กลับไปหน้าบทความทั้งหมด
พนักงาน/แรงงาน · 19 ก.ย. 2569

กองทุนเงินทดแทน นายจ้างจ่ายฝ่ายเดียว 0.2-1.0% ของค่าจ้าง ปีละครั้ง ต่างจากประกันสังคมยังไง

เจ้าของ SME ส่วนใหญ่รู้จักเงินสมทบประกันสังคมที่หักจากเงินเดือนลูกจ้างทุกเดือนดี แต่พอปลายปีมีจดหมายจากสำนักงานประกันสังคมแนบแบบ กท.26 ก แจ้งให้จ่าย "เงินสมทบกองทุนเงินทดแทน" อีกก้อนหนึ่ง หลายคนถึงกับตั้งคำถามว่านี่คือเงินอะไร ทำไมต้องจ่ายอีก และทำไมลูกจ้างไม่ถูกหักด้วย คำตอบคือกองทุนเงินทดแทนเป็นกองทุนคนละกองกับกองทุนประกันสังคม ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 เพื่อคุ้มครองลูกจ้างที่ประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิตเนื่องจากการทำงานให้นายจ้างโดยเฉพาะ นายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินสมทบฝ่ายเดียว จ่ายปีละครั้ง และอัตราไม่ได้เท่ากันทุกกิจการ แต่อยู่ระหว่างร้อยละ 0.2 ถึง 1.0 ของค่าจ้างตามระดับความเสี่ยงของประเภทกิจการ บทความนี้อธิบายว่ากองทุนนี้ต่างจากประกันสังคมตรงไหน ปฏิทินประจำปีมีอะไรต้องทำเดือนไหน คำนวณเงินสมทบยังไง จ่ายช้าโดนเงินเพิ่มเท่าไหร่ และทำไมสถิติอุบัติเหตุในที่ทำงานถึงมีผลต่อยอดที่ต้องจ่ายตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้นไป

กองทุนเงินทดแทนคืออะไร ต่างจากกองทุนประกันสังคมตรงไหน

ทั้งสองกองทุนอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานประกันสังคมเหมือนกัน และนายจ้างขึ้นทะเบียนพร้อมกันในคราวเดียว จึงมักถูกเข้าใจว่าเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ที่มาของเงิน วิธีจ่าย และสิ่งที่คุ้มครองต่างกันชัดเจน กองทุนประกันสังคมตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 คุ้มครองความเสี่ยงทั่วไปของลูกจ้างที่ไม่เกี่ยวกับงาน เช่น เจ็บป่วยนอกงาน คลอดบุตร ชราภาพ ว่างงาน โดยนายจ้างและลูกจ้างจ่ายเงินสมทบทุกเดือน ส่วนกองทุนเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 คุ้มครองเฉพาะกรณีที่ลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน โดยสำนักงานประกันสังคมระบุชัดว่านายจ้างมีหน้าที่จ่ายเงินสมทบฝ่ายเดียว และลูกจ้างได้รับความคุ้มครองตั้งแต่วันแรกที่ทำงานให้นายจ้าง

