบัตรที่แจกเพื่อส่งเสริมการขายทั่วไปไม่ใช่รางวัลจากการแข่งขันหรือชิงโชค จึงไม่ต้องหัก
ร้านสปาจดทะเบียน VAT ขายบัตรกำนัลใช้ได้เฉพาะที่ร้านมูลค่า 2,140 บาท ให้บริษัทลูกค้ารายหนึ่งในเดือนธันวาคม เพื่อนำไปมอบเป็นของขวัญปีใหม่ ผู้รับบัตรมาใช้บริการจริงในเดือนกุมภาพันธ์ ฝ่ายบัญชีของสปาควรทำอย่างไร
บันทึกบัญชีฝั่งร้านที่ขายบัตร และทำอย่างไรเมื่อบัตรหมดอายุ
ทางบัญชี เงินที่รับจากการขายบัตรกำนัลยังไม่ใช่รายได้ เพราะกิจการยังมีภาระต้องส่งมอบสินค้าหรือให้บริการในภายหลัง จึงบันทึกเป็นหนี้สินในชื่อรายได้รับล่วงหน้าหรือเงินรับล่วงหน้าค่าบัตรกำนัล และโอนเป็นรายได้เมื่อลูกค้านำบัตรมาแลกจริง ซึ่งเป็นหลักเดียวกับเกณฑ์สิทธิตามมาตรา 65 ที่ใช้คำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตัวอย่างบัตรใช้ได้เฉพาะร้านตัวเอง มูลค่า 1,070 บาทรวม VAT
- วันขายบัตร เดบิต เงินสดหรือเงินฝากธนาคาร 1,070 บาท เครดิต รายได้รับล่วงหน้าค่าบัตรกำนัล 1,000 บาท และเครดิต ภาษีขาย 70 บาท พร้อมออกใบกำกับภาษีให้ผู้ซื้อบัตร ยอด 70 บาทไปอยู่ใน ภ.พ.30 ของเดือนนั้น
- วันลูกค้านำบัตรมาแลก เดบิต รายได้รับล่วงหน้าค่าบัตรกำนัล 1,000 บาท เครดิต รายได้จากการขายหรือค่าบริการ 1,000 บาท พร้อมตัดต้นทุนสินค้าหรือบันทึกต้นทุนบริการตามปกติ ไม่ออกใบกำกับภาษีซ้ำ หากลูกค้าซื้อเกินและจ่ายส่วนต่าง ส่วนต่างนั้นออกใบกำกับภาษีและบันทึกเป็นรายได้กับภาษีขายของวันที่แลก
- บัตรหมดอายุโดยไม่มีผู้มาใช้ เมื่อเงื่อนไขบนบัตรกำหนดวันหมดอายุและกิจการไม่มีภาระต้องส่งมอบอีก ภาระหนี้สินนั้นสิ้นสุดลง ให้โอนยอดคงค้างออกจากรายได้รับล่วงหน้าเป็นรายได้อื่นในงวดที่บัตรหมดอายุ และนำไปรวมคำนวณกำไรสุทธิของรอบบัญชีนั้น ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มของบัตรกลุ่มนี้เสียไปแล้วตั้งแต่วันขายบัตร จึงไม่ต้องเสียซ้ำ กิจการที่มีนโยบายขยายอายุบัตรให้ลูกค้าควรเขียนไว้ในเงื่อนไขให้ชัด เพราะถ้าในทางปฏิบัติยังยอมรับบัตรที่เลยกำหนด ภาระก็ยังไม่สิ้นสุดและไม่ควรรับรู้เป็นรายได้
- ยอด ภ.พ.30 กับ ภ.ง.ด.50 จะไม่ตรงกันโดยธรรมชาติ เพราะฐานภาษีขายเกิดตอนรับเงินค่าบัตร แต่รายได้ในงบกำไรขาดทุนเกิดตอนแลกบัตร บัตรที่ขายปลายปีและมาใช้ต้นปีถัดไปจึงทำให้ยอดขายตาม ภ.พ.30 ของปีนี้สูงกว่ารายได้ใน ภ.ง.ด.50 และกลับกันในปีถัดไป ควรเก็บทะเบียนบัตรกำนัลที่ระบุเลขที่บัตร วันขาย มูลค่า วันหมดอายุ และวันที่ใช้ เพื่อใช้เป็นเอกสารกระทบยอดเมื่อสรรพากรสอบถาม