  • ใครต้องขึ้นทะเบียน นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปในกิจการที่กฎหมายกำหนด มาตรา 44 ให้ยื่นแบบรายการขึ้นทะเบียนนายจ้างและจ่ายเงินสมทบภายใน 30 วันนับแต่วันที่นายจ้างมีหน้าที่จ่ายเงินสมทบ และเมื่อข้อเท็จจริงที่แจ้งไว้เปลี่ยนไปต้องแจ้งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป นายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 44 มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 62 คือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ใครจ่าย นายจ้างจ่ายฝ่ายเดียว ห้ามหักจากค่าจ้างลูกจ้าง ต่างจากประกันสังคมที่ลูกจ้างร่วมจ่ายด้วย จึงไม่มีรายการนี้ปรากฏในสลิปเงินเดือนของพนักงาน
  • จ่ายเท่าไหร่ อัตราเงินสมทบขึ้นกับรหัสประเภทกิจการที่สำนักงานประกันสังคมจัดตามความเสี่ยงภัยของงาน อยู่ระหว่างร้อยละ 0.2 ถึง 1.0 ของค่าจ้าง งานสำนักงานทั่วไปอยู่ปลายต่ำ ส่วนงานที่มีความเสี่ยงสูงอย่างก่อสร้างหรืองานโรงงานบางประเภทอยู่ปลายสูง โดยกฎหมายให้อำนาจกระทรวงแรงงานกำหนดอัตราได้ไม่เกินร้อยละ 5 ของค่าจ้าง อัตราที่ใช้กับกิจการของคุณดูได้จากหนังสือแจ้งของสำนักงานประกันสังคม
  • ค่าจ้างที่ใช้คำนวณ คิดจากค่าจ้างจริงของลูกจ้างแต่ละคน แต่สูงสุดคนละไม่เกิน 240,000 บาทต่อปี หรือเท่ากับเดือนละ 20,000 บาท ลูกจ้างที่ค่าจ้างสูงกว่านี้จึงใช้ฐาน 240,000 บาทเท่ากันทุกคน
  • จ่ายเมื่อไหร่ ปีละครั้ง ไม่ใช่รายเดือนอย่างประกันสังคม โดยจ่ายล่วงหน้าต้นปีจากค่าจ้างประมาณการ แล้วปรับให้ตรงกับค่าจ้างจริงหลังสิ้นปี
เปรียบเทียบ

กฎหมาย: พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533

คุ้มครอง: เจ็บป่วยที่ไม่เกี่ยวกับงาน คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร ชราภาพ ว่างงาน

ใครจ่าย: นายจ้างและลูกจ้างจ่ายสมทบ นายจ้างหักส่วนของลูกจ้างจากค่าจ้างและนำส่ง

จ่ายเมื่อไหร่: ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป พร้อมแบบ สปส.1-10

กฎหมาย: พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561

คุ้มครอง: เฉพาะประสบอันตราย เจ็บป่วย สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ ตายหรือสูญหาย เนื่องจากการทำงาน

ใครจ่าย: นายจ้างฝ่ายเดียว ลูกจ้างไม่ถูกหัก อัตราร้อยละ 0.2 ถึง 1.0 ของค่าจ้างตามประเภทกิจการ ฐานค่าจ้างไม่เกินคนละ 240,000 บาทต่อปี

จ่ายเมื่อไหร่: ปีละครั้ง ภายใน 31 มกราคม ตามแบบ กท.26 ก แล้วรายงานค่าจ้างจริงด้วย กท.20 ก ภายในเดือนกุมภาพันธ์ และจ่ายส่วนที่ขาดภายใน 31 มีนาคม

ปฏิทินประจำปีของกองทุนเงินทดแทน ธันวาคมถึงมีนาคมมีอะไรต้องทำ

จุดที่ทำให้ SME พลาดบ่อยคือกองทุนนี้ไม่ได้เดินไปพร้อมกับงวดประกันสังคมรายเดือน แต่มีรอบของตัวเองที่กระจุกอยู่ในช่วงสี่เดือนแรกของปี สำนักงานประกันสังคมสรุปลำดับไว้ว่า ปลายปีสำนักงานจะส่งแบบ กท.26 ก ซึ่งเป็นใบแจ้งประเมินเงินสมทบประจำปีถัดไป คำนวณจากค่าจ้างที่นายจ้างรายงานไว้ นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบตามใบแจ้งนี้ภายในวันที่ 31 มกราคม จากนั้นภายในเดือนกุมภาพันธ์ต้องยื่นแบบ กท.20 ก รายงานค่าจ้างที่จ่ายจริงทั้งปีที่ผ่านมาของลูกจ้างทุกคน ยื่นได้ผ่านระบบ e-Wage หรือที่สำนักงานประกันสังคม สำนักงานจะนำค่าจ้างจริงมาคำนวณใหม่ ถ้าค่าจ้างจริงสูงกว่าที่ประมาณการไว้ นายจ้างจะได้รับแบบ กท.25 ค แจ้งยอดเงินสมทบเพิ่ม ซึ่งต้องจ่ายภายในวันที่ 31 มีนาคม ตัวอย่างล่าสุดคือรอบปี 2569 ที่สำนักงานประกันสังคมประกาศเตือนให้จ่ายเงินสมทบปี 2569 ภายใน 31 มกราคม 2569 รายงานค่าจ้างปี 2568 ภายใน 28 กุมภาพันธ์ 2569 และจ่ายเงินสมทบเพิ่มภายใน 31 มีนาคม 2569

  • ปีแรกที่มีลูกจ้าง จ่ายเงินสมทบพร้อมการขึ้นทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างคนแรก โดยคำนวณจากค่าจ้างประมาณการที่เหลือของปีนั้น
  • ขอจ่ายเป็นงวดได้ กิจการที่เงินสมทบเป็นก้อนใหญ่ สามารถยื่นแบบ กท.36 ขอชำระเป็นงวดได้ภายในเดือนธันวาคมของปีก่อนหน้า และต้องวางเงินฝากร้อยละ 25 ของเงินสมทบประมาณการภายในเดือนมกราคมของปีที่ขอจ่ายเป็นงวด ตามที่มาตรา 45 กำหนดเพดานเงินฝากไว้ไม่เกินร้อยละ 25
  • ช่องทางจ่าย e-Payment ผ่านธนาคารที่ร่วมโครงการ เคาน์เตอร์ธนาคาร เคาน์เตอร์เซอร์วิส หรือที่สำนักงานประกันสังคม ควรเก็บใบเสร็จไว้เป็นหลักฐานประกอบการลงบัญชี
  • จ่ายช้าโดนอะไร มาตรา 46 ที่แก้ไขเมื่อปี 2561 กำหนดเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือนของเงินสมทบที่ค้างชำระ นับจากวันถัดจากวันครบกำหนด ลดจากเดิมร้อยละ 3 และกำหนดเพดานว่าเงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนเงินสมทบที่นายจ้างต้องจ่าย ถ้ายังไม่จ่าย มาตรา 47 ให้เลขาธิการมีอำนาจยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของนายจ้างได้ หลังส่งคำเตือนเป็นหนังสือล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน
ตัวช่วยคำนวณ

กิจการของคุณต้องจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปีละประมาณเท่าไหร่ และถ้าจ่ายช้าโดนเงินเพิ่มเท่าไหร่

  • ค่าจ้างต่อคนต่อปีที่ใช้คำนวณ สูงสุดคนละ 240,000 บาท (บาท)—
  • ฐานค่าจ้างรวมทั้งกิจการต่อปี (บาท)—
  • เงินสมทบกองทุนเงินทดแทนต่อปีโดยประมาณ (บาท)—
  • คิดเป็นต้นทุนต่อลูกจ้าง 1 คนต่อเดือน (บาท)—
  • เงินเพิ่มถ้าจ่ายช้า ร้อยละ 2 ต่อเดือน ไม่เกินจำนวนเงินสมทบ (บาท)—

ตัวเลขเป็นการประมาณเบื้องต้นจากค่าจ้างเฉลี่ย ยอดจริงคำนวณจากค่าจ้างของลูกจ้างแต่ละคนและอัตราตามรหัสประเภทกิจการที่สำนักงานประกันสังคมแจ้ง ตั้งแต่ปีที่ 5 อัตราอาจถูกปรับตามค่าประสบการณ์