- ฝั่งผู้ซื้อบัตรที่เป็นนิติบุคคล ถ้าบัตรแลกรับบริการ เช่น สปา ซ่อมรถ หรือคอร์สเรียน ผู้ซื้อต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ของค่าบริการตั้งแต่วันซื้อบัตร ตามหนังสือที่ กค 0811/พ.02289 ข้อ 1.4 แต่ถ้าเป็นบัตรแลกสินค้า การซื้อสินค้าไม่อยู่ในบังคับต้องหัก ร้านที่ขายบัตรควรแจ้งลูกค้านิติบุคคลล่วงหน้าว่าบัตรของตนเป็นประเภทใด และเตรียมออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ถูกฝั่ง
- กำหนดชัดว่าบัตรใช้ได้เฉพาะกับกิจการของเราหรือใช้กับร้านอื่นได้ด้วย เพราะเป็นตัวตัดสินว่าภาษีขายเกิดตอนขายบัตรหรือตอนแลก
- บัตรที่ใช้ได้เฉพาะร้านเรา ออกใบกำกับภาษีให้ผู้ซื้อในวันรับเงิน และนำยอดเข้า ภ.พ.30 ของเดือนนั้น ไม่รอวันแลก
- ตั้งบัญชีรายได้รับล่วงหน้าค่าบัตรกำนัลแยกจากรายได้ และโอนเป็นรายได้เฉพาะเมื่อลูกค้านำบัตรมาแลกจริง
- ตั้งระบบ POS หรือทะเบียนบัตรให้ไม่ออกใบกำกับภาษีซ้ำตอนแลกบัตร แต่ออกเฉพาะส่วนต่างที่ลูกค้าจ่ายเพิ่ม
- ถ้าขายบัตรลดราคา แสดงมูลค่าเต็มและส่วนลดในใบกำกับภาษี เพื่อให้ฐานภาษีเป็นเงินที่รับจริงตามมาตรา 79 (1)
- ระบุวันหมดอายุบนบัตรและในเงื่อนไข แล้วโอนยอดบัตรที่หมดอายุเป็นรายได้อื่นทุกสิ้นงวด พร้อมเก็บหลักฐานว่าบัตรนั้นไม่ถูกนำมาใช้
- แจ้งลูกค้านิติบุคคลที่ซื้อบัตรบริการให้หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ตั้งแต่วันซื้อบัตร และเก็บหนังสือรับรองไว้เครดิตภาษีสิ้นปี
บัตรกำนัลเป็นเครื่องมือเพิ่มยอดขายที่ดี แต่ถ้าออกใบกำกับภาษีผิดจังหวะหรือรับรู้รายได้เร็วเกินไป ยอดในแบบภาษีกับงบการเงินจะเพี้ยนและแก้ย้อนหลังยาก หากต้องการให้ CKH Accounting ช่วยวางระบบบัญชีบัตรกำนัล ตั้งค่า POS ให้ออกใบกำกับภาษีถูกจังหวะ จัดทำทะเบียนบัตรและกระทบยอด ภ.พ.30 กับ ภ.ง.ด.50 ให้พร้อมชี้แจงสรรพากร ติดต่อปรึกษาเราได้ที่นี่
บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปเพื่อความเข้าใจภาพรวมภาษีมูลค่าเพิ่มและการบันทึกบัญชีของบัตรกำนัลที่กิจการขายล่วงหน้า (อัปเดต พ.ศ. 2569) อ้างอิงประมวลรัษฎากร มาตรา 65 มาตรา 77/1 มาตรา 78 (1) มาตรา 78/1 (1) มาตรา 79 และมาตรา 86 หนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากรที่ กค 0702/5900 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2558 ที่ กค 0811/พ.02289 ลงวันที่ 11 มีนาคม 2542 และที่ กค 0706/6895 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2549 รวมถึงคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 9 และข้อ 12/1 เงื่อนไขของบัตรแต่ละแบบและข้อเท็จจริงของกิจการอาจทำให้ผลต่างออกไป ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนนำไปใช้จริง
มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี
ปรึกษาฟรี