ปีที่ 5 เป็นต้นไป อัตราขึ้นลงตามสถิติอุบัติเหตุ และลูกจ้างได้อะไรจากกองทุนนี้

สี่ปีแรกหลังขึ้นทะเบียน นายจ้างจ่ายตาม "อัตราเงินสมทบหลัก" ของประเภทกิจการ แต่เมื่อจ่ายครบ 4 ปีปฏิทินแล้ว ตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้นไปสำนักงานประกันสังคมจะเปลี่ยนมาใช้ "อัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์" โดยนำสถิติของกิจการนั้นเองมาคำนวณอัตราส่วนการสูญเสีย คือเงินทดแทนที่กองทุนจ่ายให้ลูกจ้างของกิจการเทียบกับเงินสมทบที่นายจ้างจ่าย แล้วนำไปเทียบตารางเพื่อหาค่าที่จะลดหรือเพิ่มจากอัตราปีที่ผ่านมา สูตรคือ อัตราเงินสมทบประจำปี เท่ากับ อัตราเงินสมทบปีที่ผ่านมา บวก ค่าประสบการณ์ กิจการที่อุบัติเหตุน้อยและมีการเบิกเงินทดแทนต่ำจะได้ลดอัตราลงเรื่อย ๆ ส่วนกิจการที่มีการเบิกสูงจะถูกปรับเพิ่ม การลงทุนด้านความปลอดภัยในที่ทำงานจึงไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมายแรงงาน แต่สะท้อนกลับมาที่ต้นทุนเงินสมทบโดยตรงตั้งแต่ปีที่ 5

ในมุมของลูกจ้าง กองทุนนี้คือหลักประกันว่าถ้าบาดเจ็บจากงานจะมีคนจ่ายค่ารักษาและชดเชยรายได้ โดยไม่ต้องรอฟ้องร้องนายจ้าง สิทธิประโยชน์หลักตามที่สำนักงานประกันสังคมเผยแพร่ ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกิน 65,000 บาทต่อการประสบอันตรายหนึ่งครั้ง ตามกฎกระทรวงที่มีผลตั้งแต่ 25 เมษายน 2567 และเพิ่มได้เป็นขั้นตามความรุนแรงของการบาดเจ็บ ค่าทดแทนรายเดือนร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือนซึ่งเมื่อคิดจากค่าจ้างสูงสุด 20,000 บาทจะได้ไม่เกิน 14,000 บาทต่อเดือน ครอบคลุมกรณีหยุดงานรักษาตัว สูญเสียสมรรถภาพ ทุพพลภาพซึ่งจ่ายไม่น้อยกว่า 15 ปี และตายหรือสูญหายซึ่งจ่ายแก่ผู้มีสิทธิเป็นเวลา 10 ปี ทั้งหมดนี้เป็นอัตราที่ปรับเพิ่มจากร้อยละ 60 โดยพระราชบัญญัติเงินทดแทน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 นอกจากนี้ยังมีค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และค่าทำศพแก่ผู้จัดการศพซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 50,000 บาท

  • ทางบัญชี เงินสมทบกองทุนเงินทดแทนเป็นรายจ่ายเกี่ยวกับพนักงานของกิจการ ลงเป็นค่าใช้จ่ายได้ตามปกติ และเนื่องจากจ่ายล่วงหน้าทั้งปีในเดือนมกราคม กิจการที่ใช้เกณฑ์คงค้างอาจบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้าแล้วทยอยรับรู้เป็นรายเดือน ส่วนยอดเงินสมทบเพิ่มตาม กท.25 ค ที่เกิดหลังปิดงบเป็นรายการปรับปรุงของปีที่จ่าย
  • กระทบยอดค่าจ้างก่อนยื่น กท.20 ก ค่าจ้างที่รายงานควรตรงกับบัญชีเงินเดือนและยอดที่นำส่งประกันสังคมทั้งปี ถ้ารายงานต่ำกว่าจริงจะถูกเรียกเงินสมทบเพิ่มพร้อมเงินเพิ่มย้อนหลัง ถ้ารายงานสูงเกินก็จ่ายเกินโดยไม่จำเป็น
  • เมื่อเกิดอุบัติเหตุ นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างได้รับการรักษาพยาบาลทันทีตามมาตรา 33 และแจ้งการประสบอันตรายต่อสำนักงานประกันสังคมตามแบบและกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด การไม่จัดให้ลูกจ้างได้รับการรักษามีโทษตามมาตรา 62 เช่นเดียวกับการไม่ขึ้นทะเบียน
ทดสอบความเข้าใจ

บริษัท ก มีลูกจ้าง 12 คน ได้รับแบบ กท.26 ก แจ้งเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนประจำปีจากสำนักงานประกันสังคมเมื่อกลางเดือนธันวาคม ฝ่ายบัญชีควรจัดการอย่างไร

สรุปคือ กองทุนเงินทดแทนเป็นภาระของนายจ้างฝ่ายเดียว จ่ายปีละครั้งในอัตราร้อยละ 0.2 ถึง 1.0 ของค่าจ้างตามประเภทกิจการ บนฐานค่าจ้างสูงสุดคนละ 240,000 บาทต่อปี รอบประจำปีคือจ่ายตาม กท.26 ก ภายใน 31 มกราคม ยื่น กท.20 ก รายงานค่าจ้างจริงภายในเดือนกุมภาพันธ์ และจ่ายส่วนที่ขาดตาม กท.25 ค ภายใน 31 มีนาคม จ่ายช้าเสียเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือนแต่ไม่เกินจำนวนเงินสมทบ และตั้งแต่ปีที่ 5 อัตราจะขึ้นหรือลงตามสถิติการเบิกเงินทดแทนของกิจการเอง เจ้าของ SME จึงควรใส่กำหนดเวลาทั้งสามลงในปฏิทินภาษีประจำปี กระทบยอดค่าจ้างให้ตรงก่อนรายงาน และดูแลความปลอดภัยในที่ทำงานเพราะมีผลต่อต้นทุนโดยตรง

ถ้าไม่แน่ใจว่ากิจการของคุณขึ้นทะเบียนกองทุนเงินทดแทนครบถ้วนหรือยัง อัตราที่ถูกเรียกเก็บตรงกับประเภทกิจการจริงไหม หรือต้องการให้ช่วยเตรียมข้อมูลค่าจ้างสำหรับ กท.20 ก ให้กระทบยอดตรงกับบัญชีเงินเดือนและประกันสังคม ปรึกษา CKH Accounting ได้เลย เราช่วยวางปฏิทินนำส่งประจำปี ตรวจยอดเงินสมทบ และบันทึกบัญชีค่าใช้จ่ายพนักงานให้ถูกต้องครบทุกกองทุน

บทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปเพื่อความเข้าใจภาพรวมของหน้าที่นายจ้างต่อกองทุนเงินทดแทน (อัปเดต พ.ศ. 2569) อ้างอิงพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 33 มาตรา 44 มาตรา 45 มาตรา 46 มาตรา 47 และมาตรา 62 พระราชบัญญัติเงินทดแทน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 ข้อมูลเงินสมทบและการชำระเงินกองทุนเงินทดแทน สิทธิประโยชน์ค่ารักษาพยาบาล และประกาศเตือนกำหนดชำระเงินสมทบประจำปี 2569 ของสำนักงานประกันสังคม อัตราเงินสมทบ เพดานค่าจ้าง จำนวนเงินสิทธิประโยชน์ และแบบฟอร์มอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศและกฎกระทรวงที่ออกใหม่ ตัวเลขในตัวช่วยคำนวณเป็นการประมาณเพื่ออธิบาย โปรดตรวจสอบอัตราของกิจการกับหนังสือแจ้งของสำนักงานประกันสังคม และปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงานก่อนนำไปใช้จริง

มีคำถามเกี่ยวกับบัญชีหรือภาษี? ปรึกษาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ฟรี

ปรึกษาฟรี